วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การวิเคราะห์เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ตอนที่ 1)



การวิเคราะห์เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
WEBSITES ANALYSIS OF ACADEMIC RESOURCE CENTERS
OF RAJABHAT UNIVERSITIES
นางสาวชนัญญา เกบไว้
วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์
ปีการศึกษา 2548
ISBN : 974 - 373 - 526 - 7
ลิขสิทธิ์มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
การวิเคราะห์เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
Web sites Analysis of Academic Resource Centers
of Rajabhat Universities
วิทยานิพนธ์
ของ
นางสาวชนัญญา เกบไว้
วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์
ปีการศึกษา 2548
ISBN : 974 - 373 - 526 - 7
ลิขสิทธิ์มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

วิทยานิพนธ์ การวิเคราะห์เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
โดย นางสาวชนัญญา เกบไว้
สาขาวิชา บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์
ประธานกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ รองศาสตราจารย์ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์
กรรมการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชลลดา พงศ์พัฒนโยธิน
กรรมการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์บรรจง สุขเปรม
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา อนุมัติให้นับวิทยานิพนธ์ฉบับนี้
เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
............................................................. คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย
(ดร. สรายุทธ์ เศรษฐขจร)
คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์
……………………………………………………….. ประธานกรรมการ
(ศาสตราจารย์ ดร. วราภรณ์ บวรศิริ)
……………………………………………………….. กรรมการ
(รองศาสตราจารย์ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์)
……………………………………………………….. กรรมการ
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชลลดา พงศ์พัฒนโยธิน)
……………………………………………………….. กรรมการ
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์บรรจง สุขเปรม)
……………………………………………………….. กรรมการ
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนต์ฤดี วัชรประทีป)
……………………………………………………….. กรรมการและเลขานุการ
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิราภรณ์ หนูสวัสดิ์)
ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

ชนัญญา เกบไว้. (2548) การวิเคราะห์เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ. วิทยานิพนธ์
ระดับมหาบัญฑิต กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา.
คณะกรรมการควบคุม : รองศาสตราจารย์ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชลลดา
พงศ์พัฒนโยธิน ผู้ช่วยศาสตราจารย์บรรจง สุขเปรม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลักษณะของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของ
มหาวิทยาลัยราชภัฏในด้านการออกแบบ ด้านเนื้อหา และด้านการบริหารจัดการเว็บไซต์
2) เปรียบเทียบลักษณะเด่นในทั้ง 3 ด้านข้างต้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ เว็บไซต์สำนักวิทย
บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏจำนวน 8 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบวิเคราะห์เนื้อหาที่เป็น
แบบมาตรประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าเฉลี่ย ( _
x ) และค่าความเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ระดับการพบปัจจัยลักษณะของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏในด้าน
ต่างๆ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีระดับการพบปัจจัยในด้านเนื้อหาเว็บไซต์อยู่ในระดับมาก
ที่สุด รองลงมาคือด้านการบริหารจัดการ และด้านการออกแบบ ตามลำดับ
2. จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงลักษณะเด่นในด้านต่างๆ พบว่าเว็บไซต์สำนักวิทยบริการ
ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยามีลักษณะเด่นด้านการออกแบบ และด้านเนื้อหามาก
ที่สุด ในขณะที่ เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์มีลักษณะเด่นในด้านการ
บริหารจัดการเว็บไซต์มากที่สุด

Channanya Kabwai. (2005) Web sites Analysis of Academic Resource Centers of Rajabhat
Universities. Master Thesis. Bangkok : Graduate School, Rajabhat University
Bansomdejchaopraya. Advisor Committee: Associate Professor Chaveewan Kuhaphinan;
Assistant Professor Chonrada Pongpattanayothin; Assistant Professor Banjong Sukprame
The objectives of the research were 1) to analyze information on the web sites of academic
resource centers of Rajabhat universities for their design, content and management aspects 2) to
compare the strong points in the 3 aspects mentioned above. The sample of population used in this
research consisted of the web sites of academic resource centers from 8 Rajabhat universities.
Content analysis in rating scale was used as a tool for collecting data which were, in tern, analyzed
by means of mean ( _
x ) and standard deviation (S.D.).
Findings were as follows:
1. Observation for factors that were found in the web sites of academic resource centers
of Rajabhat universities in all aspects was in high level. The observation level in the content aspect
was the highest. The next lower levels were the management aspect and the design aspect,
respectively.
2. From the analysis and comparison results, it is found that the web site of academic
resource center of Rajabhat university Bansomdejchaopraya contained the most outstanding strong
points in web site design and web site content aspects, while the web site of academic resources
center of Rajabhat university Surindra contained the most outstanding strong points in website
management aspect.

ประกาศคุณูปการ
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยดีเพราะได้รับความกรุณาอย่างสูงจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั้ง 3
ท่านคือ รองศาสตราจารย์ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์ ประธานกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผู้ช่วย
ศาสตราจารย์ชลลดา พงศ์พัฒนโยธิน และผู้ช่วยศาสตราจารย์บรรจง สุขเปรม กรรมการที่ปรึกษา
วิทยานิพนธ์ ที่กรุณาให้คำแนะนำ แนวคิด และตรวจสอบ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ผู้วิจัยขอ
กราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้กรุณาตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย และคณาจารย์
สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาทุกท่าน
ที่ได้ให้ความรู้และประสบการณ์ที่เป็นแนวทางในการวิจัยครั้งนี้
ขอขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ และเพื่อนๆทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้การทำวิทยานิพนธ์
ประสบความสำเร็จ คุณค่าและประโยชน์อันพึงได้จากวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ขอบูชาแทนพระคุณ
บูรพาจารย์และบุพการีทุกท่าน
นางสาวชนัญญา เกบไว้
สารบัญ
หน้า
บทคัดย่อภาษาไทย ...................................................................................................................... ค
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ................................................................................................................. ง
ประกาศคุณูปการ ........................................................................................................................ จ
สารบัญ ....................................................................................................................................... ฉ
สารบัญตาราง .............................................................................................................................. ซ
สารบัญภาพประกอบ .................................................................................................................. ฌ
บทที่ 1 บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ................................................................... 1
วัตถุประสงค์ของการวิจัย ......................................................................................... 3
ขอบเขตของการวิจัย ................................................................................................. 3
ข้อตกลงเบื้องต้น ...................................................................................................... 4
นิยามศัพท์เฉพาะ ..................................................................................................... 4
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ...................................................................................... 5
กรอบแนวความคิด .................................................................................................. 6
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ทฤษฎีการออกแบบเว็บไซต์ .................................................................................. 7
ทฤษฎีการวิเคราะห์เนื้อหา ..................................................................................... 15
ตัวอย่างเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ................................... 19
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ................................................................................................. 37
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง .................................................................................... 46
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ....................................................................................... 48
การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ........................................................................ 50
การเก็บรวบรวมข้อมูล .......................................................................................... 53
วิธีการและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................... 53

สารบัญ (ต่อ)
หน้า
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การออกแบบ เนื้อหา และการบริหารจัดการเว็บไซต์ ........................................... 59
ลักษณะเด่นของแต่ละสำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ........................ 68
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผลการวิจัย .................................................................................................... 78
อภิปรายผล .......................................................................................................... 80
ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ...................................................................... 84
ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ............................................................... 85
บรรณานุกรม ........................................................................................................................... 86
ภาคผนวก ............................................................................................................................... 90
รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือวัด ................................................................. 91
แบบวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อการวิจัย ............................................................................... 92
ประวัติผู้วิจัย ............................................................................................................... 96

สารบัญตาราง
หน้า
ตารางที่ 1 แสดงค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการพบในด้านต่างๆ
โดยรวมทุกด้าน .............................................................................................. 59
ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการพบในหัวข้อต่างๆ
ด้านการออกแบบเว็บไซต์ .............................................................................. 60
ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการพบในประเด็นต่างๆ
ด้านการออกแบบเว็บไซต์ .............................................................................. 62
ตารางที่ 4 แสดงค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการพบในหัวข้อต่างๆ
ด้านเนื้อหาของเว็บไซต์ .................................................................................. 64
ตารางที่ 5 แสดงค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการพบในประเด็นต่างๆ
ด้านเนื้อหาของเว็บไซต์ .................................................................................. 65
ตารางที่ 6 แสดงค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการพบในหัวข้อต่างๆ
ด้านการบริหารจัดการเว็บไซต์ ....................................................................... 66
ตารางที่ 7 แสดงค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการพบในประเด็นต่างๆ
ด้านการบริหารจัดการเว็บไซต์ ....................................................................... 67
ตารางที่ 8 แสดงการเปรียบเทียบด้านการออกแบบเว็บไซต์ในประเด็นต่างๆ ระหว่าง
สำนักวิทยบริการในกลุ่มตัวอย่างทั้ง 8 แห่ง .................................................... 69
ตารางที่ 9 แสดงการเปรียบเทียบด้านเนื้อหาเว็บไซต์ในประเด็นต่างๆ ระหว่างสำนัก
วิทยบริการในกลุ่มตัวอย่างทั้ง 8 แห่ง ............................................................. 72
ตารางที่ 10 แสดงการเปรียบเทียบด้านการบริหารจัดการเว็บไซต์ในประเด็นต่างๆ ระหว่าง
สำนักวิทยบริการในกลุ่มตัวอย่างทั้ง 8 แห่ง ................................................... 74

สารบัญภาพประกอบ
หน้า
รูปที่ 1 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ............ 20
รูปที่ 2 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของ
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ .......................................................................................... 21
รูปที่ 3 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ........ 22
รูปที่ 4 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ............................................................ 23
รูปที่ 5 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ...... 24
รูปที่ 6 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ........................................................... 26
รูปที่ 7 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ .............. 27
รูปที่ 8 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ .................................................................. 28
รูปที่ 9 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ............ 29
รูปที่ 10 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี .................................................................. 30
รูปที่ 11 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ......... 31
รูปที่ 12 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ............................................................... 32
รูปที่ 13 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครศรีธรรมราช ............................................................................................................ 33
รูปที่ 14 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช .................................................... 34
รูปที่ 15 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ
เจ้าพระยา ...................................................................................................................... 35
รูปที่ 16 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ............................................. 36
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการสื่อสารในปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ
การสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการนำเอาความสามารถของคอมพิวเตอร์มา
ประยุกต์ใช้งานเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสาร จนทำให้เกิดสังคมของการสื่อสารผ่าน
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer network communication) หรือเป็นยุคเครือข่ายทางปัญญา
(Intelligent network) ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูล (Data) สารสนเทศ (Information) ความรู้
(Knowledge) โดยทั่วไปการสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ถือว่ามีการพัฒนาความสามารถ
ในการติดต่อสื่อสารและได้รับความนิยมสูงสุด คือการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่ง
เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์จากที่ต่างๆ ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน
และเป็นระบบการสื่อสารข้อมูลที่มีพัฒนาการเร็วที่สุด (ณรงค์ ขำวิจิตร์ 2541 : 25)
อินเทอร์เน็ตเป็นทางเลือกใหม่ทางการศึกษาในทุกระดับชั้น สถาบันการศึกษาต่างๆ พยายาม
ที่จะนำเอาความสามารถของอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ในหลักสูตร การนำเอาอินเทอร์เน็ตมา
ประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนมีมากมายหลายรูปแบบ เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) เป็น
รูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากผู้ใช้สามารถโต้ตอบสื่อสารได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถรับ
ส่ง แสดงผลข้อมูลได้ทั้งตัวอักษร ภาพกราฟิก (Graphic) ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เวิลด์ไวด์เว็บจึง
เหมาะที่จะนำมาใช้ในวงการศึกษาทั้งในวงกว้างและในด้านการเรียนการสอน โดยอาจเป็นลักษณะ
ของการศึกษาทางไกลเต็มรูปแบบ หรือจะใช้เสริมในชั้นเรียนปกติก็ได้เช่นกัน (กิดานันท์ มลิทอง
2543 : 28)
สำนักวิทยบริการ (Academic Resources Center) มหาวิทยาลัยราชภัฏได้เลือกใช้เวิลด์ไวด์เว็บ
เป็นช่องทางในการสื่อสาร แต่เนื่องจากปริมาณสารสนเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและหลากหลาย
สำนักวิทยบริการจึงจำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์เป็นของตนเอง เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีเป็นจำนวน
มาก นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัยอันเป็นการ
ประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งไปสู่ทั้งนักศึกษาและประชาชนทั่วไป จากงานวิจัยของเมรี่
ไรเชล (Reichel 1993 : 2707A) ซึ่งได้วิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปริมาณสารสนเทศที่
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 2001 พบว่าสารสนเทศที่อยู่ในรูปสิ่งพิมพ์จะลดลงไปและจะเปลี่ยนไป
อยู่ในรูปสื่ออื่นๆ เช่น วีดิทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้เกิดปัญหากับผู้ใช้และบรรณารักษ์เป็นส่วน
2
ใหญ่ ในปัจจุบันพบว่าห้องสมุดหลายแห่งได้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นห้องสมุดดิจิทัล (Digital
library) ซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ตั้งแต่บรรณารักษ์ เทคโนโลยี และอุปกรณ์ที่
นำมาใช้ในการดำเนินงาน นอกจากนี้การปฏิบัติงานของบรรณารักษ์ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปใน
รูปแบบใหม่ โดยหันมาใช้ระบบเครือข่ายในห้องสมุดดิจิทัล รูปแบบการบริการต้องไม่อยู่กับที่ รอให้
ผู้ใช้บริการมาขอใช้บริการเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับผู้ใช้บริการได้โดยตรง
โดยผ่านทางเวิลด์ไวด์เว็บ นอกจากนี้การใช้เวิลด์ไวด์เว็บยังเป็นการแนะนำและประชาสัมพันธ์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัยอีกทางหนึ่งด้วย
จากเหตุผลข้างต้นสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏ จึงได้จัดทำเว็บไซต์ (Web site) ขึ้น
เพื่อใช้เป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ใช้บริการภายในสถาบัน และบุคคลทั่วไปที่สนใจมาใช้
บริการโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่สำนักวิทยบริการก็ได้ นั่นคือ บุคคลทั่วไปสามารถรับทราบ
ข้อมูลและใช้บริการต่างๆ ที่ทางสำนักวิทยบริการจัดเตรียมไว้ได้เช่นเดียวกัน โดยปกติเว็บไซต์ของ
สำนักวิทยบริการจะให้บริการข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสำนักวิทยบริการ ยกตัวอย่างเช่น
สถานที่ตั้ง วันและเวลาทำการ กฎระเบียบการใช้งาน รายละเอียดของทรัพยากร การบริการ การติดต่อ
กับบุคลากรแต่ละฝ่าย ประกาศข่าวสาร กิจกรรม รายชื่อหนังสือใหม่ เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถ
สืบค้นรายการทรัพยากรของสำนักวิทยบริการ และฐานข้อมูลออนไลน์ (Online) นั้นๆ ผ่านทาง
เว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการได้อีกด้วย นอกจากนี้เว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการยังให้ความ
ช่วยเหลือแก่ผู้ใช้บริการในการสืบค้นสารนิเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการ
สอนด้วย โดยการรวบรวมแหล่งทรัพยากรสารนิเทศที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและทำการจัด
ระเบียบให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์เหล่านั้นได้อย่างสะดวก
รวดเร็วยิ่งขึ้น
เว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มีลักษณะที่แตกต่างกัน มีการออกแบบ
เว็บไซต์ การพัฒนาการออกแบบตัวหนังสือ การออกแบบสัญลักษณ์ (Logo) การจัดวางข้อมูล และ
การนำภาพต่างๆ มาจัดวางให้น่าสนใจ ตลอดทั้งการใช้สีสัน การใช้เสียง การสร้างสื่อผสม
(Multimedia) ลักษณะต่างๆ เหล่านี้จะถูกนำมาประกอบกันเป็นเว็บไซต์ เพื่อพัฒนาไปสู่ความเป็น
เอกลักษณ์ของแต่ละสำนักวิทยบริการ การที่มหาวิทยาลัยราชภัฏได้ให้ความสำคัญในการพัฒนา
เว็บไซต์ และถือเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ใช้ในการพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏ จึงเป็นสิ่งจูงใจ
ให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะวิเคราะห์สารสนเทศบนเว็บไซต์ สำนักวิทยบริการของแต่ละมหาวิทยาลัย
ราชภัฏ ทั้งในด้านการออกแบบ เนื้อหา การบริหารจัดการเว็บไซต์ รวมไปถึงการเปรียบเทียบลักษณะ
เด่นในด้านการออกแบบ เนื้อหา และการบริหารจัดการของแต่ละเว็บไซต์ ทั้งนี้เพื่อนำผลที่ได้จากการ
3
วิจัยมาใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏต่อไปใน
อนาคต
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏในด้านต่างๆ
ดังนี้
1.1 ด้านการออกแบบ
1.2 ด้านเนื้อหา
1.3 ด้านการบริหารจัดการเว็บไซต์
2. เพื่อเปรียบเทียบลักษณะเด่นในด้านการออกแบบ เนื้อหา และการบริหารจัดการเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
ขอบเขตของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาถึงการวิเคราะห์ลักษณะของเว็บไซต์ สำนักวิทยบริการของ
มหาวิทยาลัยราชภัฏ
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
จำนวน 41 แห่ง
1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 8
แห่ง จากเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 41 แห่ง
2. ตัวแปรที่ศึกษา
2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ การวิเคราะห์ลักษณะของเว็บไซต์ในด้านการออกแบบ เนื้อหา
และการบริหารจัดการเว็บไซต์
4
ข้อตกลงเบื้องต้น
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ลักษณะของเว็บไซต์ที่ปรากฏในเว็บไซต์ สำนักวิทยบริการ
ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการปรับปรุงอยู่เสมอ ดังนั้นข้อมูล
ที่ได้จากการวิเคราะห์ครั้งนี้สามารถอธิบายได้ในเฉพาะช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งในการวิจัยได้ทำการ
วิเคราะห์ลักษณะของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทั้ง 8 แห่ง
ในระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคม 2548 และสาเหตุที่เลือกกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวเพราะ ณ เวลาที่ทำการ
วิเคราะห์เว็บไซต์ผู้วิจัยสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าวได้
นิยามศัพท์เฉพาะ
สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏ หมายถึง สำนักวิทยบริการ ศูนย์วิทยบริการ สำนัก
วิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักหอสมุด
เว็บไซต์ หมายถึง ที่ตั้งหรือที่อยู่ในระบบเวิลด์ไวด์เว็บประกอบด้วยโฮมเพจและเว็บเพจที่
แสดงรายละเอียดข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของสำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
การวิเคราะห์เว็บไซต์ หมายถึง การวิเคราะห์ลักษณะของเว็บไซต์ที่ปรากฏในเว็บไซต์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในด้านต่างๆ ค ือ ด้านการออกแบบ ด้านเนื้อหา ด้านการบริหาร
การจัดการเว็บไซต์
การออกแบบ หมายถึง ลักษณะการออกแบบในด้านจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ การจัดวางข้อมูล
การจัดระบบข้อมูล การใช้สีของเว็บไซต์ ตัวอักษร ระบบนำทาง (Navigation) รูปภาพ
เนื้อหา หมายถึง ลักษณะเนื้อหาของเว็บไซต์ตรงกับภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ การปรับข้อมูล
ให้เป็นปัจจุบัน (Update) ความถูกต้องครบถ้วน
ภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ หมายถึง ลักษณะภาพลักษณ์ของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการมีความ
สอดคล้องกับปรัชญา พันธกิจ วิสัยทัศน์
การบริหารจัดการเว็บไซต์ หมายถึง การบริหารการจัดการเว็บไซต์ในด้านความเร็ว ความ
ถูกต้องในการเชื่อมโยง การให้ความช่วยเหลือหรือแนะนำผู้ใช้
สี หมายถึง การใช้สีตัวอักษร พื้นหลังของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ลักษณะเด่น หมายถึง ลักษณะเด่นในด้านการบริหารจัดการเว็บไซต์โดยพิจารณาจาก
ความเร็ว ความถูกต้องในการเชื่อมโยง การให้ความช่วยเหลือหรือแนะนำผู้ใช้
5
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ทำให้ทราบถึงลักษณะของเว็บไซต์ในด้านการออกแบบ เนื้อหา และการบริหารจัดการที่
ใช้บนเว็บไซต์ สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
2. ทำให้ทราบถึงลักษณะเด่นในด้านการออกแบบ เนื้อหา และการบริหารจัดการเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ข้อมูลที่ได้สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุง
พัฒนา ลักษณะของเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
6
กรอบแนวความคิด
ทฤษฎีการออกแบบเว็บไซต์
• ด้านการออกแบบ
• ด้านเนื้อหา
• ด้านการบริหารจัดการเว็บไซต์
ทฤษฎีการวิเคราะห์เนื้อหา
• ความหมายของการวิเคราะห์เนื้อหา
• ประโยชน์ของการวิเคราะห์เนื้อหา
• ขั้นตอนการวิเคราะห์เนื้อหา
• หน่วยในการวิเคราะห์เนื้อหา
เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏ
• สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏอุตรดิตถ์
• สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏนครสวรรค์
• สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏมหาสารคาม
• สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏสุรินทร์
• สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏเทพสตรี
• สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏกาญจนบุรี
• สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏนครศรีธรรมราช
• สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ลักษณะของเว็บไซต์สำนัก
วิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏ 8 แห่ง
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การวิจัย เรื่อง การวิเคราะห์เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยผู้วิจัยได้
ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอผลการศึกษาดังต่อไปนี้
1. ทฤษฎีการออกแบบเว็บไซต์
2. ทฤษฎีการวิเคราะห์เนื้อหา
3. ตัวอย่างเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. ทฤษฎีการออกแบบเว็บไซต์
การสร้างเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องมีการจัดเตรียมข้อมูล ออกแบบหน้า
เว็บเพจต่างๆ ให้มีรูปแบบที่สวยงาม สามารถใช้งานได้ง่าย และมีความสะดวกต่อการเข้าถึงข้อมูล การ
ออกแบบเว็บไซต์จึงมีความสำคัญในการสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ส่งผลให้เกิด
ความรู้สึกอยากกลับมาใช้อีก ดังที่ดวงพร เกี๋ยงคำและวงศ์ประชา จันทร์สมวงศ์ (2546 : 26) ได้
กล่าวถึงหลักการออกแบบเว็บไซต์ที่ดี ซึ่งสามารถสรุปเป็นขั้นตอนในด้านต่างๆ ดังนี้
1.1 ด้านการออกแบบ
1.1.1 ควรมีจุดเด่นหรือมีเอกลักษณ์ เนื่องจากเว็บไซต์แต่ละแห่งมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน
เช่น ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่เน้นทางด้านธุรกิจ จะต้องหาจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ที่มีความได้เปรียบเหนือกว่า
คู่แข่ง เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถจดจำภาพลักษณ์หรือเอกลักษณ์เฉพาะของหน่วยงานนั้นๆ ได้
1.1.2 ควรมีการจัดวางข้อมูลที่เรียบง่าย เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการสามารถอ่านเนื้อหาที่
อยู่ภายในแต่ละเว็บเพจได้ง่าย สบายตา การจัดวางข้อมูลภายในเว็บไซต์ต้องไม่ซับซ้อน มีการจัด
หมวดหมู่ให้กับข้อมูล ภาพกราฟิก ตัวอักษรอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถเข้าถึง
เนื้อหาที่ต้องการใช้งานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
1.1.3 ควรมีการจัดระบบข้อมูลที่ดี เนื่องจากรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มข้อมูล จะ
มีผลต่อความสะดวกในการใช้งานของผู้เข้ามาใช้บริการ ระบบข้อมูลที่มีโครงสร้างดีจะช่วยเพิ่มความ
ชัดเจนให้กับเนื้อหา โครงสร้างหลักของระบบข้อมูลสำหรับเว็บไซต์สามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ
คือ แบบลำดับชั้น (Hierarchy) แบบข้อความหลายมิติ (Hypertext) และแบบฐานข้อมูล (Database
8
model) โครงสร้างแต่ละแบบจะมีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามการออกแบบ
โครงสร้างของระบบข้อมูลจะขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหาภายในเว็บไซต์นั้นๆ เป็นหลัก ซึ่งในทาง
ปฏิบัตินั้นเราสามารถใช้โครงสร้างรูปแบบเดียวกันทั้งหมด หรืออาจใช้โครงสร้างมากกว่า 1 รูปแบบ
ภายในเว็บไซต์เดียวกันก็ได้ ไม่มีข้อกำหนดตายตัว แต่เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะใช้โครงสร้างทั้ง 3
รูปแบบร่วมกัน
ธวัชชัย ศรีสุเทพ (2544 : 79) ได้กล่าวถึงการจัดระบบข้อมูลภายในเว็บไซต์ว่าเป็น
สิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของเว็บไซต์ เนื่องจากโครงสร้างระบบข้อมูลมีความสำคัญอย่างมากต่อการ
พัฒนาระบบนำทาง โดยปกติข้อมูลในแต่ละลำดับชั้นจะมีความสำคัญอย่างใกล้ชิดกับรายการใน
ระบบนำทาง นอกจากนั้นชื่อของกลุ่มข้อมูลต่างๆ ก็จะเป็นตัวกำหนดชนิด และลักษณะของข้อมูล
ภายในกลุ่มนั้นๆ ด้วย การจัดระบบข้อมูลในเว็บไซต์อาจยึดหลักการของ แบบแผนระบบข้อมูล
(Organizational schemes) ก็ได้ ซึ่งเป็นการกำหนดลักษณะพื้นฐานของข้อมูลภายในกลุ่มเดียวกัน ใน
ชีวิตประจำวันเราอาจได้สัมผัสกับแบบแผนการจัดระบบต่างๆโดยไม่รู้ตัว เช่น การค้นหาเบอร์
โทรศัพท์จากสมุดโทรศัพท์ หรือการเลือกซื้อของในห้างสรรพสินค้าที่มีการแบ่งหมวดหมู่สินค้าที่
แตกต่างกันไป เป็นต้น แบบแผนระบบข้อมูลสามารถแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
1.1.3.1 แบบแผนระบบข้อมูลแบบแน่นอน (Exact organizational schemes) เกิด
จากการแบ่งข้อมูลออกเป็นกลุ่มที่แน่นอนไม่มีการเหลื่อมล้ำของข้อมูลในแต่ละกลุ่ม ระบบข้อมูลชนิด
นี้ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็น
ระบบข้อมูลตามตัวอักษร (Alphabetic) ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดระบบ
พื้นฐานของพจนานุกรม สารานุกรม สมุดโทรศัพท์ ห้องสมุด และดัชนีที่อยู่ด้านหลังหนังสือ สิ่ง
เหล่านี้ล้วนใช้ประโยชน์จากการลำดับตัวอักษรในการจัดเรียงข้อมูล แต่วิธีนี้มีข้อด้อยคือ สิ่งที่อยู่
ใกล้เคียงกันอาจไม่มีความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด
ระบบข้อมูลตามลำดับเวลา (Chronologic) เป็นรูปแบบที่มีความเหมาะสม
กับข้อมูลบางประเภทที่มีความสัมพันธ์กับเวลา เช่น ข่าว หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร และรายการ
โทรทัศน์ ซึ่งจำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลตามลำดับเวลา
ระบบข้อมูลตามพื้นที่ (Geographic) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่
ยกตัวอย่างเช่น ข่าว พยากรณ์อากาศ เศรษฐกิจ การเมือง หรือการปกครอง
1.1.3.2 แบบแผนระบบข้อมูลแบบไม่แน่นอน (Ambiguous organization
schemes) เกิดจากการแบ่งข้อมูลโดยไม่มีการกำหนดที่แน่นอน ระบบข้อมูลชนิดนี้มีความยากในการ
ออกแบบ การดูแล และการใช้งาน อย่างไรก็ตามระบบข้อมูลชนิดนี้กลับมีความสำคัญและเป็นที่นิยม
ใช้มากกว่า เนื่องมาจากผู้เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่รู้แน่ชัดถึงสิ่งที่ตนกำลังค้นหา หรือ
อาจรู้เพียงบางส่วนแต่ไม่แน่ใจ ในระบบข้อมูลชนิดนี้มีการรวบรวมข้อมูลตามลักษณะที่คล้ายกันหรือ
9
ใกล้เคียงกัน ซึ่งในกระบวนการค้นหาข้อมูล ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถเรียนรู้รายละเอียดของสิ่งที่ตน
กำลังค้นหาเพิ่มขึ้นได้ ตามจำนวนครั้งในการค้นหา เปรียบเสมือนกับการค้นหาข้อมูลโดยใช้คำที่มี
ความหมายที่กว้างก่อน และผลของการค้นหาทำให้รู้ถึงสิ่งที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรื่อยๆ
และสามารถนำข้อมูลนั้นๆ มาใช้ค้นหาต่อเพื่อค้นหาข้อมูลให้ตรงกับความต้องการของผู้เข้ามาใช้
บริการมากที่สุด อุปสรรคของการค้นหาข้อมูลแบบนี้ คือ ต้องใช้เวลานานและอาจจะต้องทำการ
ค้นหาหลายครั้งจึงจะพบข้อมูลที่ต้องการจริงๆ ระบบข้อมูลแบบไม่แน่นอนสามารถแบ่งย่อยออกเป็น
ระบบข้อมูลตามหัวข้อ (Topic) ซึ่งเป็นระบบข้อมูลที่นิยมใช้กันมาก โดย
จะทำการกำหนดหัวข้อต่างๆ ให้สื่อความหมายและเข้าใจได้ง่าย มีขอบเขตไม่กว้างหรือแคบ
จนเกินไป
ระบบข้อมูลตามผู้เข้ามาใช้บริการ (Audience specific) ในกรณีที่มีกลุ่มผู้
เข้ามาใช้บริการที่ชัดเจน และเข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ เราสามารถแบ่งข้อมูล
ออกเป็นพวกๆ ตามความสนใจของผู้เข้ามาใช้บริการแต่ละกลุ่มได้ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการ
ค้นหาข้อมูลมากที่สุด
ระบบข้อมูลตามการทำงาน (Task oriented) การจัดระบบข้อมูลแบบนี้
เป็นการแบ่งเนื้อหาและการทำงานต่างๆ ให้อยู่ในรูปของกระบวนการ หน้าที่ และงานย่อย ในปัจจุบัน
เว็บไซต์ที่ใช้การจัดระบบข้อมูลแบบนี้มีน้อยมาก เนื่องจากข้อมูลในเว็บไซต์ส่วนใหญ่มักจะเป็น
เนื้อหามากกว่ากระบวนการทำงาน
ระบบข้อมูลแบบจำลอง (Metaphor driven) การจัดระบบข้อมูลใน
ลักษณะนี้มักใช้กับการแนะนำสิ่งใหม่ๆ โดยจะทำการเชื่อมต่อความสัมพันธ์กับสิ่งที่ผู้เข้ามาใช้บริการ
คุ้นเคยอยู่ ในขั้นนี้เราสามารถใช้แบบจำลองการจัดระบบ (Organization metaphor) เพื่อช่วยให้ผู้เข้า
มาใช้บริการเข้าใจสิ่งใหม่ได้ดีและชัดเจนขึ้น การใช้งานระบบข้อมูลแบบนี้ข้อสำคัญต้องแน่ใจว่า
แบบจำลองที่เลือกมาใช้นั้นเป็นสิ่งที่คุ้นเคยต่อผู้เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่แล้ว
1.1.3.3 แบบแผนระบบข้อมูลแบบผสม (Hybrid schemes) เป็นการนำแบบแผน
ระบบข้อมูลแบบแน่นอน และแบบไม่แน่นอนมารวมกันเพื่อจัดทำเว็บไซต์ เช่นเดียวกันกับโครงสร้าง
ระบบข้อมูล การออกแบบเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่มีการนำแบบแผนระบบข้อมูลแบบใดแบบหนึ่งมาใช้
ในการออกแบบแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีข้อมูลที่หลากหลาย ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ควร
แยกส่วนแบบแผนระบบข้อมูลที่แตกต่างกันให้อยู่กันคนละที่ และควรทำให้มีลักษณะที่แตกต่างกัน
1.1.4 ควรมีการเลือกใช้สีภายในเว็บไซต์ให้เหมาะสม ทศพล กนกนุวัตร์ (2544 : 49)
และ ธวัชชัย ศรีสุเทพ (2544 : 205) ได้กล่าวถึงการเลือกใช้สีในการออกแบบเว็บไซต์ว่ามีความสำคัญ
มาก เนื่องจากสีมีผลต่ออารมณ์ และความรู้สึกของผู้เข้ามาใช้บริการ ดังนั้นในการออกแบบเว็บไชต์จึง
10
ควรเลือกสีหรือโทนสีให้เหมาะสม โดยสีที่แตกต่างกันจะให้ความหมายและความรู้สึกที่แตกต่างกัน
ด้วย ความหมายและความรู้สึกของสีที่ใช้สามารถสรุปได้ดังนี้
สีแดง หมายถึง พลัง อำนาจ ความรัก ความอบอุ่น
สีน้ำเงิน หมายถึง ความซื่อสัตย์ ความมั่นคง ความปลอดภัย
ความสะอาด ความเป็นระเบียบ ความหวัง มีน้ำใจ
สีเขียว หมายถึง ธรรมชาติ สุขภาพ ความยินดี ความอบอุ่น
ความแข็งแรง ความหวัง ความภักดี ความอุดมสมบูรณ์
ความกระฉับกระเฉง ความเป็นอมตะ
สีเหลือง หมายถึง ความสดใส ร่าเริง ความหวัง ความอบอุ่น
ความสง่างาม ธรรมะ ปรัชญา ความสุข ความสมหวัง
สีฟ้า หมายถึง ความอ่อนโยน ความนุ่มนวล ความหวัง ความ
สงบ ความเที่ยงตรง
สีม่วง หมายถึง ความสูงส่ง ความซื่อสัตย์ ความสร้างสรรค์
ความแปลกใหม่ ความรอบรู้
สีส้ม หมายถึง ความเข้มแข็ง กระตือรือร้น ความมั่นคง
ความสมดุล ความอบอุ่น ความเจริญ ความเป็นเพื่อน ความ
มีชีวิตชีวา หรูหรา
สีน้ำตาล หมายถึง ความเรียบง่าย ความสะดวกสบาย ความทนทาน
ค ว า ม มั่ น ค ง ค ว า ม เ ชื่ อ ถื อ ไ ด้ ค ว า ม มี เ กี ย ร ติ
ความเติบโตเต็มที่
สีเทา หมายถึง ความสุภาพ ความสงบเสงี่ยม ความมั่นคง
ความไว้วางใจ
สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ ความไร้เดียงสา ความรัก
ความฉลาด ความสงบเสงี่ยม ความเรียบง่าย ความสะอาด
ความเคารพนับถือ ความนอบน้อมถ่อมตน ความเที่ยงตรง
ความดี
สีดำ หมายถึง อำนาจ ความฉลาด ความเป็นเลิศ ความสุขุม
ความรอบคอบ ความตั้งใจ ความมั่นคง ความเป็นทางการ
11
สีสันภายในหน้าเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อการดึงดูดความสนใจของผู้
เข้ามาใช้บริการ เนื่องจากเป็นสิ่งแรกที่ผู้เข้ามาใช้บริการมองเห็น และเป็นสิ่งที่ใช้กำหนดบรรยากาศ
และความรู้สึกโดยรวมของเว็บไซต์ สีถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเว็บไซต์ซึ่งสามารถนำไป
ประยุกต์ใช้ในการเลือกตัวอักษร รูปภาพ การเชื่อมต่อ สีพื้นหลัง และรูปภาพพื้นหลัง การเลือกใช้สีที่
เหมาะสมจะช่วยในการสื่อความหมายของเนื้อหา และเพิ่มความสวยงามให้กับหน้าเว็บเพจ ในทาง
กลับกัน การเลือกใช้สีที่ไม่เหมาะสมอาจสร้างความยากลำบากในการอ่านหรือรบกวนสายตาผู้เข้ามา
ใช้บริการ รวมไปถึงการสื่อความหมายที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน
ควรเลือกใช้ตัวอักษรให้เหมาะสม เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ดูทันสมัย
น่าเชื่อถือ สนุกสนานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากตัวหนังสือแต่ละลักษณะจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน
ดังที่ฐิตารัตน์ รัชตะวรรณ (2547 : 16) ได้กล่าวถึงลักษณะของตัวอักษรและความรู้สึกที่สื่อออกมาใน
รูปแบบต่างๆ ดังนี้
ตัวหนังสือแบบมีเชิง (Serif) ให้ความรู้สึกของความคลาสสิก ดูเก่าแก่
และค่อนข้างเป็นทางการ
ตัวหนังสือแบบไม่มีเชิง (San serif) ให้ความรู้สึกเรียบง่าย มีความทันสมัย
และอ่านง่าย
ตัวหนังสือแบบลายมือ (Script) ให้ความรู้สึกสนุกสนานเป็นกันเอง
ไม่เป็นทางการ มักใช้กับคำโฆษณาสั้นๆ
ตัวอักษรแบบมีหัว มักใช้กับบทความยาวๆ เพราะอ่านง่าย
เช่น หนังสือเรียน หนังสือวิชาการ
ตัวอักษรแบบไม่มีหัว ตัวหนังสือแบบนี้อ่านค่อนข้างยาก มัก
ใช้กับข้อความสั้นๆ แต่ให้ความรู้สึกที่
ทันสมัย
ควรมีระบบนำทางที่มีประสิทธิภาพ ระบบนำทางในเว็บไซต์ที่ดีจะสามารถนำผู้
เข้ามาใช้บริการไปยังข้อมูลที่ตนกำลังค้นหาได้สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้ทุกทิศที่ไปจะต้องมี
เครื่องหมายติดตามเพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถเลือกที่จะเข้าไปใช้บริการได้ตรงจุดที่สนใจอย่าง
สะดวก และยังสามารถย้อนกลับไปยังหน้าเว็บเพจต่างๆ ภายในเว็บไซต์นั้นๆ ได้ ธวัชชัย ศรีสุเทพ
(2544 : 94) ได้แบ่งระบบนำทางสำหรับใช้ในเว็บไซต์ออกเป็น 4 รูปแบบดังนี้
ระบบนำทางแบบลำดับชั้น (Hierarchy) เป็นระบบนำทางแบบพื้นฐานที่เว็บไซต์
ส่วนใหญ่มักใช้กัน การที่โฮมเพจหน้าหนึ่งมีการเชื่อมโยงไปยังโฮมเพจหน้าอื่นๆ ภายในเว็บไซต์นั้นก็
ถือว่าเป็นลำดับชั้นอย่างหนึ่ง แต่เนื่องจากข้อจำกัดในการเคลื่อนที่ได้เฉพาะในแนวตั้ง หรือแนวบน-
12
ล่าง (จากหน้าหลักไปยังหน้าย่อยถัดลงไปหรือย้อนกลับขึ้นมา) ระบบนำทางแบบนี้จึงต้องอาศัยระบบ
นำทางแบบอื่นๆ มาใช้งานร่วมเพื่อทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ระบบนำทางแบบครอบคลุม (Global) หรือแบบตลอดทั่วทั้งเว็บไซต์ เป็นระบบนำ
ทางที่ช่วยเสริมข้อจำกัดของระบบนำทางแบบลำดับชั้น ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งแนวตั้งและ
แนวนอนอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งเว็บไซต์ โดยปกติแล้วระบบนี้จะถูกใช้เพื่อเชื่อมโยงไปยังหน้า
หลักของเว็บไซต์ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของป้ายนำทางที่วางไว้ด้านบนหรือด้านล่างสุดของเว็บไซต์ก็ได้
โดยปกติป้ายนำทางที่อยู่ด้านบนจะทำให้ผู้เข้ามาใช้บริการมองเห็นได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนภาพไป
ไหน และยังช่วยชี้แนะให้ผู้เข้ามาใช้บริการรู้ถึงข้อมูลส่วนต่างๆ ภายในเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว ใน
กรณีที่ผู้เข้ามาใช้บริการต้องการไปยังส่วนอื่นๆ ของเว็บไซต์ก็สามารถทำได้ทันที ส่วนป้ายนำทางที่
อยู่ด้านล่างสุดนั้น ผู้เข้ามาใช้บริการจะเห็นก็ต่อเมื่ออ่านเนื้อหาภายในเว็บเพจนั้นๆ จนมาถึงตอนท้าย
แล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกถ้าเนื้อหาภายในเว็บเพจนั้นมีความยาวมาก ทำให้ผู้เข้ามาใช้บริการไม่
ต้องย้อนกลับไปด้านบน ดังนั้นป้ายนำทางแบบครอบคลุมจะอยู่ด้านล่างหรือด้านบนนั้นขึ้นอยู่กับ
ความยาวของเนื้อหาและความเหมาะสมเป็นหลัก
ระบบนำทางแบบเฉพาะที่ (Local) สำหรับเว็บไซต์ที่มีความซับซ้อนมาก นอกจาก
จะใช้ระบบนำทางแบบครอบคลุมแล้ว อาจต้องใช้ระบบนำทางแบบเฉพาะที่เข้ามาช่วยด้วย
โดยเฉพาะในกรณีที่มีบางส่วนของเว็บไซต์ที่ต้องการระบบนำทางซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว เช่น หัวข้อ
ย่อยของเนื้อหาที่อยู่ภายใต้ส่วนหลักๆ ของเว็บไซต์ ระบบนำทางแบบนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับ
ผู้เข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น
ระบบนำทางเฉพาะส่วน (Ad hoc) เป็นระบบนำทางเฉพาะส่วนตามความจำเป็น
ของเนื้อหา นั่นคือ การเชื่อมโยงของคำหรือข้อความที่น่าสนใจไปยังรายละเอียดเกี่ยวกับคำนั้นๆ
เพิ่มเติม ขณะเดียวกันก็ไม่รบกวนการอ่านของผู้เข้ามาใช้บริการทั่วไปที่ไม่ต้องการข้อมูลอย่างละเอียด
แต่มีข้อเสีย คือ ผู้เข้ามาใช้บริการมักจะมองข้ามการเชื่อมโยงเหล่านี้ได้ง่ายเมื่อมีการอ่านผ่านอย่าง
รวดเร็ว
ควรเลือกชนิดของรูปภาพที่เหมาะสม ฐิตารัตน์ รัชตะวรรณ (2547 : 13) ได้
กล่าวถึงชนิดของรูปภาพที่นิยมใช้กันบนเว็บไซต์ว่า จะต้องเป็นแฟ้มรูปภาพ (Image file) ที่มีขนาด
เล็ก เพื่อที่จะแสดงผลในเว็บเพจได้อย่างรวดเร็ว ขนาดของแฟ้มรูปภาพที่เหมาะสมควรมีขนาด 20-40
กิโลไบต์ (Kilobyte) แฟ้มรูปภาพที่สามารถบีบอัด (Compress) ได้มาก ได้แก่ แฟ้มรูปภาพที่มีการ
จัดรูปแบบ (Format) เป็น GIF, JPEG และ PNG โดยแฟ้มรูปภาพแต่ละรูปแบบจะมีความแตกต่างกัน
ดังนี้
13
GIF (Graphics Interchange Format) เป็นการจัดรูปแบบที่ใช้บันทึกรูปภาพที่มี
รายละเอียดน้อย หรือมีลักษณะเป็นลายเส้น เช่น ภาพเคลื่อนไหว (Animation) หรือภาพสัญลักษณ์
เป็นต้น แฟ้มรูปภาพที่มีการจัดรูปแบบในลักษณะนี้สามารถแสดงสีได้เพียง 256 สี แต่คุณภาพของ
แฟ้มรูปภาพที่ได้นั้นจะมีการสูญเสียรายละเอียดน้อยถึงน้อยมาก นอกจากนี้ยังสามารถแสดงรูปภาพ
ในลักษณะโปร่งแสง (Transparent) ได้อีกด้วย การจัดรูปแบบของแฟ้มรูปภาพลักษณะนี้จะเหมาะกับ
การทำภาพเคลื่อนไหว (GIF Animation) ภายในเว็บเพจ
JPEG (Joint Photographic Export Group) เป็นการจัดรูปแบบแฟ้มรูปภาพที่มี
ความละเอียด เช่น ภาพที่มีจำนวนสีมากๆ หรือภาพถ่าย (Photo) ภาพธรรมชาติ เป็นต้น เนื่องจากแฟ้ม
รูปภาพแบบ JPEG นั้น สามารถแสดงสีได้ถึง 16.7 ล้านสี จึงสามารถแสดงรายละเอียดที่มีอยู่ใน
รูปภาพได้ดีกว่า แต่ถ้าหากมีการบีบอัดแฟ้มรูปภาพมากจนเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการสูญเสีย
รายละเอียดของรูปภาพอย่างเห็นได้ชัดได้
PNG (Portable Network Graphic) เป็นการจัดรูปแบบแฟ้มรูปภาพที่มี
ความสามารถในการถูกบีบอัดภาพได้มากกว่าแฟ้มรูปภาพแบบ GIF ประมาณ 30% โดยแฟ้มรูปภาพ
ที่ถูกบีบอัดแล้ว จะยังคงมีคุณภาพเทียบเท่าเดิม และมีการแสดงผลได้เร็วกว่าแฟ้มรูปภาพแบบ GIF
นอกจากนี้ยังสามารถแสดงสีได้ถึง 16 ล้านสี และทำรูปภาพในลักษณะโปร่งแสงได้อีกด้วย
1.2 ด้านเนื้อหา
1.2.1 ควรมีปรัชญา พันธกิจ วิสัยทัศน์ ของหน่วยงานนั้นๆ โดยปกติเมื่อผู้เข้ามาใช้
บริการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ พวกเขาเหล่านั้นคาดหวังที่จะพบเจอข้อมูลข่าวสารที่ตนกำลังค้นหาอยู่
ถ้าเนื้อหาที่จัดเตรียมอยู่ในเว็บไซต์ไม่มีความสอดคล้องหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้เข้ามาใช้บริการกำลัง
มองหา หรือเนื้อหาที่มีอยู่ในเว็บไซต์ไม่ตรงกับหัวข้อ หัวเรื่องที่แสดงไว้ ผู้เข้ามาใช้บริการอาจจะเลิก
ไม่เข้ามาใช้บริการเว็บไซต์นั้นอีก นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานนั้นๆ อีกด้วย
1.2.2 ควรมีการปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เฉลิมพล ทัพซ้าย (2546 : 7) ได้กล่าวว่า ข้อมูล
เป็นทรัพยากรหลักที่มีผลต่อความสำเร็จของเว็บไซต์ การปรับข้อมูลเนื้อหาให้เป็นปัจจุบัน ทันต่อ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้เว็บไซต์นั้นๆ มีความน่าสนใจ ดึงดูดให้คนเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่นำเสนอข่าว เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นประจำวัน ผู้ที่เข้ามาใช้บริการย่อมคาดหวังที่
จะพบข้อมูล ข่าวสารใหม่ทุกวัน โดยปกติความทันสมัยของเนื้อหาพิจารณาจากการระบุวันที่ที่ผลิต
เอกสารทางเว็บไซต์ หรือการระบุวันที่ปรับปรุงเนื้อหาครั้งล่าสุด
1.2.3 ควรมีความถูกต้อง ละเอียด ชัดเจน ความสมบูรณ์ของเนื้อหาที่อยู่บนเว็บไซต์อาจ
พิจารณาจากการระบุที่มาของเอกสารที่นำเสนอ ข้อมูลที่นำเสนอได้มาอย่างไร ผ่านกระบวนการ
กลั่นกรองหรือไม่ การระบุที่อยู่สำหรับติดต่อผู้จัดเตรียมข้อมูล นอกจากนี้เนื้อหาที่นำเสนอบน
14
เว็บไซต์ควรผ่านการตรวจทานความถูกต้อง ทั้งในเรื่องการใช้ประโยค เครื่องหมายวรรคตอน และ
การสะกดคำ เป็นต้น
1.3 ด้านการบริหารจัดการเว็บไซต์
1.3.1 มีความเร็วในการเชื่อมโยงและการดาวน์โหลด (Download) ข้อมูล เว็บไซต์ที่ดีไม่
ควรใช้เวลาในการเชื่อมโยงและดาวน์โหลดข้อมูลนานโดยเฉพาะข้อมูลในหน้าแรก เพราะอาจทำให้ผู้
เข้ามาใช้บริการอดทนรอไม่ไหว ตัดสินใจเลิกที่จะเข้ามาชมเว็บไซต์นั้นๆ และเปลี่ยนไปยังเว็บไซต์
อื่นๆ ทันที เหตุการณ์ลักษณะนี้ถือเป็นความผิดพลาดของผู้ออกแบบเว็บไซต์ โดยทั่วไปสิ่งที่มีผลต่อ
ความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล ได้แก่ ขนาดของแฟ้มรูปภาพที่ใช้ ปริมาณของตัวอักษรที่อยู่บน
หน้าเว็บไซต์ รวมไปถึงเนื้อหาภายในเว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งโดยปกติไม่ควรยาวเกิน 3 หน้าจอ ในกรณีที่
เนื้อหามีความยาวมาก ควรทำการแยกหัวข้อ หรือเพิ่มการเชื่อมโยงไปสู่ในเว็บเพจหน้าต่อไป
(Magicwiz.com 2544 อ้างถึงใน สิวลี อยู่สำราญ 2544 : 23)
1.3.2 มีความถูกต้องในการเชื่อมโยงข้อมูล การเชื่อมโยงไปยังส่วนต่างๆ ภายในเว็บไซต์
ต้องมีความถูกต้อง เที่ยงตรง ผู้ออกแบบเว็บไซต์ที่ไม่มีความละเอียดรอบคอบ การเชื่อมโยงต่างๆ
ภายในเว็บไซต์อาจจะมีข้อผิดพลาด จนทำให้ผู้เข้ามาใช้บริการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่
ต้องการได้
1.3.3 มีการให้ความช่วยเหลือ หรือแนะนำผู้เข้ามาใช้บริการ ในการออกแบบเว็บไซต์ที่ดี
นั้น จะต้องมีส่วนที่คอยช่วยเหลือผู้เข้ามาใช้บริการ ในกรณีที่ผู้เข้ามาใช้บริการเกิดปัญหาหรือมีข้อ
สงสัยระหว่างการใช้บริการ นอกจากนี้ผู้ออกแบบเว็บไซต์ควรจัดเตรียมข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำใน
เรื่องการใช้บริการต่างๆ ภายในเว็บไซต์ด้วย เช่น การจัดเตรียมข้อมูลที่ถูกถามบ่อยๆ (FAQ :
Frequently Asked Questions) เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการเกิดความรู้สึกที่ดีต่อเว็บไซต์ ข้อมูลอีกส่วน
หนึ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกันก็คือ ข้อมูลที่ใช้สำหรับติดต่อ เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ แผนที่
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถติดต่อกับเว็บไซต์ได้สะดวก
กล่าวโดยสรุป การออกแบบเว็บไซต์ไม่ได้หมายถึงลักษณะหน้าตาของเว็บไซต์แต่เพียงอย่าง
เดียว แต่ยังเกี่ยวข้องไปถึง การกำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์ กลุ่มของผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการ การ
จัดระบบข้อมูล การสร้างระบบนำทาง การออกแบบหน้าเว็บ การใช้รูปภาพ การเลือกใช้สี และการ
จัดรูปแบบตัวอักษร เป็นต้น นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงความแตกต่างของสื่อกลาง (Media) ที่ใช้ใน
การแสดงผลเว็บไซต์ด้วย เว็บไซต์ที่มีความสวยงามและมีลูกเล่นมาก อาจจะไม่นับว่าเป็นการ
ออกแบบที่ดี ถ้าความสวยงามและลูกเล่นนั้นไม่เหมาะสมกับลักษณะของเว็บไซต์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็น
เรื่องยากที่จะระบุอย่างแน่ชัดว่า การออกแบบเว็บไซต์ที่ดีนั้นเป็นอย่างไร เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์
15
แน่นอน ตายตัวที่จะใช้ได้กับทุกเว็บไซต์ แนวทางการออกแบบบางอย่างที่เหมาะสมกับเว็บไซต์หนึ่ง
อาจจะไม่เหมาะสมกับอีกเว็บไซต์หนึ่งก็ได้ สาเหตุเหล่านี้มีผลให้แนวทางในการออกแบบของแต่ละ
เว็บไซต์นั้นแตกต่างกันไปตามเป้าหมาย และลักษณะของเว็บไซต์ เว็บไซต์บางแห่งอาจต้องการความ
สนุกสนาน บันเทิง ในขณะที่เว็บไซต์อื่นกลับต้องการความถูกต้อง น่าเชื่อถือเป็นหลัก ดังนั้นการ
ออกแบบเว็บไซต์ที่ดี จึงควรดูความเหมาะสม เป้าหมาย และลักษณะของเว็บไซต์ โดยคำนึงถึงความ
สะดวกในการใช้งานของผู้เข้ามาใช้บริการเป็นหลัก
2. ทฤษฎีการวิเคราะห์เนื้อหา
2.1 ความหมายของการวิเคราะห์เนื้อหา
การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) เป็นการศึกษาวิจัยในเชิงปริมาณ (Quantitative
research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative research) กล่าวคือ เป็นการวิเคราะห์ศึกษาลักษณะของเนื้อหา
ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพโดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้คำตอบของปัญหาการวิจัย
อย่างมีระบบ และมีความเป็นวัตถุวิสัย (Objectivity) การวิเคราะห์เนื้อหานิยมใช้กันมากในการวิจัย
เอกสาร โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ต้องวิเคราะห์ คือ จุดมุ่งหมายและเนื้อหา การวิเคราะห์
จุดมุ่งหมายอาจพิจารณาในแง่ความสอดคล้องระหว่างหัวข้อกับเนื้อเรื่อง แยกแยะจุดมุ่งหมายของเรื่อง
ส่วนการวิเคราะห์เนื้อหาจะเป็นการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ วิธีการเขียน การวิเคราะห์เนื้อหาเป็น
เทคนิคการวิจัยที่พยายามบรรยายเนื้อหาของเอกสารตามที่ปรากฏ โดยผู้วิจัยไม่ใส่ความรู้สึกของ
ตนเองลงไป (เมตตา กฤตวิทย์ 2531 : 9)
ครีบเพ็นดอร์ฟฟ์ (Krippendorff 1986 อ้างถึงในศุภรัชต์ ส่วนเศรฐษา 2545 : 48) ได้ให้
ความหมายของการวิเคราะห์เนื้อหาว่าเป็นเทคนิคการวิจัยอย่างหนึ่งในการทำเครื่องมือหรือข้อมูลให้มี
ความน่าเชื่อถือได้ และมีผลสรุปที่เที่ยงตรงจากข้อมูลไปสู่บริบท (Context) ของข้อมูล ความน่าเชื่อถือ
ของผลการวิจัยการวิเคราะห์เนื้อหานั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการตีความหรือการจัดกลุ่มอย่างมีระบบ
และหลักเกณฑ์ โฮลสติ (Holsti 1969 อ้างถึงในศุภรัชต์ ส่วนเศรฐษา 2545 : 48) มีแนวคิดว่า การ
วิเคราะห์เนื้อหาที่สมบูรณ์แบบน่าเชื่อถือได้ควรจะวิเคราะห์ในลักษณะของการสื่อความหมาย คือ
วิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องอะไร มีความเป็นมาอย่างไร และเกี่ยวพันกับใครบ้าง นอกจากนี้ต้องวิเคราะห์
อย่างมีเหตุผล และต้องวิเคราะห์ผลของการสื่อความหมายด้วย
16
2.2 ประโยชน์ของการวิเคราะห์เนื้อหา
ครีบเพ็นดอร์ฟฟ์ ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการวิเคราะห์เนื้อหาไว้ดังนี้
2.2.1 การวิเคราะห์เนื้อหาเป็นเทคนิควิจัยอย่างหนึ่งที่ช่วยก่อให้เกิดสภาวะที่ผู้ได้รับวิจัย
ไม่รู้ตัว (Unobtrusive) ทำให้เกิดความเป็นธรรมชาติของข้อมูลที่ได้รับอันเป็นผลมาจากการวิเคราะห์
เนื้อหาจากสาร (Message)
2.2.2 การวิเคราะห์เนื้อหา สามารถนำมาใช้ได้กับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจนเมื่อ
เปรียบเทียบกับเทคนิควิจัยแบบอื่น เช่น การออกแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็น
การวางแผน คำตอบให้กับผู้ตอบ ในขณะที่การวิเคราะห์เนื้อหานั้นผู้วิจัยต้องสนใจข้อมูลทุกอย่างที่ส่ง
มาจากผู้ส่งสาร ซึ่งอาจประกอบด้วยภาษา เหตุผล จะไม่มีลักษณะของข้อมูลที่ถูกกำหนดโครงสร้าง
ข้อมูลมาก่อน
2.2.3 การวิเคราะห์เนื้อหา เป็นวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดความหมายของข้อมูล
ตลอดจนกระบวนการทำให้ข้อมูลอยู่ในรูปของสัญลักษณ์ ซึ่งการวิจัยด้วยเทคนิคอื่นๆ ไม่สนใจใน
เรื่องของการใช้ภาษา การใช้ถ้อยคำในการตอบ และไม่มีการนำเอาคำตอบดังกล่าวมาทำให้อยู่ในรูป
ของสัญลักษณ์
2.2.4 การวิเคราะห์เนื้อหา สามารถใช้ได้กับข้อมูลที่มีความกว้างมาก ขณะที่การวิจัย
แบบอื่นจะทำการศึกษาได้ในวงแคบ เช่น การศึกษาเฉพาะกรณีแต่เป็นการศึกษาแบบลึก
ในปัจจุบันระบบเวิลด์ไวด์เว็บบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีการใช้งานแพร่หลายไปอย่าง
รวดเร็ว และมีผู้เข้ามาใช้บริการอยู่ทั่วโลก การวิจัยด้านการสื่อสารจึงเริ่มหันมาสนใจกับการเติบโต
และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเวิลด์ไวด์เว็บ เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ทั้ง 4 ประการข้างต้น การ
วิเคราะห์เนื้อหาจึงถูกนำมาใช้กับระบบเวิลด์ไวด์เว็บ เช่นเดียวกันกับสื่อหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์
ความสามารถในการศึกษาข้อมูลเป็นจำนวนมากนั้นเป็นประโยชน์หลักจากการนำการวิเคราะห์
เนื้อหามาใช้กับการวิเคราะห์เว็บไซต์
2.3 ขั้นตอนการวิเคราะห์เนื้อหา
แม็คมิลแลน (McMillan 2000 : 80-89) ได้ประมวลงานวิจัยที่ใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหากับ
เวิลด์ไวด์เว็บจำนวน 19 ชิ้น พบว่า การวิเคราะห์เนื้อหาเป็นเทคนิควิจัยที่สามารถนำมาใช้กับการ
วิเคราะห์เว็บไซต์ได้ โดยมีขั้นตอนการวิเคราะห์เนื้อหาดังนี้
2.3.1 ตั้งคำถามการวิจัยและ/หรือสมมติฐานการวิจัย เป็นขั้นตอนแรกที่ไม่แตกต่างจาก
การวิเคราะห์เนื้อหาของสื่อดั้งเดิม แต่เนื่องจากลักษณะของข้อมูลในเว็บที่มีรูปแบบเป็นข้อความหลาย
17
มิติ ทั้งยังมีสื่ออื่นๆ ประกอบอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสื่อภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว ฯลฯ การวิจัย
เกี่ยวกับเว็บไซต์จึงอาจทำให้เกิดการตั้งคำถามที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น
2.3.2 เลือกกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์เนื้อหาเว็บไซต์มีวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างใน
รูปแบบเฉพาะ โดยจะต้องกำหนดหน่วยที่จะเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งมักจะสอดคล้องกับคำถามการ
วิจัยที่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเว็บไซต์ กรอบในการแยกกลุ่มตัวอย่างนั้นมาจากต้นฉบับไม่เชื่อมตรง
(Offline source) เช่น รายชื่อบริษัทใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งอาจมีข้อด้อยในการที่ไม่สามารถ
ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนอินเทอร์เน็ต และ
ต้นฉบับเชื่อมตรง (Online source) เช่น รายชื่อบริษัทใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตที่
สืบค้นได้จากโปรมแกรมค้นหา (Search engine)
2.3.3 เก็บข้อมูลและกำหนดหน่วยในการลงรหัส การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ
เว็บไซต์อาจทำให้เกิดปัญหาในขั้นตอนที่สามนี้ การวิเคราะห์เนื้อหาเว็บไซต์จึงมักใช้เวลาในการเก็บ
ข้อมูลไม่มากนัก เพื่อให้การลงรหัสข้อมูลสามารถทำได้กับข้อมูลเดียวกัน การกำหนดเวลาใน
การศึกษาจึงเป็นประเด็นสำคัญ เช่นเดียวกับการวิเคราะห์เนื้อหาหนังสือพิมพ์ที่ต้องระบุวันที่ตีพิมพ์
และการวิเคราะห์เนื้อหา สื่อกระจายเสียง (Broadcast) ที่ต้องกำหนดวันที่วิเคราะห์ การวิเคราะห์
เนื้อหาเว็บไซต์ก็ต้องระบุ ช่วงเวลาในการวิเคราะห์เช่นกัน สำหรับเว็บไซต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็ว จำเป็นจะต้องระบุเวลาการวิเคราะห์ให้ชัดเจน
2.3.4 อบรมผู้ลงรหัสและทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ของผู้ลงรหัส การวิเคราะห์
เว็บไซต์ในเบื้องต้นนั้น สามารถนำหลักเกณฑ์ในการทดสอบความเชื่อมั่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่
เดิมมาใช้ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ลงรหัสนั้นลงรหัสข้อมูลเดียวกันภายใต้เกณฑ์เดียวกัน หากวิเคราะห์
เว็บไซต์ในเวลาต่างกันโดยผู้ลงรหัสคนละคนกันและ/หรือหน่วยในการวิเคราะห์ไม่ชัดเจนก็อาจทำ
ให้เกิดข้อผิดพลาดได้ ในกรณีของเว็บไซต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การกำหนดสิ่งที่วิเคราะห์
อย่างชัดเจนและให้ผู้ลงรหัสสองคนวิเคราะห์และลงรหัสข้อมูลในวันและเวลาเดียวกันจึงเป็น
สิ่งจำเป็น นอกจากนี้อาจใช้วิธีการดาวน์โหลดข้อมูลมาเก็บไว้แล้วจึงทำการศึกษาก็ได้ ข้อมูลที่ศึกษา
ย่อมไม่มี การเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามการดาวน์โหลดข้อมูลนั้นยังอาจมีข้อจำกัดในเรื่องกฎหมาย
ลิขสิทธิ์ และยังขึ้นอยู่กับจำนวนเว็บไซต์ที่ศึกษา เวลา และเนื้อที่ของดิสค์ (Disk space) ที่จะใช้เก็บ
ข้อมูลที่จะศึกษาด้วย
2.3.5 วิเคราะห์และตีความ การวิเคราะห์เนื้อหาเว็บไซต์ในขั้นตอนสุดท้ายนี้ไม่ได้มี
ความแตกต่างจากการวิเคราะห์เนื้อหาของสื่ออื่นๆ ที่จะต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความตามเกณฑ์ที่
กำหนด
18
2.4 หน่วยในการวิเคราะห์เนื้อหา
เบเรลสัน (Berelson 1971 อ้างถึงในศุภรัชต์ ส่วนเศรฐษา 2545 : 44-48 ) ได้กล่าวถึง
หน่วยในการวิเคราะห์เนื้อหาว่าจะช่วยให้การวิเคราะห์เนื้อหาสามารถอธิบายได้ในเชิงปริมาณ หน่วย
ของการวิเคราะห์เนื้อหาสามารถแบ่งออกเป็น หน่วยในการวิเคราะห์ (Unit of analysis) และหน่วยใน
การระบุจำนวน (Unit of enumeration)
2.4.1 หน่วยในการวิเคราะห์ ได้แก่
การใช้คำ (Words) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่ใช้ในการวิเคราะห์ “คำ” อาจหมายถึง
กลุ่มคำ (Word-compound) บางครั้งเรียกว่า หน่วยสัญลักษณ์ (Unit symbol) หรือสัญลักษณ์ (Symbol)
หรือใช้คำว่าถ้อยคำ (Term)
แนวคิดหลัก (Theme) เป็นหน่วยที่ใช้ในการวิเคราะห์เนื้อหาที่ใหญ่กว่าคำ แนวคิด
หลักนี้อาจจะปรากฏอยู่ในประโยคหรือข้อความ การใช้แนวคิดหลักนี้นับว่าเป็นหน่วยที่มีประโยชน์
สูงสุดในการวิเคราะห์เนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาผลกระทบของการสื่อสารมวลชนต่อ
สาธารณะมติ
คุณลักษณะ (Character) เป็นการกำหนดหน่วยโดยพิจารณาจากคุณลักษณะที่
ปรากฏอยู่ในสาร เช่น บทละคร เรื่องราว การตัดสินใจพิจารณาลงรหัสของหน่วยนี้จำเป็นต้อง
พิจารณาทั้งเรื่องจึงจะสามารถแยกแยะออกมาได้ เช่น การแยกแยะคุณสมบัติด้านการศึกษา สถานภาพ
ทางการเงิน ศาสนา เชื้อชาติ เป็นต้น
รายเรื่อง (Item) เป็นหน่วยที่ใช้บ่อยที่สุดในการวิเคราะห์เนื้อหา รายเรื่องของสื่อที่
ต่างกันจะแตกต่างกัน เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร บทความ สุนทรพจน์ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์
จดหมาย เป็นต้น รายเรื่อง คือ การจัดเรื่องอย่างกว้างๆ โดยการวิเคราะห์เรื่องทั้งหมดและภายใน ราย
เรื่องแต่ละเรื่องนั้นยังสามารถจัดแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีก เช่น ข่าว สามารถจัดกลุ่มเนื้อหา รายเรื่อง
ได้อีก เช่น ข่าวภายในประเทศ ข่าวต่างประเทศ ข่าวเศรษฐกิจ เป็นต้น
การวัดเนื้อที่และเวลา (Space and time) เป็นการวิเคราะห์ที่ใช้วัดลักษณะทาง
กายภาพของงานสื่อสาร ความกว้างของคอลัมน์ จำนวนหน้า ความยาวของบรรทัด อาจจะวัดเป็นนาที
สำหรับรายการวิทยุ และอาจวัดเป็นคอลัมน์นิ้วสำหรับหนังสือพิมพ์
2.4.2 หน่วยในการระบุจำนวน ได้แก่
เนื้อที่ (Space) คือ การวัดเนื้อหาด้วยจำนวน คอลัมน์นิ้ว คอลัมน์เซนติเมตร B.S.U.
(Basic space unit) หน้า บรรทัด ย่อหน้า
การปรากฏ (Appearance) เป็นการนับคุณสมบัติของเนื้อหาของสารที่ต้องการ การ
นับจะนับการปรากฏของเนื้อหาว่าปรากฏหรือไม่ปรากฏ
19
ความถี่ (Frequency) เป็นวิธีการที่ใช้มากที่สุดในการวิเคราะห์เนื้อหา เช่น การวัด
ความถี่ในการใช้คำหนึ่งๆ เป็นต้น
ความเข้ม (Intensity) เป็นหน่วยในการระบุจำนวนที่ใช้ในการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ
ค่านิยมและทัศนคติที่ปรากฏในเนื้อหาของสารและจัดทำเป็นสเกล (Scale) เรื่องลำดับข้อความที่แสดง
ความเข้มในเรื่องค่านิยมและทัศนคติในเรื่องที่มีแนวคิดหลักเดียวกัน แต่มีการใช้คำและส่วนประกอบ
ของประโยคแตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นตัวชี้ถึงความเข้มที่แตกต่างกัน
3. ตัวอย่างเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
ในทางปฏิบัติ เว็บไซต์ของแต่ละองค์กรจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปทั้งในด้านการ
ออกแบบ และเนื้อหาที่อยู่ภายในเว็บไซต์ โฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏ 8 แห่ง ได้ถูกนำมาแสดงเป็นตัวอย่างดังนี้
20
รูปที่ 1 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, ออนไลน์
จากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ที่แสดงใน
รูปที่ 1 พบว่ามีรูปแบบที่เรียบง่าย แบ่งเนื้อหาภายในออกเป็นสัดส่วน พื้นหลังใช้สีฟ้าเป็นส่วนใหญ่
ตัวหนังสือใช้สีขาวและสีฟ้าเข้มเป็นหลัก ใช้ตัวอักษรที่มีขนาดเล็ก มีการจัดวางข้อมูลตามลำดับเวลา
ข้อมูลที่แสดงมีการปรับให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ มีระบบนำทางในเว็บไซต์ รูปภาพที่ใช้มีขนาดเล็ก
จำนวนเล็กน้อย ทำให้ระยะเวลาในการดาวน์โหลดมีความรวดเร็ว
สำหรับรายละเอียดที่มีในเว็บไซต์ ซึ่งมีตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ต (URL) ที่
http://library.uru.ac.th พบว่ามีระบบบริหารจัดการสารสนเทศด้วยโปรแกรมห้องสมุดอัตโนมัติบน
21
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีการบริการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ มีฐานข้อมูลสำหรับการค้นคว้า ได้แก่
สารสนเทศทางวิชาการ เชื่อมโยงห้องสมุดทั่วโลก เชื่อมโยงเว็บราชการไทย บทความจากเว็บไซต์
บรรณานุกรมออนไลน์ วารสารจากต่างประเทศ และมีการรายงานข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องราวต่างๆ
ได้ทันตามเหตุการณ์
การออกแบบหน้าโฮมเพจเป็นการจัดหน้าแบบเลื่อนได้ในแนวดิ่ง ความยาวหนึ่ง
หน้ากระดาษครึ่ง มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 หน้าต่าง (Window) ได้แก่ หน้าต่างบน ซ้าย และขวา
โดยหน้าต่างด้านบนและด้านซ้ายมือจะแสดงแต่หัวข้อย่อย ขณะที่หน้าต่างด้านขวามือจะแสดงทั้ง
หัวข้อย่อยและเนื้อหาประกอบ การเข้าถึงเนื้อหาจะเป็นแบบรายการเลือกแบบผุดขึ้น (Pop-up menu)
เป็นหลัก ระบบการค้นหาข้อมูลที่ต้องการทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญา พันธกิจ
วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยมีพบเพียงบางส่วน ตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจซึ่งแสดงหัวข้อ
ย่อยที่อยู่ภายในเป็นแบบรายการเลือกแบบผุดขึ้น
หมวดสารสนเทศสำนักวิทยบริการ
- ประวัติความเป็นมา - สถานที่ตั้งและอาคาร
- มาตรฐานห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา - งานบริการ
- บุคลากร - งบประมาณ
- ภาระงาน - วัสดุ ตีพิมพ์
- วัสดุไม่ตีพิมพ์ - วัสดุ อิเล็กทรอนิกส์
- งานโสตทัศนวัสดุ - รายงานการประเมินตนเอง (SAR)
- รายงานประจำปี 2547 - รายงานการวิจัย เล่มที่ 1
- รายงานการวิจัย เล่มที่ 2 - สื่อนำเสนอ งานวิจัย
รูปที่ 2 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจของเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, ออนไลน์
22
รูปที่ 3 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, ออนไลน์
จากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ที่แสดง
ในรูปที่ 3 พบว่ามีรูปแบบที่เรียบง่าย สบายตา มีการแบ่งเนื้อหาภายในเป็นสัดส่วนเหมาะสม พื้นหลัง
ใช้สีขาวเป็นส่วนใหญ่ ตัวหนังสือใช้สีดำเป็นหลัก ใช้ตัวอักษรที่มีขนาดเล็กแต่สามารถมองเห็นได้
อย่างชัดเจน มีการจัดวางข้อมูลตามลำดับเวลา ข้อมูลที่แสดงมีการปรับให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ มี
ระบบนำทางในเว็บไซต์ รูปภาพที่ใช้มีขนาดใหญ่พอเหมาะ จำนวนพอสมควร
ภายในเว็บไซต์ซึ่งมีตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ตที่ http://www.nsru.ac.th ได้แสดงรายละเอียด
เกี่ยวกับข้อมูลสำนักวิทยบริการ กระดานถาม-ตอบ สมุดเยี่ยม การให้บริการและความช่วยเหลือต่างๆ
โดยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ และยังมีการให้บริการคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เช่น ตารางการใช้
ห้องปฏิบัติการ งานประกันคุณภาพคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัย และการขอบัญชี
23
ผู้ใช้มหาวิทยาลัย เป็นต้น รวมทั้งมีการรายงานข่าวกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นของมหาวิทยาลัยราชภัฎ
นครสวรรค์
การออกแบบหน้าโฮมเพจเป็นการจัดหน้าแบบเลื่อนได้ในแนวดิ่ง ความยาวสองหน้ากระดาษ
รูปแบบการออกแบบมีการจัดวางที่เรียบง่ายบนพื้นฉากหลังสีขาว โดยเน้นสัญลักษณ์ของสถาบันไว้
ด้านซ้ายและมีชื่อสำนักวิทยบริการอยู่ด้านข้าง ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจน การจัดวางหน้าเป็นการจัดวาง
หน้าแบบใช้รูปแบบคงตัว มีการใช้กรอบสีเหลี่ยมเป็นตัวแบ่งในการจัดวางเนื้อหาเกือบทุกหน้า การ
เชื่อมโยงเนื้อหาจะเป็นแบบหลายมิติ (Hyperlink) เป็นหลัก และภาพที่นำมาประกอบในหน้าเว็บเพจ
ใช้ภาพที่ผ่านการสแกนมาจากรูปถ่ายมาตกแต่ง มีการเลือกใช้ภาพมาใส่ในปุ่มเมนูทำให้ดูน่าสนใจ
ลักษณะของตัวหนังสือมีรูปแบบที่คงตัว ระบบการค้นหาข้อมูลมีความสะดวก รวดเร็ว เนื้อหาเกี่ยวกับ
ประวัติ ปรัชญา พันธกิจ วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย สามารถสืบค้นได้ในข้อมูลสำนัก ตัวอย่างการ
เข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจ ซึ่งแสดงหัวข้อย่อยที่อยู่ภายในเป็นแบบหลายมิติ มีการบอกจำนวนผู้เข้า
มาเยี่ยมชมและแสดงวันที่เริ่มนับอย่างชัดเจน
บริการทรัพยากรสารสนเทศ
- IPAC ระบบสืบค้นห้องสมุดอัตโนมัติ - ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
- เอกสารแนะนำการใช้ฐานข้อมูล - web streaming
- ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ - บรรณานุกรม
- วิทยบริการไทม์ - เสนอหนังสือใหม่
รูปที่ 4 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, ออนไลน์
24
รูปที่ 5 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, ออนไลน์
จากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามที่แสดง
ในรูปที่ 5 พบว่ามีรูปแบบที่ซับซ้อน มีสีสัน มีส่วนประกอบภายในเว็บเพจ เนื้อหาถูกแบ่งออกเป็น
สัดส่วน พื้นหลังและตัวหนังสือมีการใช้สีที่หลากหลาย ตัวอักษรที่ใช้มีขนาดใหญ่พอสมควร อ่านง่าย
มีการจัดวางระบบฐานข้อมูลที่ค่อนข้างซับซ้อน อาจทำให้สับสนได้ในบางครั้ง มีระบบนำทางใน
เว็บไซต์ รูปภาพที่ใช้มีความซับซ้อนสวยงาม จำนวนรูปภาพมีไม่มาก ใช้เวลาในการดาวน์โหลดเร็ว
25
สำหรับรายละเอียดที่มีในเว็บไซต์ซึ่งมีตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ตที่ http://arcm.rmu.ac.th
พบว่า มีการแสดงปรัชญา พันธกิจ วิสัยทัศน์ของสำนัก วิทยบริการไว้อย่างชัดเจน ประวัติของ
มหาวิทยาลัย ข้อมูลทั่วไป การประกันคุณภาพ หน่วยงาน กิจกรรม ข่าว การเลือกใช้ภาษา เวลาทำการ
และมีระบบฐานข้อมูลท้องถิ่น ระบบฐานข้อมูลสำหรับช่วยในการสืบค้นได้แก่ E –databases Ejournals
E-book และ E-thesis เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบริการสืบค้นหนังสือ วารสาร การบริการของ
ห้องสมุด Teaching Support E – Learning ทรัพยากรสารสนเทศ แหล่งสารสนเทศอื่นๆ ฯลฯ รวมทั้งมี
ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องต่างๆ ให้ทราบ
การออกแบบหน้าโฮมเพจเป็นการจัดหน้าแบบเลื่อนได้ในแนวดิ่ง ความยาวหนึ่ง
หน้ากระดาษ การเข้าถึงเนื้อหาจะเป็นแบบเชื่อมโยงเนื้อหาจะเป็นแบบหลายมิติ มีระบบการค้นหา
ข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่าย เป็นระเบียบโดยให้เลือกภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เช่น ถ้าต้องการทราบ
ประวัติ ปรัชญา พันธกิจ วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยสามารถเข้าไปในข้อมูลทั่วไป หรือดูได้จาก
ตัวหนังสือที่วิ่งอยู่ในหน้าแรกของโฮมเพจและภาพที่นำมาประกอบในหน้าเว็บเพจ ใช้ภาพที่ผ่านการ
สแกนมาจากรูปถ่ายมาตกแต่ง มีคำอธิบายภาพประกอบที่ชัดเจนพร้อมทั้งใส่วันที่ที่ใส่ข้อมูลแสดงให้
เห็นถึงความทันสมัยของข้อมูล มีระบบการค้นข้อมูลทั่วทั้งโลก และแจ้งรายละเอียดเวลาทำการด้วย มี
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้มาใช้บริการกับสำนักวิทยบริการโดยมีการให้กรอกแบบสอบถามการใช้บริการ
เว็บไซต์เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาต่อไป ตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจ
ซึ่งแสดงหัวข้อย่อยที่อยู่ภายในเป็นแบบแบบหลายมิติ มีการใช้สีแยกประเภทแต่ละหัวข้อ
ข่าว RMU จากสื่อ
- ฐานข้อมูล Onlines - สืบค้นหนังสือ วารสาร
- บริการห้องสมุด - Teaching Support
- E- Learning - ทรัพยากรสารสนเทศ
- แหล่งสารสนเทศอื่น ๆ - Library Map
E - Databases
- Wilson OmniFile Full Text Select - ERIC
- IEEE/IEE Electronic Library (IEL) - ISI Web of Science
- ACM Digital Library - Lexis.com and Nexis.com
- ProQuest Dissertations and Thesis - H.W. Wilson
26
รูปที่ 6 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, ออนไลน์
27
รูปที่ 7 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, ออนไลน์
จากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ที่แสดงในรูป
ที่ 7 พบว่ามีรูปแบบที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน สบายตา มีเอกลักษณ์ขององค์กรที่เด่นชัด เนื้อหาภายใน
แบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างเหมาะสม ชัดเจน พื้นหลังใช้สีขาวเป็นส่วนใหญ่ ตัวหนังสือใช้สีดำเป็น
หลัก ตัวอักษรที่ใช้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้อ่านง่าย มีการจัดวาง
ข้อมูลตามลำดับเนื้อหา ข้อมูลที่แสดงมีการปรับให้เป็นปัจจุบัน มีระบบนำทางในเว็บไซต์ รูปภาพที่
ใช้มีความสวยงาม จำนวนรูปภาพมีน้อย ใช้เวลาในการดาวน์โหลดเร็ว
สำหรับรายละเอียดในเว็บไซต์ซึ่งมีตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ตที่ http://library.srru.ac.th พบว่า
มีการจัดรายการสารสนเทศอย่างเป็นระบบได้แก่ บริการฐานข้อมูล บริการยืมระหว่างห้องสมุด
28
บริการสืบค้น Web OPAC บริการตอบคำถาม Online แนะนำสำนักวิทยบริการ บุคลากรสำนักวิทย
บริการ ระเบียบสำนักวิทยบริการ พื้นที่การใช้ห้องสมุด ขั้นตอนการสืบค้นฐานข้อมูล แนะนำหนังสือ
ใหม่ แนะนำทรัพยากรสารสนเทศ การเขียนอ้างอิงบรรณานุกรม และการเขียนเชิงอรรถ
การออกแบบหน้าโฮมเพจเป็นการจัดหน้าแบบเลื่อนได้ในแนวดิ่ง ความยาวหนึ่ง
หน้ากระดาษ การเข้าถึงเนื้อหาจะเป็นแบบเชื่อมโยงเนื้อหาจะเป็นแบบหลายมิติ มีระบบการค้นหา
ข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่ายเป็นระเบียบ โฮมเพจและภาพที่นำมาประกอบในหน้าเว็บเพจ ใช้ภาพที่ผ่านการ
สแกนมาจากรูปถ่ายมาตกแต่ง มีคำแนะนำให้ผู้เข้ามาใช้บริการได้ทราบว่าเว็บนี้แสดงผลได้ดีที่สุดใน
โปรแกรม Internet Explorer 4.0 ที่ความละเอียด 800x600 Copyright 2004 และมีContact Webmaster
: kriangkri2002@yahoo.com ที่ด้านล่างของหน้าต่าง ตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจซึ่งแสดง
หัวข้อย่อยที่อยู่ภายในเป็นแบบแบบหลายมิติ ดังนี้
รายการสารสนเทศ
- บริการฐานข้อมูล - บริการยืมระหว่างห้องสมุด
- บริการสืบค้น Web OPAC - บริการตอคำถาม Online
- แนะนำสำนักวิทยบริการ - บุคลากร สำนักวิทยบริการ
- ระเบียบ สำนักวิทยบริการ - พื้นที่การให้บริการ
- ขั้นตอนการสืบค้นฐานข้อมูล - แนะนำหนังสือใหม่
- แนะนำวารสารใหม่ - แนะนำทรัพยากรสารสนเทศ
- การเขียนอ้างอิงบรรณานุกรม - การเขียนเชิงอรรถ
รูปที่ 8 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, ออนไลน์
29
รูปที่ 9 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี, ออนไลน์
จากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีที่แสดงใน
รูปที่ 9 พบว่ามีการจัดวางรูปแบบอย่างเป็นสัดส่วน มีการเน้นข้อความในเนื้อหาด้วยสีสันที่แตกต่าง
กัน พื้นหลังใช้สีขาวเป็นส่วนใหญ่ ตัวหนังสือใช้สีม่วงและสีน้ำเงินเป็นหลัก ตัวอักษรที่ใช้มีขนาด
ค่อนข้างเล็ก แต่ยังสามารถมองเห็นได้ มีการจัดวางข้อมูลตามลำดับเนื้อหา ข้อมูลที่แสดงมีการปรับให้
เป็นปัจจุบันค่อนข้างน้อย ระบบนำทางในเว็บไซต์ดี ใช้งานง่าย รูปภาพที่ใช้มีขนาดใหญ่สวยงาม ใช้
เวลาในการดาวน์โหลดเร็ว
สำหรับรายละเอียดในเว็บไซต์ซึ่งมีตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ตที่ http://library.rits.ac.th พบว่า
มีการจัดรายการสารสนเทศอย่างเป็นระบบ มีการแสดงประวัติ ความเป็นมา ปรัชญา วิสัยทัศน์ของ
สำนักวิทยบริการ มีข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง / อาคาร บริการ การบริหาร / บุคลากร รวมไปถึง
30
โครงสร้างองค์กร และบทบาทหน้าที่ นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรสารสนเทศที่
มีไว้บริการ หัวข้อย่อยอื่นๆ ที่น่าสนใจและถูกนำมารวมไว้ก็คือ การประกันคุณภาพ ห้องสมุดมีชีวิต
และภาพกิจกรรม
การออกแบบหน้าโฮมเพจเป็นการจัดหน้าแบบเลื่อนได้ในแนวดิ่ง ความยาวหนึ่ง
หน้ากระดาษครึ่ง มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 หน้าต่าง เช่นเดียวกันได้แก่ หน้าต่างบน ซ้าย และขวา
โดยหน้าต่างด้านบนและด้านซ้ายมือจะแสดงแต่หัวข้อย่อยและเนื้อหาที่เกี่ยวกับห้องสมุดเช่นประวัติ
ปรัชญา พันธกิจ วิสัยทัศน์ ขณะที่หน้าต่างด้านขวามือจะแสดงรายการต่างๆ ที่ห้องสมุดให้บริการ การ
เข้าถึงเนื้อหาจะเป็นแบบเชื่อมโยงเนื้อหาจะเป็นแบบหลายมิติ มีระบบการค้นหาข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่าย
เป็นระเบียบเช่น ถ้าต้องการทราบผังข้อมูลของสำนักวิทยบริการสามารถคลิ้กเข้าไปในSite map ซึ่งจะ
บอกรายละเอียดผังจากข้อมูลไว้อย่าง ตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจ ซึ่งแสดงหัวข้อย่อยที่
อยู่ภายในเป็นแบบหลายมิติมีดังนี้
Online Database
- Thai Thesis Database - Thai Research Database
- SpringerLink eBooks - Dissertation Fulltext
- NetLibrary - Thai eBooks
- Science Direct - Electrical Library (IEL)
- ProQuest Dissertation & Thesis - ACM Digital Library
รูปที่ 10 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี, ออนไลน์
31
รูปที่ 11 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี, ออนไลน์
จากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีที่แสดงใน
รูปที่ 11 พบว่ามีรูปแบบที่เรียบง่ายมาก มีพื้นที่ว่างค่อนข้างมาก แบ่งเนื้อหาภายในออกเป็นสัดส่วน มี
การจัดวางข้อมูลตามลำดับเนื้อหา พื้นหลังเน้นสีขาวเป็นส่วนใหญ่ มีลวดลายเป็นฉากหลัง ตัวหนังสือ
ที่ใช้เป็นสีดำและแดง ตัวอักษรที่ใช้มีขนาดหลากหลาย อ่านค่อนข้างง่ายและมองเห็นได้ค่อนข้าง
ชัดเจน ข้อมูลที่แสดงมีการปรับให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ มีระบบนำทางในเว็บไซต์ รูปภาพที่ใช้มีขนาด
ค่อนข้างใหญ่ มีความโดดเด่น ระยะเวลาในการดาวน์โหลดค่อนข้างเร็ว
สำหรับรายละเอียดที่มีในเว็บไซต์ซึ่งมีตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ตที่ http://lib.kru.ac.th พบว่ามี
ส่วนของการแนะนำสำนักวิทยบริการ งานบริการ ข้อมูลท้องถิ่น การบริการอิเล็กทรอนิกส์ เครือข่าย
ฐานข้อมูลออนไลน์และบอกที่ตั้งอยู่ของเว็บไซต์ประกอบเช่น ฐานข้อมูล IEEE/IEE Electronic
32
Library (IEL) สามารถเข้าใช้งานได้ที่ http://www.iee.org/ieeexplore หรือถ้าต้องการใช้ฐานข้อมูล
ProQuest Dissertation & Thesis สามารถเข้าใช้งานได้ที่ http://proquest.umi.com/login/ipauto เป็น
ต้น รวมทั้งช่องทางการติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์ การเชื่อมโยงข้อมูลภายในเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะเป็น
แบบการเชื่อมโยงแบบหลายมิติ
การออกแบบหน้าโฮมเพจเป็นการจัดหน้าแบบเลื่อนได้ในแนวดิ่ง ความยาวสองหน้ากระดาษ
มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 หน้าต่างเช่นเดียวกันได้แก่ หน้าต่างบน ซ้าย และขวา โดยหน้าต่าง
ด้านบนและด้านซ้ายมือจะแสดงแต่หัวข้อย่อย และเนื้อหาประกอบ ส่วนการเข้าถึงเนื้อหาจะเป็นแบบ
หลายมิติเป็นหลัก ระบบการค้นหาข้อมูลใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนทั้งหัวข้อย่อยและเนื้อหาประกอบ การ
เข้าถึงเนื้อหาจะเป็นแบบหลายมิติเป็นหลัก ขณะที่หน้าต่างด้านขวามือจะมีปฏิทินนาฬิกาใช้สำหรับ
บอกเวลา ถัดลงมาด้านล่างจะเป็นการช่วยสืบค้นข้อมูล และแสดงจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการมีการ
ประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยจะทำเป็นลักษณะของอักษรวิ่งขณะที่หน้าต่างด้าน
ตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจซึ่งแสดงหัวข้อย่อยที่อยู่ภายในเป็นแบบหลายมิติมีดังนี้
ฐานข้อมูลต่างๆ
- ข้อมูลท้องถิ่น - AfW Internet
- เครือข่ายครู - eBook Net
- Wilson Select Plus - Grolier
งานประกันคุณภาพ
- การประกันคุณภาพ - รายงานประจำปี
รูปที่ 12 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี, ออนไลน์
33
รูปที่ 13 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, ออนไลน์
จากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชที่
แสดงในรูปที่ 13 พบว่ามีรูปแบบสวยงาม สะดุดตา มีการแบ่งเนื้อหาภายในออกเป็นสัดส่วนอย่าง
เหมาะสม พื้นหลังใช้สีอ่อนสลับกับสีเข้ม ตัวหนังสือใช้สีขาว เหลือง น้ำเงิน ซึ่งตัดกับพื้นหลังเป็น
อย่างดี ตัวอักษรที่ใช้มีขนาดที่เหมาะสม อ่านง่ายและมองเห็นได้อย่างชัดเจน มีการจัดวางข้อมูล
ตามลำดับเวลา ข้อมูลที่แสดงมีการปรับให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ มีระบบนำทางในเว็บไซต์ รูปภาพที่
ใช้มีขนาดเหมาะสม จำนวนน้อย และใช้เวลาในการดาวน์โหลดรวดเร็ว
สำหรับรายละเอียดที่มีในเว็บไซต์ ซึ่งมีตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ตที่ http://arc.rint.ac.th พบว่า
มีส่วนของการแนะนำสำนักวิทยบริการ งานบริการ ข้อมูลท้องถิ่น การบริการอิเล็กทรอนิกส์ เครือข่าย
ฐานข้อมูลออนไลน์ รวมทั้งช่องทางการติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์ การเชื่อมโยงข้อมูลภายในเว็บไซต์
34
ส่วนใหญ่จะเป็นแบบการเชื่อมโยงแบบหลายมิติ มีการแนะนำหน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น
คณะครุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ฯ คณะมนุษยศาสตร์ฯ นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงไปยังหน่วยงาน
ภายนอก เช่น ห้องสมุดงานวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช) วิทยานิพนธ์ออนไลน์
ห้องสมุดกฎหมาย ฐานข้อมูลงานวิจัยของประเทศไทย เป็นต้น มีการจับตรวจไวรัส
การออกแบบหน้าโฮมเพจเป็นการจัดหน้าแบบเลื่อนได้ในแนวดิ่ง ความยาวหนึ่ง
หน้ากระดาษครึ่ง มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 หน้าต่าง เช่นเดียวกันได้แก่ หน้าต่างบน ซ้าย และขวา
โดยหน้าต่างด้านบนและด้านซ้ายมือจะแสดงแต่หัวข้อย่อยและเนื้อหาประกอบ ขณะที่หน้าต่างด้าน
ขวามือจะรวมลิงก์ที่น่าสนใจ การเข้าถึงเนื้อหาจะเป็นแบบหลายมิติเป็นหลัก ระบบการค้นหาข้อมูลใช้
งานง่าย ไม่ซับซ้อนเป็นระบบ ระเบียบเรียบร้อย สวยงาม มีการจัดเตรียมเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญา พันธ
กิจ วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ สั้นและกระชับ ตัวอย่างการเข้าถึง
ข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจซึ่งแสดงหัวข้อย่อยที่อยู่ภายในเป็นแบบหลายมิติมีดังนี้
เมนูหลัก
- หน้าแรก - วิสัยทัศน์
- สำนักวิทยบริการ - ข้อมูลพื้นฐาน
- การบริการ - เครือข่าย
- บุคลากร - ประมวลภาพกิจกรรม
การประกันคุณภาพ
- คู่มือประกันคุณภาพการศึกษา - นโยบายการพัฒนาทรัพยากรสารนิเทศ
- รายงานการประเมินตนเอง - แผนพัฒนาเฉพาะด้าน
- แผนกลยุทธ์
รูปที่ 14 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, ออนไลน์
35
รูปที่ 15 แสดงโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, ออนไลน์
จากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ที่แสดงในรูปที่ 15 พบว่ามีรูปแบบที่โดดเด่น สวยงาม และมีเอกลักษณ์ มีการใช้สีประจำสถาบัน มี
การจัดวางข้อมูลตามลำดับเวลา พื้นหลังเน้นสีขาวเป็นส่วนใหญ่ ตัวหนังสือมีสีหลากหลาย แต่จะเน้น
สีดำเป็นหลัก ใช้ตัวอักษรที่มีเหมาะสม อ่านง่าย มีการเน้นหัวข้อให้เด่นชัด ข้อมูลที่แสดงมีการปรับให้
เป็นปัจจุบัน มีระบบนำทางในเว็บไซต์ รูปภาพที่ใช้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ โดดเด่น จำนวนพอสมควร
ระยะเวลาในการดาวน์โหลดค่อนข้างช้า
สำหรับรายละเอียดที่มีในเว็บไซต์ซึ่งมีตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ตที่ http://arcbs.bsru.ac.th
พบว่ามีส่วนของการแนะนำสำนักวิทยบริการ งานบริการ ข้อมูลท้องถิ่น การบริการอิเล็กทรอนิกส์
เครือข่าย ฐานข้อมูลออนไลน์ รวมทั้งช่องทางการติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์ การเชื่อมโยงข้อมูลภายใน
36
เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบการเชื่อมโยงแบบหลายมิติ มีการแนะนำหน่วยงานต่างๆ ใน
มหาวิทยาลัย เช่น คณะครุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ฯ คณะมนุษยศาสตร์ฯ นอกจากนี้ยังมีการ
เชื่อมโยงไปยังหน่วยงานภายนอก เช่น UNINET CHE (สกอ.) THAILIS มหาวิทยาลัยไซเบอร์ มีการ
จัดเตรียมฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาค้นคว้าแบบต่างๆ เช่น NetLibrary SpringerLink IEEE
LexisNexis เป็นต้น ส่วนที่โดดเด่นที่สุดในหน้าโฮมเพจคือ ข่าวออนไลน์ ซึ่งจะทำการเชื่อมโยงไปยัง
หนังสือพิมพ์ สถานีโทรทัศน์ต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการเข้าถึงสารสนเทศที่ทันสมัยได้อย่าง
รวดเร็ว
การออกแบบหน้าโฮมเพจเป็นการจัดหน้าแบบเลื่อนได้ในแนวดิ่ง ความยาวสองหน้ากระดาษ
มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 หน้าต่าง (Window) เช่นเดียวกันได้แก่ หน้าต่างบน ซ้าย และขวา โดย
หน้าต่างด้านบนและด้านซ้ายมือจะแสดงแต่หัวข้อย่อย ขณะที่หน้าต่างด้านขวามือจะแสดงทั้งหัวข้อ
ย่อยและเนื้อหาประกอบ การเข้าถึงเนื้อหาจะเป็นแบบหลายมิติเป็นหลัก ระบบการค้นหาข้อมูลใช้งาน
ง่าย ไม่ซับซ้อน มีการจัดเตรียมเนื้อหาเกี่ยวกับปรัชญา พันธกิจ วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย มีการ
ประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยจะทำเป็นลักษณะของอักษรวิ่ง ตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูล
ที่อยู่ในโฮมเพจซึ่งแสดงหัวข้อย่อยที่อยู่ภายในเป็นแบบหลายมิติมีดังนี้
หน่วยงานมหาวิทยาลัย
- มรภ. บ้านสมเด็จเจ้าพระยา - คณะครุศาสตร์
- คณะวิทยาศาสตร์ฯ - คณะมนุษยศาสตร์ฯ
- โปรแกรมวิชาบรรณารักษฯ
รูปที่ 16 แสดงตัวอย่างการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหมวดต่างๆ ภายในโฮมเพจของเว็บไซต์
สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ที่มา: เว็บไซต์สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, ออนไลน์
37
4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เนื่องจากในปัจจุบันมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์เว็บไซต์เป็นจำนวนมาก ตัวอย่าง
งานวิจัยในด้านการออกแบบ เนื้อหา การบริหารจัดการเว็บไซต์ทั้งในและต่างประเทศมีดังนี้
4.1 งานวิจัยด้านการออกแบบเว็บไซต์
สุกัญญา ตั้งเรืองเกียรติ (2545 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์รูปแบบและ
เนื้อหาของนิทานไทยบนสื่ออินเทอร์เน็ต พบว่าในด้านรูปแบบ เว็บไซต์ที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างเกือบ
ทั้งหมดใช้ภาพประกอบการนำเสนอ เป็นภาพนิ่ง มีทั้งภาพการ์ตูน รูปภาพจริง มีการนำเสนอภาพ
การ์ตูนเคลื่อนไหว องค์ประกอบด้านเสียงอยู่เพียง 2 เว็บไซต์ เว็บไซต์ที่ใช้ภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวและ
เสียงจะใช้เวลาในการดาวน์โหลดประมาณ 3-10 นาทีต่อหน้า การออกแบบเว็บเพจที่ใช้นำเสนอ
นิทานไทยนั้น พบว่ามีการจัดองค์ประกอบที่ดี มีการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง การเรียงร้อยส่วน
ต่างๆ ของนิทานในแต่ละเว็บไซต์ทำได้อย่างสม่ำเสมอ ในด้านเนื้อหาพบว่าเป็นนิทานคติมากที่สุด แง่
คิดด้านจริยธรรมที่นำเสนอในนิทานแต่ละเว็บไซต์จะคล้ายกัน
นิรชา ธนเมธี (2541: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์การออกแบบเว็บเพจใน
เวิลด์ไวด์เว็บที่แบ่งตามประเภทขององค์กร พบว่า รูปแบบการออกแบบของเว็บเพจขององค์กร
ประเภทต่างๆ มีความแตกต่างกัน เนื่องจากวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารขององค์กร
ที่แตกต่างกัน ซึ่งเว็บเพจขององค์กรประเภทต่างๆ ในประเทศไทยนั้นเรียกว่า ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการแสดงวิสัยทัศน์ ในการก้าวทันเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ยังมิได้คำนึงถึง
วัตถุประสงค์ของการสื่อสารอย่างแท้จริง ซึ่งความสามารถในการออกแบบ กราฟฟิคในเว็บเพจของ
องค์กรประเภทต่างๆ ของไทยยังมีความแตกต่างระหว่างเว็บเพจที่ออกแบบ โดยนักออกแบบที่มี
ความสามารถทางด้านกราฟฟิคและผู้ที่มีความรู้ในเรื่องเทคนิคแตกต่างกัน
นิทัศน์ อิทธิพงษ์ (2544: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักการออกแบบเว็บ
เพจ การศึกษาตามรูปแบบเว็บไซต์ยอดนิยมของไทย พบว่า หลักการออกแบบเว็บเพจการศึกษาตาม
คุณลักษณะเว็บไซต์ยอดนิยมจะมีคุณลักษณะที่เหมือนกัน คือ เน้นการออกแบบให้ใช้งานได้นาน มี
เนื้อหาตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย มีความสวยงามในการออกแบบ สามารถตอบสนอง
และดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็ว และมีการปรับปรุงเนื้อหารวมทั้งรูปแบบให้ทันสมัยอยู่เสมอ
นอกจากการให้ข้อมูลหรือเนื้อหาวิชาที่จะให้กับผู้เรียนซึ่งเป็นส่วนหลักแล้ว เว็บการศึกษาควรจะ
ให้บริการเสริมที่เป็นที่ต้องการ หรือเป็นสิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมกับผู้เรียน เช่น ข่าวการศึกษาที่น่าสนใจ
ห้องสมุดเชื่อมตรง
38
จักรพงษ์ เจือจันทร์ (2543: บทคัดย่อ) การศึกษาการออกแบบเว็บเพจของโรงเรียนใน
โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อ โรงเรียนไทย ผลการวิจัยพบว่า เว็บมาสเตอร์ส่วนใหญ่เป็น
อาจารย์สังกัดหมวดคอมพิวเตอร์และ ทำเว็บไซต์คนเดียว โดยความรู้ในการทำเว็บไซต์ได้มาจาก
การศึกษาเอง จากตำรา 2. กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้โปรแกรมภาษา HTML ในการทำเว็บไซต์ ส่วน
งานกราฟิกใช้ชุดซอฟต์แวร์ ของ Adobe PhotoShop และสร้างภาพ เคลื่อนไหวด้วยชุดซอฟต์แวร์ของ
GIF Animator 3. เนื้อหาของเว็บไซต์ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ของโรงเรียน
ผู้บริหารและบุคลากรใน โรงเรียน โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักเรียนของ
โรงเรียน และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าหน้าโฮมเพจควรเป็นแบบหน้าเดียว ส่วนเมนูควรเป็นแบบ
ตัวอักษร ขนาดของตัวอักษรสำหรับหัวข้อควรเป็นแบบ ตัวหัวกลม เช่น AngsanaUPC,CordiaUPC
ขนาด 18 พอยต์ และตัวอักษร เนื้อหาควรเป็นแบบ MS Sans Serif หรือ Tahoma ขนาด 14 พอยต์
พิมพ์รัฐ วงษ์ดนตรี (2545: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การนำเสนอองค์ประกอบของ
เนื้อหาที่เหมาะสมในเว็บไซต์เครือข่ายการศึกษา พบว่า องค์ประกอบของเนื้อหาที่เหมาะสมที่ควรอยู่
ในเว็บไซต์เครือข่ายการศึกษา มีทั้งหมด 8 องค์ประกอบหลัก คือ เว็บเพจแนะนำ เว็บเพจแสดง
ภาพรวมรายวิชา เว็บเพจกิจกรรมและการบ้านที่มอบหมาย เว็บเพจแหล่งทรัพยากรสนับสนุนการ
เรียน เว็บเพจ การประเมิน เว็บเพจการอภิปราย เว็บเพจประกาศข่าว เว็บเพจการตอบคำถาม
องค์ประกอบย่อยทั้งหมดมี 33 องค์ประกอบ คือ รูปภาพที่ชวนให้สนใจ รหัสผ่าน เฉพาะผู้ที่
ลงทะเบียนเรียน อธิบายถึง กลุ่มเป้าหมายของผู้เข้ามาใช้บริการเว็บ รหัสวิชา และ ชื่อวิชา ประมวล
รายวิชา วิธีการเรียนการสอน กำหนดการสอบ วัดผลการเรียน แจ้งระดับ ชั้นของผู้เรียน แจ้งสถานที่
ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้สอน การลงทะเบียนเรียนผ่านเว็บ โปรแกรม
คอมพิวเตอร์ที่จำเป็น คำสั่งของกิจกรรมที่มอบหมาย วิธีการส่งงาน กำหนดเวลาส่งงาน เกณฑ์เงื่อนไข
ของการตรวจงาน ตารางการส่งงาน แหล่งค้นคว้า เพิ่มเติม ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ภายในและ
ภายนอกประเทศ ฐานข้อมูลงานวิจัยต่างๆ เว็บเกี่ยวกับการศึกษา คำศัพท์ที่เกี่ยวกับบทเรียน การ
ประเมินผู้เรียน การประเมินผู้สอน การให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์การประเมินผลต่างๆ ประเด็น
การอภิปราย ที่แยกหัวข้อที่เป็นวิชาการ และไม่เป็นวิชาการออกจากกัน ควรระบุหัวข้อและวันที่ ที่ส่ง
กระทู้ สามารถกลับไปดูกระทู้เก่าๆ ได้ ข่าวการเรียนการสอน ข่าวรับสมัครงาน ข่าวการฝึกอบรม
ต่างๆ ตัวกระพริบหรือตัวชี้นำที่บอกว่าเป็นข่าวใหม่ คำถามที่พบบ่อย ประมวลคำถามคำตอบที่ผ่านๆ
มาและคำถามภายในบทเรียน
ศุภกัญญา ลักษณเกียรติ (2545: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการคลิก
ของเว็บไซต์ : ศึกษาธุรกิจอินเตอร์เน็ตในระหว่างปี 2000-2001 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ออกแบบ
เว็บไซต์ต้องคำนึงถึงความอยู่รอดและการเจริญเติบโตของเว็บไซต์เป็นหลัก สิ่งที่ทำก็คือการสร้าง
รูปแบบธุรกิจที่แข็งแกร่งและชัดเจน รวมทั้งการสร้าง การรับรู้ให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตโดยการ
39
ลงโฆษณาบนสื่อปกติ (Offline Media) ในการส่งเสริมธุรกิจออนไลน์ ผู้ออกแบบเว็บไซต์มีการ
วิเคราะห์พฤติกรรมและความชอบของกลุ่มเป้าหมาย อยู่ตลอดเวลา และใช้ข้อมูลข่าวสารที่ได้ในการ
พัฒนาเนื้อหาของเว็บไซต์ให้ ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้
ผู้ออกแบบเว็บจะพยายาม ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้สะดวกและรวดเร็ว แนวโน้มของการพัฒนา
เว็บไซต์ไทยนั้น มุ่งไปยังการให้ความสำคัญกับ เนื้อหาที่ใหม่และแตกต่างจากเว็บไซต์อื่น นอกจากนี้
ผู้สร้างเว็บยังเชื่อว่า เว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นเว็บไซต์ที่มีรูปแบบธุรกิจที่ดีและมีเนื้อหาที่ดี
นิภาพร ยิ้มสร้อย (2545: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การออกแบบเว็บเพจเพื่อการ
ประชาสัมพันธ์กองบัญชาการศึกษา พบว่า การประเมินประสิทธิภาพเว็บเพจโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ใน
ระดับดีมาก และความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างในประเด็นเนื้อหาและการออกแบบอยู่ในระดับดี ใน
ด้านเนื้อหาสอดคล้องกับภาพ ความชัดเจนของตัวอักษร ภาพช่วยสื่อความหมายให้เข้าใจเนื้อหา ได้ดี
ยิ่งขึ้นข้อมูลมีความเชื่อมโยง ต่อเนื่องและชัดเจน นอกจากนี้ในการนำเสนอมีการ จัดองค์ประกอบของ
ภาพและข้อมูล
จิตรา วิชาช่าง (2544: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่องการออกแบบและพัฒนาเว็บเพจเพื่อ
การส่งเสริมสมุนไพรไทย พบว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีความคิดเห็นต่อการออกแบบและพัฒนาเว็บเพจ
ดังนี้ ด้านเนื้อหา อยู่ในระดับมากที่สุดคือ เนื้อหา มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ มีความถูกต้อง
และครอบคลุมเนื้อหาตามลำดับ ด้าน การออกแบบ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีความคิดเห็นด้านเทคนิคการ
ผลิต อยู่ใน ระดับมากที่สุด คือ ตัวอักษรที่ใช้มีความชัดเจน รูปภาพมีความสอดคล้อง กับเนื้อหา การ
เชื่อมโยงจากข้อความมีความถูกต้องเหมาะสม ด้านโครงสร้างเว็บเพจ มีความสวยงาม ตามลำดับ ด้าน
การเข้าถึงข้อมูล ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต มีความคิดเห็นด้านการเข้าถึงข้อมูล อยู่ในระดับมากที่สุด คือความ
รวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลภายในเว็บและความเร็วในการโหลดข้อมูล และ ด้านประโยชน์ และคุณค่า
อยู่ในระดับมากที่สุด คือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้รับความรู้ เพิ่มเติมจากข้อมูลบนเว็บ และข้อมูลที่ได้รับมี
ประโยชน์ต่อผู้ใช้
4.2 งานวิจัยด้านเนื้อหาของเว็บไซต์
เพ็ญพรรณ รวิโชติกุล (2544: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์วาทกรรมบน
อินเทอร์เน็ต กระดานข่าว (Bulletin board) ของเว็บไซต์พันธุ์ทิพย์ พบว่า รูปแบบวาทกรรมที่เกิดขึ้น
บนกระดานข่าวของเว็บไซต์พันธุ์ทิพย์ มีรูปแบบทางภาษาที่ส่วนใหญ่เป็นการใช้ภาษาอย่างไม่เป็น
ทางการ ในลักษณะภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน มีการใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือหยาบคายเมื่อเกิดความ
ขัดแย้ง ตลอดจนมีความบกพร่องในการใช้ภาษา นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการแสดงความขัดแย้ง ซึ่งมี
รูปแบบที่ไม่แน่นอนคงที่ สำหรับวาทกรรมที่เกิดขึ้นมักแฝงไว้ด้วยอุดมการณ์ทางความคิดเชิงขัดแย้ง
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง สังคม และศาสนา ที่แฝงไว้
40
ด้วยความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม และอุดมการณ์ทางความคิดไว้มาก โดยที่บริบทการสนทนาจะมี
ลักษณะพิเศษของการสื่อสารผ่านตัวกลางคอมพิวเตอร์ สภาพสังคมและบริบทภายนอกจะเป็นการ
นำเสนอข่าวสารของสื่อในขณะนั้น ซึ่งจะมีความสัมพันธ์โดยตรงในการสร้างตัวบทที่นำมาเป็นกระทู้
ในการสนทนาบนกระดานข่าว
ปราณี พุ่มบางป่า (2543: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์เว็บไซต์วาไรตี้ใน
ด้านสังคมประกิต พบว่า เว็บไซต์วาไรตี้มีรูปแบบของเว็บศูนย์รวม (Portal site) ซึ่งเป็นศูนย์รวมข้อมูล
ข่าวสารและบริการด้านต่างๆ เนื้อหาที่ปรากฏบนเว็บไซต์วาไรตี้มีความหลากหลาย เนื่องจากมุ่ง
ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม และมีเนื้อหาที่ส่งเสริมกระบวนการสังคม
ประกิตในด้านต่างๆ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์วาไรตี้ ได้แก่ เนื้อหาสังคมประกิตด้านสติปัญญาปรากฏมาก
ที่สุด เป็นเนื้อหาที่จัดอยู่ในประเภทข่าวสาร ความรู้ และทักษะ/ความชำนาญในด้านต่างๆ รองลงมา
คือ เนื้อหาสังคมประกิตด้านจิตใจเป็นเนื้อหาที่จัดอยู่ในประเทศทัศนคติ/ความคิดเห็น แรงบันดาลใจ
ค่านิยมความเชื่อ และเนื้อหาสังคมประกิตด้านพฤติกรรมปรากฏน้อยที่สุด ซึ่งเป็นเนื้อหาที่จัดอยู่ใน
ประเภท บทบาทการเป็นสมาชิกที่ดีในสังคมและระเบียบแบบแผน
จิราพร ทัศนานุสิทธิ์ (2545: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์เว็บไซต์ห้องสมุด
สถาบันอุดมศึกษา พบว่า เว็บไซต์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่มีข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่/ที่ตั้ง วัน
และเวลาทำการ รายชื่อบุคลากร ข่าวและกิจกรรมของห้องสมุด รายชื่อหนังสือใหม่ และสามารถ
สืบค้นฐานข้อมูลรายการทรัพยากรสารนิเทศของห้องสมุดเชื่อมตรงได้ มีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์
ของหน่วยงานภายนอก ผู้รับผิดชอบเว็บไซต์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาส่วนมากจบการศึกษาระดับ
ปริญญาตรี สาขาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ มีผู้ร่วมรับผิดชอบเว็บไซต์ จำนวน 1-3 คน
จะปรับปรุงเว็บไซต์เมื่อมีข้อมูลใหม่ และสามารถปรับปรุงข้อมูลของเว็บไซต์ได้ตรงตามระยะเวลาที่
กำหนด ซึ่งผู้รับผิดชอบส่วนใหญ่ประสบปัญหาเรื่องไม่มีเวลาเนื่องจากมีงานประจำอย่างอื่น และ
ปัญหาการปรับปรุงข้อมูลล่าช้า เพราะเนื้อหาในการ เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลง
บ่อย นอกจากนี้ผู้รับผิดชอบเว็บไซต์ยังขาดทักษะการใช้โปรแกรมที่ใช้ทำเว็บไซต์
อาภรณ์ ลบแย้ม (2543: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์รูปแบบและเนื้อหา
ของเว็บไซต์ภาพยนตร์ฮอลลีวูด แนวแอคชั่นและแนวตลกบนสื่ออินเทอร์เน็ต พบว่า โดยภาพรวม
แล้ว รูปแบบและเนื้อหาของเว็บไซต์ภาพยนตร์ฮอลลีวูด แนวแอคชั่นและแนวตลก มีส่วนประกอบที่
สำคัญ 4 ส่วนด้วยกันคือ
4.2.1 ข้อมูลเชิงการค้า ได้แก่ นักแสดง ผู้ถ่ายทำภาพยนตร์ การถ่ายทำภาพยนตร์
หรือเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ และเนื้อเรื่องภาพยนตร์
4.2.2 การโฆษณาเชิงบันเทิง ได้แก่ เกมการแข่งขัน รูปภาพนักแสดง รูปภาพสถานที่
ถ่ายทำภาพยนตร์หรือสิ่งของที่ใช้ในการแสดง ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วีดิทัศน์คลิปบทสัมภาษณ์
41
แฟ้มเอกสารให้ดาวน์โหลดข้อมูลสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ ตัวอย่างภาพยนตร์ มิวสิกวีดิ
ทัศน์ และซาวด์แทร็ค
4.2.3 ข้อมูลข่าวสารจากสตูดิโอ ได้แก่ คำเตือนลิขสิทธิ์ สัญลักษณ์สตูดิโอผู้สร้าง
หรือผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ สถานที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบบฟอร์มให้แสดงคำติชม แบบฟอร์ม
ขอรับข่าวแจก และส่วนเสนอความคิดเห็นด้านการขาย
4.2.4 การเชื่อมต่อกับเว็บไซต์อื่น มีการนำเว็บไซต์อื่นที่มีข้อมูลที่เกี่ยวกับภาพยนตร์
มาเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ภาพยนตร์
จากการเปรียบเทียบพบว่า รูปแบบและเนื้อหาของเว็บไซต์ภาพยนตร์ฮอลลีวูดแนว
แอคชั่นและแนวตลกมีความคล้ายคลึงกัน โดยประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
อย่างไรก็ตามรายละเอียดของส่วนประกอบทั้ง 4 จะต่างกันไปในแต่ละเว็บไซต์โดยข้อมูลเชิงการค้า
และการโฆษณาเชิงบันเทิงจะขึ้นอยู่กับจุดเด่นหรือจุดขายของภาพยนตร์
4.3 งานวิจัยด้านการบริหารการจัดการเว็บไซต์
จุฑามาศ ฤทัยวัฒน์ (2543: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การเผยแพร่สารสนเทศ
เวิลด์ไวด์เว็บของสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทย พบว่า เนื้อหาสารสนเทศเวิลด์ไวด์เว็บของ
สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และช่อง 7 มีวัตถุประสงค์เพื่อนันทนาการมากที่สุด ส่วนสถานีโทรทัศน์ช่อง 5
9 11 และ ITV มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารมากที่สุด สถานีโทรทัศน์ส่วนใหญ่ใช้รูปแบบการ
นำเสนอเนื้อหาเป็นข้อความและภาพ มีการเชื่อมโยงเนื้อหาไปยังแหล่งข้อมูลอื่น มีไปรษณีย์
อิเล็กทรอนิกส์ และสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ ความถี่ในการปรับปรุงข้อมูลภายในเว็บไซต์ของแต่
ละสถานีไม่แน่นอน การดำเนินการเผยแพร่สารสนเทศเวิลด์ไวด์เว็บของสถานีโทรทัศน์พบว่า
สถานีโทรทัศน์ส่วนใหญ่จะจัดจ้างบริษัทอื่น ให้มาช่วยดำเนินงานในด้านการพัฒนาและออกแบบ
โฮมเพจ รวมทั้งปรับปรุง พัฒนาระบบและฐานข้อมูลต่างๆ
สิวลี อยู่สำราญ (2544: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์เนื้อหาบนสื่อ
อินเทอร์เน็ตของธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย พบว่า เว็บไซต์โรงแรมมีรูปแบบการนำเสนอแบบ
เคลื่อนไหว หัวข้อส่งโปสการ์ด อัตราแลกเปลี่ยน การรายงานสภาพอากาศ และการเสนอราคาเหมา
ตามลำดับ และพบว่ามีเสียงเพลงประกอบการเคลื่อนไหวและรายการเลือกแบบผุดขึ้นในการกล่าวคำ
ต้อนรับผู้เข้าชม ส่วนการใช้สีพื้นหลังในหน้าโฮมเพจพบว่าเว็บไซต์โรงแรมมีการใช้สีพื้นหลังเป็นสี
ขาวมากที่สุด ด้านภาษาที่ใช้จะใช้ภาษาอังกฤษนำเสนอในหน้าแรกทั้งหมด ส่วนภาษาที่ให้เลือกเป็น
ภาษาอังกฤษมากที่สุด รองลงมาคือภาษาไทย ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน และภาษาเยอรมัน ตามลำดับ ส่วน
การความทันสมัยของข้อมูลของเว็บไซต์โรงแรมจะเป็นหัวข้อการให้ข่าวกิจกรรมของโรงแรม
นอกจากนี้ยังมีการระบุวันที่ปรับปรุงข้อมูลมากกว่าการใช้สัญลักษณ์ เว็บไซต์โรงแรมมีการให้ข้อมูล
42
เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์องค์กร ได้แก่ รายละเอียดห้องพัก สถานที่ตั้ง ข้อมูลราคา รายละเอียด
เกี่ยวกับ สิ่งอำนวยความสะดวกและการจองห้องพัก ในขณะเดียวกันมีการนำเสนอข้อมูลสถานที่
ท่องเที่ยว ข้อมูลสภาพอากาศ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมทั้งมีการให้ข้อมูลเพื่อสร้างความสัมพันธ์
กับลูกค้าโรงแรม ในรูปแบบของการสร้างศูนย์ถาม-ตอบ การสมัครสมาชิก การกล่าวคำต้อนรับ และ
การบริการเสริมพิเศษอื่นๆ ตามลำดับ
4.4 งานวิจัยด้านการออกแบบเว็บไซต์ในต่างประเทศ
เอสรอคและเลอตี (Esrock and Leichty 1999 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง Corporate
World Wide Web Pages : Serving the News Media And Others Publics พบว่าเว็บเพจขององค์กร
ธุรกิจมีจุดประสงค์เพื่อให้บริการแหล่งข่าวแก่ลูกค้าและชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรในด้านการเงิน
และยังพบว่ายังไม่มีการนำเว็บไซต์มาใช้สื่อสารกับผู้รับสารอย่างเต็มที่มากนัก จากผลการวิจัยยัง
พบว่าหนึ่งในสามของเว็บไซต์ที่ศึกษาจำนวน 100 เว็บไซต์ มีจุดประสงค์เพื่อสื่อสารกับผู้รับสารหลาย
กลุ่ม และมีรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังพบว่าเว็บไซต์ที่มีกลุ่มเป้าหมาย
หลายกลุ่มจะยิ่งมีข้อมูลหลากหลายด้านด้วย
4.5 งานวิจัยด้านเนื้อหาของเว็บไซต์ในต่างประเทศ
แม็คมิลแลน (McMillan 2000 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง The Microscope and the
Moving Target : The Challenge of Applying Content Analysis to the World Wide Web จากการ
วิเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเครือข่ายเวิลด์ไวด์เว็บจำนวน 19 ชิ้นงาน พบว่า
เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาสามารถนำมาใช้กับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่าง
รวดเร็ว และยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเนื้อหาเว็บไซต์นี่เองที่เป็นประเด็นท้าทายอย่าง
มาก อย่างไรก็ตามนักวิจัยในปัจจุบันใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาในการศึกษาแนวคิดหลัก เช่น ความ
หลากหลาย การทำเว็บไซต์ในเชิงพาณิชย์ และการใช้เทคโนโลยีบนเครือข่ายเวิลด์ไวด์เว็บ นอกจากนี้
ยังมีข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยเกี่ยวกับเว็บไซต์โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ได้แก่ การ
กำหนดคำถาม / สมมติฐานในการวิจัย การสุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การลงรหัส การฝึกอบรมผู้ลง
รหัส และการวิเคราะห์ / ตีความข้อมูล
ไคลด์ (Clyde 2000 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่องเว็บไซต์ห้องสมุดประชาชน 50 แห่ง
และเว็บไซต์ห้องสมุดโรงเรียน 50 แห่ง ใน 13 ประเทศ เพื่อเปรียบเทียบเนื้อหาของเว็บไซต์ พบว่า
เนื้อหาเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่ห้องสมุดประชาชนให้ความสำคัญ 10 อันดับแรก คือ ชื่อของห้องสมุด
ข้อมูลเกี่ยวกับห้องสมุด การเชื่อมโยงไปยังทรัพยากรสารนิเทศบนอินเทอร์เน็ตที่เลือกสรรแล้ว การ
43
ติดต่อทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่ ห้องสมุด การเชื่อมโยงไปยังทรัพยากรสารนิเทศเกี่ยวกับ
ท้องถิ่น วันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด การเชื่อมโยงไปยังรายการทรัพยากรสารนิเทศของห้องสมุด การ
เชื่อมโยงไปยังโฮมเพจหน่วยงานเฉพาะด้านภายในท้องถิ่น และการเชื่อมโยงไปยังโปรแกรมค้นหา
ส่วนเนื้อหาเว็บไซต์ห้องสมุดโรงเรียนให้ความสำคัญ 10 อันดับแรก คือ ชื่อของห้องสมุด การ
เชื่อมโยงไปยังทรัพยากรสารนิเทศบนอินเทอร์เน็ตที่เลือกสรรแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับห้องสมุด การติดต่อ
ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงไปยัง โฮมเพจของโรงเรียน วันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด การ
เชื่อมโยงไปยังโปรแกรมค้นหา ที่อยู่ของโรงเรียนและห้องสมุด เคาน์เตอร์นับจำนวนผู้เข้าชม และ
ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการด้านอินเทอร์เน็ตของห้องสมุด นอกจากนี้เว็บไซต์ห้องสมุดที่มีประสิทธิผล
นั้นจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการ
โคเฮนและสตีล (Cohen and Still 1999 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเว็บไซต์ของ
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนถึงระดับปริญญาเอกจำนวน (ห้องสมุดเพื่อการวิจัย) 50 แห่ง และเว็บไซต์
ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรระยะ 2 ปีจำนวน 50 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบว่า
สถาบันการศึกษาที่มีลักษณะแตกต่างกันนั้น มีผลกระทบต่อเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์
ห้องสมุดหรือไม่ จากผลการวิจัยพบว่า เว็บไซต์ห้องสมุดเพื่อการวิจัยส่วนใหญ่มีที่อยู่สำหรับติดต่อ
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วันที่ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด ข่าว กิจกรรม และรายละเอียดของการบริการ ส่วน
เว็บไซต์ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรระยะ 2 ปีส่วนใหญ่มีรายละเอียดของการ
บริการ ที่อยู่สำหรับติดต่อไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และนโยบายของห้องสมุด ทั้งเว็บไซต์ห้องสมุด
เพื่อการวิจัยและของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรระยะ 2 ปี พบว่า มีการเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูล
รายการทรัพยากรสารนิเทศของห้องสมุดตนเอง ห้องสมุดของสถาบันอื่น และมีการเชื่อมโยงไปยัง
ฐานข้อมูลที่ห้องสมุดเป็นสมาชิก การเชื่อมโยงไปยังแหล่งทรัพยากรสารนิเทศบนอินเทอร์เน็ต และ
การเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลวารสารที่เข้าใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เว็บไซต์ห้องสมุดเพื่อการวิจัยมี
การสอนวิธีใช้ห้องสมุดและวิธีใช้อินเทอร์เน็ต / ซอฟท์แวร์ของอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับเว็บไซต์
ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย แต่เว็บไซต์ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยจะมีการสอนวิธีใช้ซอฟท์แวร์ต่างๆ
ด้วย อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรระยะ 2 ปี มีข้อมูลน้อยกว่า
โครงสร้างเว็บไซต์มีขนาดเล็ก ไม่ซับซ้อน ส่วนเว็บไซต์ห้องสมุดเพื่อการวิจัยจะมีปริมาณข้อมูลมาก
และลึกซึ้งกว่า รวมทั้งมีโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ซับซ้อนมากกว่า
44
4.6 งานวิจัยด้านการบริหารการจัดการเว็บไซต์ในต่างประเทศ
บาว (Bao 2000 : บทคัดย่อ) ได้ทำการสำรวจเว็บไซต์ห้องสมุดจำนวน 143 แห่ง โดยการ
สุ่มตัวอย่างจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด 1,402 แห่ง ได้แก่ สถาบันที่เปิดสอนระดับปริญญาเอก
ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาตรี ทั้งที่เป็นสถาบันของรัฐและเอกชน รวมเป็น 6 ประเภท เพื่อ
วิเคราะห์การเชื่อมโยงเว็บไซต์ห้องสมุดจากเว็บไซต์ของสถาบันต้นสังกัด และการให้บริการ
ฐานข้อมูลออนไลน์เชิงพาณิชย์ผ่านทางโฮมเพจห้องสมุด ผลการวิจัยพบว่า การเชื่อมโยงไปยัง
เว็บไซต์ห้องสมุดจากเว็บไซต์สถาบันต้นสังกัดอยู่ในระดับที่สองและสาม อยู่ภายใต้หัวข้อ Academic,
Academic Support, Campus Info, Student Resources, Services และอื่นๆ เช่น Office and
Departments, Sitemap, Academic Life, Learning Resources และ University Life เป็นต้น นอกจากนี้
ยังพบว่าเว็บไซต์ห้องสมุดส่วนหนึ่งไม่มีการเชื่อมโยงจากโฮมเพจสถาบันต้นสังกัด ตลอดจนไม่มี
เว็บไซต์ของสถาบันต้นสังกัด ในด้านการจัดบริการฐานข้อมูลออนไลน์เชิงพาณิชย์ผ่านทางเว็บไซต์
ห้องสมุด พบว่า ส่วนใหญ่มีการให้บริการผ่านเว็บไซต์ห้องสมุด โดยสถาบันที่เป็นของรัฐจะมีการ
ให้บริการมากกว่าสถาบันเอกชน และสถาบันที่เปิดสอนในระดับสูงจะมีมากกว่าสถาบันที่เปิดสอน
ระดับที่ต่ำกว่า สำหรับการใช้ฐานข้อมูลออนไลน์เชิงพาณิชย์ พบว่า ส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใช้บริการ
จากภายนอกวิทยาเขตได้ ซึ่งหากสามารถเข้าใช้ได้จำเป็นต้องมีรหัสผ่าน
เชมเบิร์ก (Shemberg 2000 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเว็บไซต์ห้องสมุด
สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 85 แห่งและเว็บไซต์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 40 แห่ง รวม 125
แห่ง ในด้านการเชื่อมโยงเว็บไซต์สถาบันการศึกษาต้นสังกัด ไปยังเว็บไซต์ห้องสมุดพบว่า เว็บไซต์
ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 58 แห่ง และเว็บไซต์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 24 แห่ง มี
การเชื่อมโยงจากหน้าแรกของเว็บไซต์ต้นสังกัด ในด้านข้อมูลของห้องสมุด พบว่า เว็บไซต์ห้องสมุด
สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 41 แห่ง และเว็บไซต์ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 18 แห่งเท่านั้น ที่มี
ที่อยู่เพื่อติดต่อทางไปรษณีย์ได้ ซึ่งทำให้การค้นหาที่อยู่เพื่อติดต่อกับห้องสมุดโดยตรงทางไปรษณีย์
เป็นไปได้ยาก ส่วนในด้านข้อมูลบุคลากร พบว่า เว็บไซต์ห้องสมุดส่วนใหญ่มีรายชื่อบุคลากร โดย
จัดเรียงตามลำดับตัวอักษรหรือแบ่งตามแผนก พร้อมทั้งที่อยู่ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์และ
หมายเลขโทรศัพท์สำหรับติดต่อด้วย
45
เอสทรอฟ (Astroff 2001 : บทคัดย่อ) ได้ทำการสำรวจเว็บไซต์ห้องสมุดวิทยาลัยและ
มหาวิทยาลัยของประเทศแคนนาและสหรัฐอเมริกาที่เป็นสมาชิกของสมาคมห้องสมุดเพื่อการวิจัย
จำนวน 111 แห่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ห้องสมุดจากเว็บไซต์
สถาบันการศึกษา ซึ่งผลการวิจัยพบว่า หน้าแรกของเว็บไซต์สถาบันการศึกษา 68 แห่ง มีการเชื่อมโยง
ไปยังเว็บไซต์ห้องสมุดอย่างชัดเจน นอกนั้นไม่มีการเชื่อมโยงที่เห็นได้ชัดเจน ต้องค้นหาภายใต้หัวข้อ
ต่างๆ บนเว็บไซต์สถาบันการศึกษาจึงจะพบการเชื่อมโยง

การวิเคราะห์เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ตอนที่ 1)
การวิเคราะห์เว็บไซต์สำนักวิทยบริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ตอนที่ 2)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น