แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบสารสนเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบสารสนเทศ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยา



บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
เนื่องจากโรงพยาบาลของรัฐเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลและบริการ
ทางด้านสาธารณสุขต่าง ๆ ที่มีความใกล้ชิดประชาชนและมีการให้บริการประชาชนเป็นปริมาณ
มากในแต่ละวัน ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องความล่าช้าในการให้บริการ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะนำ
เทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับปรุงการให้บริการให้สะดวกรวดเร็วขึ้น อันจะให้ประโยชน์ต่อ
ประชาชนผู้เข้ารับบริการโดยตรง และสืบเนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการจัดทำ
“แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2540-2544 ” ขึ้น ซึ่งเป็น
แผนงานรวมเพื่อให้การพัมนาเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขเป็นไป
อย่างพร้อมเพรียงในทิศทางเดียวกันและข้อมูลต่าง ๆ มีมาตรฐานซึ่งสามารถเชื่อมโยงกันได้
โครงงานนี้จึงอาศัยข้อมูลพื้นฐานสำหรับพัฒนาระบบให้บริการรักษาพยาบาลของสำนักงาน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาในส่วนของฐานข้อมูลคลังยาและห้องจ่ายยาเพื่อให้ได้
ระบบงานที่มีมาตรฐานข้อมูลพื้นฐานเดียวกันสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและนำ
ข้อมูลมาประมวลร่วมกันได้ในอนาคต โครงงานนี้จึงยังเป็นเพียงโครงงานนำร่อง (Pilot
Project) ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลงานโรงพยาบาลในส่วนอื่น ๆ เพื่อให้
ได้ระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลทั้งระบบอย่างสมบูรณ์ในอนาคตต่อไป
1.2 วัตถุประสงค์
พัฒนาระบบสารสนเทศโรงพยาบาลส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยาสำหรับโรงพยาบาล
เพื่อสนับสนุนการบริหารการจัดการคลังยาและห้องจ่ายยา
1.3 ขอบเขตของโครงงาน
โครงงานนี้มีขอบเขตอยู่ 2 ประการคือ
2
1.3.1 พัฒนาระบบฐานข้อมูลคลังยาและห้องจ่ายยาให้สามารถทำงานเก็บรวบรวม
ข้อมูล
สำคัญๆในการดำเนินงานของระบบ โดยแบ่งขั้นตอนกระบวนการ (Process) ออกเป็นระบบ
ต่างๆ ดังนี้
1.3.1.1. ส่วนของการบันทึกลงทะเบียนเวชภัณฑ์
1.3.1.2. ส่วนของการบันทึกใบอนุมัติสั่งซื้อเวชภัณฑ์
1.3.1.3. ส่วนของการบันทึกใบสั่งซื้อเวชภัณฑ์
1.3.1.4. ส่วนของการบันทึกการตรวจรับเวชภัณฑ์จากใบส่งของ
1.3.1.5. ส่วนของการบันทึกการรับเวชภัณฑ์จากหน่วยงานอื่น
1.3.1.6. ส่วนของการบันทึกใบเบิกเวชภัณฑ์ตามใบเบิก
1.3.1.7. ส่วนของการบันทึกการอนุมัติจ่ายเวชภัณฑ์ให้หน่วยงานอื่น
1.3.1.8. ส่วนของการบันทึกการจ่ายเวชภัณฑ์ให้หน่วยงานอื่น
1.3.1.9. ส่วนของการบันทึกใบเบิกเวชภัณฑ์จากคลังใหญ่
1.3.1.10. ส่วนของการบันทึกรับเวชภัณฑ์จากคลังใหญ่
1.3.1.11. ส่วนของการบันทึกรับเวชภัณฑ์จากหน่วยงานอื่น
1.3.1.12. ส่วนของการบันทึกใบสั่งยา
1.3.1.13. ส่วนของการบันทึกจ่ายเวชภัณฑ์ตามใบสั่งยา
1.3.1.14. ส่วนของการบันทึกจ่ายเวชภัณฑ์ให้หน่วยงานอื่น
1.3.1.15. ส่วนของการตรวจเช็คยาที่หมดอายุ
1.3.2 การนำเสนอรูปแบบของโปรแกรมระบบสารสนเทศโรงพยาบาลส่วนของคลังยา
และห้องจ่ายยาโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบ Client /Server จัดการในส่วนของฐานข้อมูลใช้
การออกแบบฐานข้อมูลแบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Model)
1.4 ข้อตกลงเบื้องต้น
1.4.1 ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยาที่จะทำการ
พัฒนาขึ้นใน
ครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาแบบ Client /Server ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาในส่วนของคลังยาและ
ห้องจ่ายยา
1.4.2 ในการพัฒนาระบบจะมีการจำลองบาง Module ของการทำงานในฝ่าย/ส่วน
อื่นของงาน
3
สารสนเทศโรงพยาบาลขึ้นมาใช้ก่อน เพื่อความสะดวกในการพัฒนาโปรแกรม เช่นเรื่องใบสั่งยา
จากห้องตรวจของแพทย์ หรือประเภทของคนไข้ใน / นอกจากฝ่ายเวชระเบียน เป็นต้น
1.4.3 ระบบการรักษาความปลอดภัยรวมถึงการติดตั้งและตั้งค่า configuration
ต่าง ๆ จะ
กระทำเพียงเบื้องต้นไม่ลงลึกไปถึงส่วนที่ต้องใช้จริง
1.5 การดำเนินงาน
1.5.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคลังยาและห้องจ่ายยา รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ
การพัฒนาโปรแกรม
1.5.2 ออกแบบฐานข้อมูล
1.5.3 ออกแบบหน้าจอที่ใช้ในการติดต่อกับฐานข้อมูล
1.5.4 พัฒนาโปรแกรม
1.5.5 ทดสอบและปรับปรุงการใช้งานของโปรแกรมที่พัฒนา
1.5.6 สรุปผลการดำเนินการและจัดทำโครงงานฉบับสมบูรณ์
1.6 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงาน
ส่วนของ Software
ระบบปฏิบัติการ : WindowsXP ServicePack 1
ระบบปฏิบัติการ Server : Linux Redhat
9.0,Windows 2000 Server
ระบบฐานข้อมูล : MySQL Server 4.0.15
ภาษาที่ใช้ในการพัฒนาWeb Site : Delphi 7.0 Enterprise
Edition
ส่วนของ Hardware
เครื่องคอมพิวเตอร์ PC AMD Athlon XP1800+1533 MHz, RAM
512 MB, Hard disk 40 GB LAN Card, พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ
ครบชุด
4
1.7 แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1.7.1 คู่มือพื้นฐานสำหรับการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายเพื่อการรักษาพยาบาลของ
สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
1.7.2 ฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี
1.7.3 ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศูนย์สรรพสิทธิประสงค์ จ. อุบลราชธานี
1.7.4 ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชนและคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุข จ.ยโสธร
1.7.5 บัญชีเสนอราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม องค์การเภสัชกรรม (Price List 2004)
1.7.6 ราคากลางของยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 สำนักปลัด
กระทรวงสาธารณสุข ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 17 พ.ย. 2542
1.7.7 บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา
1.8 การทดสอบระบบ
ในการทดสอบจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้
1.8.1 การทดสอบโดยผู้พัฒนาขณะทำการพัฒนาระบบ
1.8.2 การทดสอบแบบ Black Box โดยเภสัชกร / เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในส่วนของ
คลังยาและห้องจ่ายยาที่พัฒนาขึ้นด้วยการทดลองใช้งานจริง ตาม Check List ประสิทธิภาพ
ของระบบที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบดูข้อผิดพลาดและข้อ แก้ไขปรับปรุง
1.9 กลุ่มเป้าหมาย / หน่วยงานที่จะนำไปใช้
สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐที่มีความสนใจต้องการนำไปใช้งานหรือพัฒนา
ร่วมกับระบบสารสนเทศโรงพยาบาลในส่วนอื่น ๆ
1.10 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.10.1 สามารถสนับสนุนการบริหารการจัดการคลังยาและห้องจ่ายยาให้เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน
1.10.2 สามารถใช้งานร่วมกับระบบฐานข้อมูลอื่นๆ ของระบบสารสนเทศโรงพยาบาลที่
พัฒนาขึ้นจากข้อมูลพื้นฐานสำหรับพัฒนาระบบงานให้บริการรักษาพยาบาลของสำนักงาน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
1.10.3 ได้ศึกษาและเข้าใจการทำงานในส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง
ในระบบสารสนเทศโรงพยาบาล
1.10.4 สามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบข้อมูลใช้ในโครงการหลักประกันสุขภาพ
ของกระทรวงสาธารณสุขในอนาคตได้
1.10.5 เพื่อเป็นแนวทางให้โรงพยาบาลทั่วไปสามารถใช้ระบบฐานข้อมูลคลังยาและห้อง
5
จ่ายยาที่มีข้อมูลพื้นฐานซึ่งสามารถเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้
บทที่ 2
วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
2.1 ระบบฐานข้อมูล (Database System) (ศิริลักษณ์, 2542 :14-28)
แนวความคิดเบื้องต้นของฐานข้อมูล คือการใช้งานฐานข้อมูลเดียวสำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
กันทั้งหมด โดยฐานข้อมูลดังกล่าวจะถูกควบคุมโดยซอฟต์แวร์ชุดหนึ่ง แทนที่จะใช้งานแฟ้มข้อมูล
คอมพิวเตอร์ที่กระจัดกระจายและมีการดูแลโดยผู้ใช้กลุ่มต่าง ๆ กัน เป้าหมายสูงสุดของ
แนวความคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูลคือการที่ข้อมูลแต่ละชุดถูกป้อนและจัดเก็บเพียงครั้งเดียว ผู้ใช้ที่
ได้รับสิทธิ์ทุกคนจะสามารถเรียกใช้ข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว รวมทั้งการที่
ข้อมูลเป็นอิสระจากโปรแกรมเฉพาะกิจใด ๆ
ระบบฐานข้อมูลจะประกอบขึ้นจากคอมพิวเตอร์ Hardware Software และ
ผู้ใช้งาน นั่นก็คือ
การทำงานร่วมกันของฐานข้อมูล ระบบจัดการฐานข้อมูลและบุคคลที่ใช้งานฐานข้อมูลนั้น
ประโยชน์ของฐานข้อมูลก็คือการลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เพิ่มความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ
ข้อมูล ทำให้ข้อมูลเป็นอิสระ เพิ่มความสะดวกในการรวบรวมและแบ่งกันใช้ข้อมูล เพิ่ม
ประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล รวมศูนย์ความปลอดภัยและลดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ดีฐานข้อมูลก็
มีจุดด้อยอยู่ นั่นคือมีความซับซ้อนสูงกว่าและมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่สูงกว่า ต้องมีการอบรมผู้ใช้งาน
รวมทั้งต้องมีการแปลงข้อมูลเก่าให้อยู่ในรูปแบบของฐานข้อมูล
ระบบฐานข้อมูลสามารถแบ่งได้ตามวิธีการใช้งาน การวางโครงสร้างและการจัดการ
ข้อมูล รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ เรียกว่า แบบจำลองข้อมูล (Data Models) ซึ่ง
แบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกันคือ
2.1.1 แบบจำลองแบบลำดับชั้น (The Hierarchical Model) แบบจำลองแบบลำดับชั้น
ได้ถูกพัฒนาโดย IBM ในปี 1968 โดยระบบฐานข้อมูลที่ใช้แบบจำลองประเภทนี้จะเชื่อมโยงข้อมูล
ที่อยู่ภายในด้วยความสัมพันธ์แบบลำดับชั้น และส่วนมากจะรวมเอาข้อมูลทั้งหมดไว้ในไฟล์ขนาด
ใหญ่เพียงไฟล์เดียว
ในระบบจัดการฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นกลุ่มของฟิลด์จะเรียกว่า Segment แทนการเรียก
เรคคอร์ด และชิ้นของข้อมูลซึ่งอยู่บนสุดของลำดับชั้นจะเรียกว่า Parent Element ซึ่งจะมี Child
Element จำนวนหนึ่งอยู่ระดับถัดจาก Parent Element ลงมา

6
สมมติว่าต้องการเก็บตัวอย่างข้อมูลของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยในมหาวิทยาลัย
(University) มี m คณะ (Faculty) แต่ละคณะมี n ภาควิชา (Department) แต่ละภาควิชามีนักเรียน
(Student) สังกัดอยู่จำนวน o คน นักเรียนแต่ละคนต้องเรียน p วิชา (Course) และแต่ละภาควิชามี
อาจารย์ (Staff) จำนวน q คน จะเขียนโครงสร้างฐานข้อมูลแบบจำลองแบบลำดับชั้นได้ดังนี้
FACULTY-RELATIONSHIP
DEPT-REL.
FACULTY-REL.
STUDENT-REL.
COURSE-REL.
ภาพที่ 2-1 โครงสร้างฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น
จากรูปจะเห็นได้ว่าแบบจำลองแบบลำดับชั้นเป็นการรวมความสัมพันธ์ระหว่าง Parent
และ Child เข้าด้วยกัน ปัญหาของแบบจำลองแบบลำดับชั้นคือมี Element ใด
Element หนึ่ง (Child Element) จะมี Element ที่อยู่เหนือขึ้นไปที่สัมพันธ์กัน
โดยตรง (Parent Element) มากกว่าหนึ่งความสัมพันธ์ไม่ได้ และแต่ละ Element จะ
อยู่ได้เพียงที่เดียวเท่านั้น
UNIVERSITY
FACULTY
DEPARTMENT
STAFF
STUDENT
COURSE
7
แบบจำลองแบบลำดับชั้นจะพบการใช้งานมากในเครื่องระดับ Mainframe และ
Minicomputer เช่น ระบบ Information Management System หรือ
IMS จากไอบีเอ็ม เป็นต้น
2.1.2 แบบจำลองแบบเครือข่าย (The Network Model) แบบจำลองแบบ
เครือข่ายได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อปลายปี 1960 มีหลักการที่คล้ายกับแบบจำลองแบบลำดับชั้น
นั่นคือมีการจัด ข้อมูลอยู่ในความสัมพันธ์แบบ Parent – Child แต่ Element ที่เป็น
Child สามารถมีความสัมพันธ์กับ Element ที่เป็น Parent ได้มากกว่าหนึ่ง Element
นั่นคือสามารถมีความสัมพันธ์ของข้อมูลในแบบ N:M ได้นั่นเอง ทำให้แบบจำลองแบบ
เครือข่ายสามารถแปลงเป็นแบบจำลองแบบลำดับชั้นได้ แต่แบบจำลองแบบลำดับชั้นจะแปลงเป็น
แบบจำลองแบบเครือข่ายไม่ได้
ภาพที่ 2-2 โครงสร้างฐานข้อมูลแบบเครือข่าย
2.1.3 แบบจำลองแบบความสัมพันธ์ (The Relational Model)แบบจำลองแบบ
ความสัมพันธ์
เป็นแบบจำลองที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน โดยระบบฐานข้อมูลส่วนมากจะใช้แบบจำลอง
ชนิดนี้ในการจัดการข้อมูลที่เก็บอยู่ เรียกว่าฐานข้อมูลที่ใช้แบบจำลองแบบความสัมพันธ์นี้ว่า
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (RDBMS)ไฟล์ในระบบการจัดการฐานข้อมูลแบบความสัมพันธ์เป็น
ไฟล์ที่เข้าใจความหมายได้ง่าย ระหว่างไฟล์ต่าง ๆ มีข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันน้อยมาก ทำให้ประหยัด
เนื้อที่ของหน่วยเก็บข้อมูล รวมทั้งสามารถเพิ่มหรือลดข้อมูลได้ง่าย ในระบบการจัดการฐานข้อมูล
ประเภทนี้มักจะไม่มีการจัดโครงสร้างของไฟล์ใหม่ จะมีก็เป็นการสร้างไฟล์ใหม่ขึ้นมาเพิ่มเท่านั้น
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงความต้องการขององค์กรก็จะเป็นการเพิ่มหรือลบไฟล์ หรือเพิ่มหรือลบ
ฟิล์ดเท่านั้น หรืออาจรวมไฟล์สองไฟล์เข้าด้วยกันก็ได้ แต่การรวมไฟล์ขนาดใหญ่สองไฟล์จะทำ
ให้เกิดไฟล์ที่มีขนาดใหญ่มากและต้องใช้เวลาในการทำงานนาน
UNIVERSITY
ENGLISH COMPUT MATHEMAT
Vasa Som Sun
8
ACCOU
NT
NAME ADDR
(I) HEADER FILE
ACCOU
NT
ITEM DESCRIP
TION
QUANT
ITY
ITEM EXT.C
OS
(II) ITEM FILE
ภาพที่ 2-3 โครงสร้างตารางฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
2.2 ระบบจัดการฐานข้อมูล (DataBase Management Systems: DBMS)
(อำไพ, 2543 :30-34)
ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือที่นิยมเรียกว่า DBMS คือชุดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่ง
ทำหน้าที่สร้าง ดูแลรักษา และใช้งานส่วนต่าง ๆ ของฐานข้อมูล
User/Programmer
Stored Database
Definition
Stored Database
(META-DATA)
ภาพที่ 2-4 ระบบฐานข้อมูล
Application Programs/Queries
Software to process
queries/programs
Software to access
stored data
9
ระบบจัดการฐานข้อมูลในระยะแรกจะถูกพัฒนาเพื่อใช้บนเครื่องเมนเฟรม แต่ในปัจจุบัน
สามารถพบได้ในคอมพิวเตอร์ทุกขนาด โดยมีอัตราการเติบโตของการใช้งานประมาณ 30-
35% ต่อปีโดยปกติแล้ววิธีการเรียกใช้ ตลอดจนเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลที่จัดเก็บไว้
ในฐาน ข้อมูลมีวิธีต่าง ๆ ดังนี้
2.2.1.1 เชื่อมโยงกับภาษาการโปรแกรม (Programming Language
Interface) นิยมใช้วิธีนี้ใน
การเขียนโปรแกรมที่ต้องมีการเรียกใช้หรือแก้ไขค่าของข้อมูลในฐานข้อมูลตลอดจนการสร้าง
รายงานที่มีการคำนวณซับซ้อน อาจใช้ภาษา COBOL, C หรือภาษาในระดับสูงและสูงมาก
อื่น ๆ ในการเชื่อมต่อเข้ากับฐานข้อมูลก็ได้
2.2.1.2 ภาษาในการจัดการข้อมูล (Query Languages) เป็นภาษาที่ถูกออกแบบ
มาโดยเฉพาะ
ให้ใช้กับฐานข้อมูล นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เพราะใช้ง่ายและเรียกดูข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
จัดเป็นภาษาในยุคที่สี่ ไม่ต้องมีการแปลภาษา (Compile) หรือ เชื่อมโยง (Link) ก่อนใช้
งาน
2.2.1.3 ตัวสร้างรายงาน (Report Generator) ถูกออกแบบมาให้สร้างรายงานที่
ซับซ้อนและมี
ขนาดใหญ่หรือยาวมากได้อย่างรวดเร็ว
2.2.1.4 โปรแกรมอรรถประโยชน์ของระบบ (System Utilities) จะเป็น
โปรแกรมที่ถูกใช้งาน
โดยผู้จัดการระบบ (System Manage) หรือที่นิยมเรียกว่า ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล
(Database Administrator) โปรแกรมประเภทนี้นิยมใช้ในการ เก็บสำรอง
(Backup) ฐานข้อมูล เรียกข้อมูลจากฐานข้อมูล หรือจัดเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูล รวมทั้งการ
เรียกคืน (Restore) ข้อมูลในกรณีที่ระบบมีปัญหา
2.2.2 คุณสมบัติของระบบจัดการฐานข้อมูล
ระบบจัดการฐานข้อมูลที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
2.2.2.1 ต้องมีการใช้งานทรัพยากรของคอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ
2.2.2.2 ต้องมีความเร็วในการตอบคำถามที่ผู้ใช้ถามอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้(โดย
ปกติ
มักจะหมายถึงตอบทันทีทันใด)
2.2.2.3 ต้องมีความเข้ากันได้กับ Hardware Software และข้อมูลที่มีใช้งานอยู่เดิม เพื่อ
10
ลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงให้เหลือน้อยที่สุด
2.2.2.4 ประสิทธิภาพ รวมทั้งจะต้องยืดหยุ่นพอที่จะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงหรือ
เปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลในฐานข้อมูล
2.2.2.5 ต้องให้ความสะดวกกับผู้ใช้ในการเรียกใช้งานฐานข้อมูล เช่นมีภาษาใน
การ
สอบถามข้อมูล (Query Language)
2.2.2.6 ต้องมีระบบรักษาความถูกต้องของข้อมูลโดยการสำรองข้อมูล รวมทั้ง
ป้องกันผู้ใช้จากการทำงานผิดพลาดต่าง ๆ
2.2.2.7 ต้องมีระบบรักษาความลับของข้อมูลในฐานข้อมูลนั้น เช่นมีคุณสมบัติ
การ
ตรวจสอบ Password และรหัสพิเศษในการเข้าใช้งาน
2.2.3 ภาษาอธิบายข้อมูล (Data Definition Language)
นิยมเรียกว่า DDL จะเป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายถึงโครงสร้าง (Schema) ของ
ข้อมูลที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล โดยภายในโครงสร้างนี้แต่ละฟิล์ดในเรคคอร์ดจะมีการกำหนดชื่อ
ความยาว และชนิดของข้อมูล นอกจากนี้ DDL ยังใช้ในการอธิบาย โครงสร้างย่อ
(Subschemas) ซึ่งใช้กำหนดฟิล์ดที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานได้ และผู้ใช้แต่ละคนจะสามารถ
เข้าถึงโครงสร้างย่อยที่แตกต่างกันไป ทำให้สามารถใช้ป้องกันข้อมูลที่เป็นความลับได้
2.2.4 ภาษาสอบถามข้อมูล (Query Language)
ภาษาในการสอบถามข้อมูลเชิงคำสั่ง (Command-Oriented Query
Language) เป็นภาษาที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อใช้กับงานการจัดการข้อมูลที่อยู่ใน
ฐานข้อมูล จะมีลักษณะการใช้งานคล้ายกับการใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องมีความรู้ทาง
คอมพิวเตอร์สูงมากนักก็สามารถเรียกใช้ได้โดยสะดวกโดยทั่วไปมีคำสั่งหลัก ๆ ดังนี้
ตารางที่ 2-1 ตัวอย่างคำสั่งของภาษาในการสอบถามข้อมูลเชิงคำสั่ง
คำสั่ง วัตถุประสงค์
INSERT RECORD เพิ่มข้อมูลชุดใหม่ลงไฟล์
DELETE RECORD ลบข้อมูลชุดหนึ่งออกจากไฟล์
SELECT เลือกข้อมูลชุดที่ต้องการ
PROJECT เลือกฟิล์ดที่ต้องการ
JOIN สร้างไฟล์ใหม่โดยประกอบด้วยฟิล์ดต่างๆ
จากไฟล์สองไฟล์
11
ภาษาในการสอบถามข้อมูลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน คือ Structured
Query Language (SQL) ซึ่งมีการใช้งานอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่เริ่มนำมาใช้ในเครื่อง
เมนเฟรมของ IBM ในปี 1980 ในปัจจุบันมีการใช้งานตั้งแต่เครื่องระดับไมโครคอมพิวเตอร์
จนถึงระดับเมนเฟรม
2.3 ประวัติของภาษา SQL (ศิริลักษณ์, 2542 :30-35)
ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นักคณิตศาสตร์ชื่อ Dr. CODD ได้ทำงานวิจัยให้กับ
IBM เกี่ยวกับทางด้านทฤษฎีความสัมพันธ์ของข้อมูล และได้นิยามฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ด้วย
คณิตศาสตร์ของเซ็ตและพริดิเคตโลจิก มีการตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในงานสัมนาระบบจัดการ
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ใน หัวข้อ “A Relational Model of Data for Large
Shared Data Banks” ซึ่งมีกฎสำหรับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่เรียกว่า 12 Fidelity
Rules (กฎแห่งความซื่อสัตย์ 12 ข้อ) หรือกฎ 12 ข้อของ COOD’s
2.3.1 กฎข้อที่ 0 Foundation Rule กฎที่เป็น DBMS แบบเชิงสัมพันธ์ จะต้อง
สามารถจัดการกับฐานข้อมูลทั้งหมดได้ด้วยความสามารถเชิงสัมพันธ์
2.3.2 กฎข้อที่ 1 Information Ruleข้อมูลทั้งหมดในระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
(รวมทั้งชื่อตาราง ชื่อคอลัมภ์) ในระดับ Logical หรือ ระดับ Conceptual จะต้องแสดง
ให้เห็นอย่างชัดเจนในรูปของตาราง
2.3.3 กฎข้อที่ 2 Guaranteed Rule ทุกค่าของข้อมูลในระบบฐานข้อมูลเชิง
สัมพันธ์ จะต้องรับประกันได้ว่าสามารถเข้าถึงโดยการรวมชื่อตาราง ค่าของ Primary Key
และชื่อของคอลัมภ์
2.3.4 กฎข้อที่ 3 Systematic null Value Rule ระบบการจัดการฐานข้อมูล
(DBMS) ได้จัดเตรียมระบบในการสนับสนุน – จัดการกับค่าว่าง (Null) ค่าที่แตกต่างจาก
Default และค่าศูนย์ (0)
2.3.5 กฎข้อที่ 4 Active Online Relational Catalog Ruleลักษณะของ
ฐานข้อมูลและสิ่งที่อยู่ภายในจะต้องแสดงให้เห็นในระดับตรรกะ (Logical Level) เหมือน
ตาราง และสามารถเรียกดู แก้ไขโดยใช้ภาษาฐานข้อมูลชุดเดิมกับที่ใช้เรียกดูข้อมูลในระบบ
2.3.6 กฎข้อที่ 5 Comprehensive data sublanguage Ruleจะต้องมี
ภาษาระดับสูงในการทำงานเพื่อ การกำหนดความสัมพันธ์ในการนิยามโครงสร้างของข้อมูล
(Data Definition) การจัดการข้อมูล (Data Manipulation) การรักษาความบูรณ
ภาพของข้อมูล (Integrity) มีอำนาจควบคุมและการทำ Transaction
12
2.3.7 กฎข้อที่ 6 View Update Rule ต้องสามารถ Update แก้ไขข้อมูลผ่าน
ทาง View ได้โดยที่โปรแกรมจัดการฐานข้อมูลจะต้องเป็นตัวจัดการพิจารณาให้หรือไม่ให้ผู้ใช้
แก้ไขข้อมูลผ่าน View
2.3.8 กฎข้อที่ 7 Set Level Update Rule ระบบจัดการข้อมูล (DBMS)
จะต้องทำได้มากกว่าการให้ผู้ใช้เรียกดูข้อมูล คือต้องให้ผู้ใช้สามารถเพิ่ม (Insert) แก้ไข
(Update) ลบ (Delete) ข้อมูลได้
2.3.9 กฎข้อที่ 8 Physical data independence Rule ระบบจัดการข้อมูล
(DBMS) จะต้องมีความเป็นอิสระของข้อมูล ในระดับกายภาพ โดยการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะ
ไม่ส่งผลกระทบต่อโปรแกรมใช้งานซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่า
2.3.10 กฎข้อที่ 9 Logical data independence Rule ระบบจัดการข้อมูล
(DBMS) จะต้องมีความอิสระของข้อมูลในระดับตรรกะ (Logical) โดยการเปลี่ยนแปลง
ใด ๆ ในส่วนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อโปรแกรมใช้งานซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่า
2.3.11 กฎข้อที่ 10 Integrity independence Rule ความถูกต้องความบูรณ
ภาพของข้อมูลในระบบฐานข้อมูลจะต้องถูกจัดเก็บในแคตาล็อกของระบบ และมีความเป็นอิสระ
ในการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่ขึ้นกับโปรแกรมหรือระดับที่สูงกว่า
2.3.12 กฎข้อที่ 11 Distribution independence Rule ระบบจัดการข้อมูล
(DBMS) จะต้องมีความเป็นอิสระต่อการกระจายข้อมูล ไม่สนใจว่าข้อมูลจะอยู่ที่ใด หรือส่วน
ในบนระบบ Network
2.3.13 กฎข้อที่ 12 Nonsubversion Rule ระบบจัดการข้อมูล (DBMS)
จะต้องไม่ให้ภาษาฐานข้อมูล หรือภาษา low level ละเมินกฎของความบูรณภาพ
(Integrity) อย่างเด็ดขาด
ประมาณปี 1970 ได้มีการพัฒนาภาษาในยุคที่ 4 (4 GLs = Fourth
Generation Language) คือภาษา SQL (Structured Query Language)
ถูกออกแบบและพัฒนาโดย DD. Chamberlin ณ ห้องวิจัยของบริษัท IBM ในรัฐซานโฮ
เซ่ และมีการพัฒนาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1981 เช่น
VM/CMS (IBM Corp.), ORACLE (Oracle Corp.), Data General
SQL (Data Gen. Corp.), SYBASE (Sybase Inc.), DB2 (IBM
Corp.) ประมาณปี ค.ศ. 1982 หน่วยงานกำหนดมาตราฐาน ANSI (American
National Standards Institute) ได้มีกำหนดมาตรฐานให้ภาษา SQL เป็น
ANSI-86, ANSI-89 และ ANSI-92 SQL ตามลำดับ และเข้าสู่การปรับปรุง
13
มาตรฐานจากเดิมมาเป็น SQL/2 และ SQL/3 ตามแบบ ISO (International
Standard Organization)
2.4 สถาปัตยกรรม Client/Server (อำไพ, 2543 :36-38)
ระบบ Client / Server เป็นสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่ระบบซอฟต์แวร์ได้รับการ
ออกแบบให้แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่าส่วน Client และอีกส่วนเรียกว่าส่วน Server
ซอฟต์แวร์ส่วน Client ต้องสื่อสารติดต่อกับส่วน Server ดังรูปที่ 2-5 โดยที่ซอฟต์แวร์
ส่วนClient จะขอให้ข้อมูลจากซอฟต์แวร์ส่วน Server ซอฟต์แวร์ส่วน Server จะ
ตอบสนองโดยการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล แล้วส่งไปยังส่วน Client เพื่อประมวลผลต่อไป โดย
ส่วนของ Client กับ Server สามารถแบ่งได้เป็น
2.4.1 อยู่เครื่องเดียวกัน
2.4.2 อยู่คนละเครื่องแต่เชื่อมผ่านเครือข่ายได้ 3 แบบ
2.4.2.1. LAN (Local Area Network)
2.4.2.2. WAN (Wide Area Network)
2.4.2.3. Internet
โดยการแบ่งส่วนของซอฟต์แวร์ระหว่าง Client และ Server สามารถแสดงได้ดังภาพ
ที่ 2-5
ขอข้อมูล
ข้อมูล
ภาพที่ 2-5 การแยกซอฟต์แวร์ส่วน Client และ Server
ซอฟต์แวร์
Client
ซอฟต์แวร์
Server
14
ปกติแล้วข้อมูลจะอยู่ข้าง Server ในฐานข้อมูล ซึ่งอาจเป็นฐานข้อมูล MS Access
ฐานข้อมูล MS SQL Server ฐานข้อมูล Oracle ฐานข้อมูล Informix ฐานข้อมูล
DB2 ข้าง Client จะส่งคำสั่ง SQL ขอใช้ข้อมูลไปยัง Server แล้ว Server จะ
ตีความหมายของคำสั่ง SQL Statement แล้วดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลส่งไปยัง Client
2.4.3 Model ของกระบวนงาน Client / Server อธิบายได้ว่า Client คือ
ซอฟต์แวร์ที่เป็นกระบวนงานในการขอบริการหรือข้อมูล (Launcher/Requester
Process) ซึ่ง Client Application จะติดต่อกับ Client Application อื่นได้
และใช้ทรัพยากรร่วมกันและติดต่อขอใช้ข้อมูลและบริการจาก Server ต่าง ๆ ทำให้เพิ่มขีด
ความสามารถของผู้ใช้งาน Client สามารถมีหน้าจอของตัวเองที่ได้รับการออกแบบมาให้ผู้ใช้
สามารถใช้งานได้สะดวก โดยที่ไม่ต้องมีความรู้ด้านกลไกที่อยู่เบื้อหลัง นั่นคือ Client จะซ่อน
ความซับซ้อนของระบบปฏิบัติการเครือข่าย (Network Operating System) วิธีการ
นำข้อมูลมาใช้ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าสามารถทำงานได้อย่างสะดวกตาม Business Rule ที่ตัวเอง
เข้าใจ
Server เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถตอบสนองต่อการขอบริการและข้อมูลของ Client
โดย Server มีหน้าที่ตีความ Request ของ Client การจัดการกับขั้นตอนการ Access
ข้อมูลหลังบริการ การให้บริการข้อมูลเฉพาะที่ต้องใช้ ซอฟต์แวร์ Server อาจอยู่บนเครื่อง
คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน หรือบนต่างเครื่องกันก็ได้ ส่วนเครื่องที่ Run Server ได้นั้นจะ
เป็นเครื่องระดับ Pentium ระดับ Mini หรือ Mainframe แล้วแต่ระบบ
เครือข่ายเป็นตัวที่ทำหน้าที่ถ่ายเทข้อมูลระหว่าง Client กับ Server เครือข่ายจะต้อง
Transparent ในสายตาทุกฝ่าย ปกติแล้วเครือข่ายจะมีการใช้ Protocol อยู่หลายตัวใน
การควบคุม การส่งและการรับข้อมูล Protocol เหล่านี้ต้องสามารถได้รับการเปลี่ยนแปลงโดย
ที่ผู้ใช้ (ไม่ว่าจะเป็นคนหรือโปรแกรม) ไม่ต้องกังวล
2.4.4 Gartner Client-Server Reference Model การจำแนกคุณลักษณะ
ของกระบวนงาน Client และ Server ที่ไม่ติดกับคุณลักษณะของ Hardware หรือที่
เรียกว่า Logical Process ไว้ดังนี้
2.4.4.1 ฟังก์ชันงาน งาน Client – Server จำแนกเป็น 3 ฟังก์ชัน
ก). Presentation Form (งานหน้าจอและรวมกับกรรมวิธีหน้าจอ)
ข). Business Logic (กรรมวิธีงานธุรกิจของระบบ)
ค). Data Management ( กระบวนการนำข้อมูลมาใช้)
2.4.4.2 รูปแบบการใช้ฟังก์ชัน
15
ก). แบบ Intact นั่นคือฟังก์ชันงานนั้นประกอบด้วยโปรแกรมที่อยู่บน
Platformเดียวกัน
ข). แบบ Distributed นั่นคือฟังก์ชันงานกระจายอยู่บน Platform
หลาย
Platform(หรือหลาย Server) ซึ่งการใช้งานข้อมูลหรือบริการอาจจะต้องเรียกจากหลาย
Server
2.4.4.3 จำนวนชั้น
ก). แบบ Two-Tier (มี Client กับ Database Server ) มี
Server เดียวนั่นเอง
ข). แบบ Multi-Tier มี Client และ Server ต่าง ๆ ซึ่ง Server
หลาย ๆ ตัวนี้แต่ละตัวจะมีหน้าที่เฉพาะ
Database Server
a) 2-tier Client / Server
Application Server
Database Server
b) 3-tier Client / Server
ภาพที่ 2-6 ลักษณะ Client/Server แบบ 2-tier และ 3-tier
2.4.4.4 การออกแบบระบบ Client / Server การออกแบบระบบ Client /
Server ทำได้ 2 แบบ ได้แก่แบบ Structured Design และแบบ Object –
Oriented Design การออกแบบ Structured Design นั้นเป็นแบบปกติ
(Conventional) ที่เข้าใจกันโดยที่มีรูปแบบขั้นตอนเป็นไปตาม Life Cycle แบบ
Water Fall ดังภาพที่ 2-7
Client
Client
Requirement
Analysis
16
ภาพที่ 2-7 วงจรชีวิตแบบ Water Fall สำหรับการพัฒนาระบบ Client /
Server
ในการออกแบบระบบ Client / Server นั้นตัวโปรแกรมจะได้รับการแบ่งเป็น 3
ส่วนได้
เช่น ส่วนหน้าจอ (Presentation) ส่วนโปรแกรม (Business Logic) และส่วน
บริหารข้อมูล
(Data Management) ตามภาพที่ 2- 8 ซึ่งส่วนหน้าจอนั้นจะมีการออกแบบและกำหนด
มาตรฐาน
GUI (Graphical User
Interface)
Delphi Programming
Routine
Implementation Business
Logic
Accessing Database
ภาพที่ 2-8 การแบ่งโปรแกรม Client / Server เป็น 3 ส่วน
2.4.4.5 Graphical User Interface การออกแบบส่วนนี้จะมีการ Paint
หน้าจอ และนิยาม Property ต่าง ๆ ไว้เป็นโครง โดยที่หน้าจอจะต้องออกแบบให้ใช้งาน
สอดคล้องกับกระบวนงานของธุรกิจนั้น
Logical Design
Physical Design
Coding
Testing
Deployment
Use & Maintenance
Presentation
Business Logic
Data Management
17
2.4.4.6 Business Logic ส่วน Business Logic นั้นคือส่วนที่ผู้ออกแบบจะกำหนดมาเป็น
Pseudo Code หรือ Flow Chart โดยมีการกำหนด Data Validation และกรรมวิธีการจัดการกับ Event
ที่ไม่คาดหมาย ตอดจนสถานภาพเบื้องต้นของแต่ละหน้าจอ
2.4.4.7 Data Managementส่วนการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาใช้นั้น จะมีการกำหนด
ชัดเจนถึงกรรมวิธีว่าจะเรียกใช้โดยตรงหรือเป็นการเรียกใช้แบบส่งคำสั่งไปให้ทำงานข้าง Server
แล้วส่งแต่ผลลัพธ์กลับมาข้าง Client เพื่อการแสดงผล เรื่องการกำหนดงานควรจะทำที่ข้าง Client
หรือข้าง Server หรือทั้งสองข้างซึ่งจะมีผลต่อความเร็ว
2.5 ระบบงาน Hospital Management Information System
(HMIS)
ปัจจุบันนี้ได้มีการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อบริหาร/ จัดการเกี่ยวกับระบบข้อมูลของโรงพยาบาล
หรือที่เรียกว่า Hospital Management Information System (HMIS) ซึ่ง
ซอฟต์แวร์นี้จะช่วยในการจัดการด้านข้อมูล สร้างการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้น สะดวกในการ
เปลี่ยนแปลงแก้ไข (Update) และทำให้เราสามารถใช้ในการติดตามข้อมูลทุกด้านของผู้ป่วยที่
เราต้องการทราบ
HMIS จะ Compiles โดยอาศัยมาตรฐานสากล (International
Standards) 3 ตัวด้วยกันคือ (ICD10) (DRG) (HL7) ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับ
การทำงานในส่วนต่าง ๆ ดังนี้
2.5.1 Patient’s Management Function
2.5.2 Order Communication
2.5.3 Pharmacy
2.5.4 Laboratory
2.5.5 Blood Bank
2.5.6 Radiology
2.5.7 Operation Theater
2.5.8 Dietary & Service
2.5.9 Accidents & Emergency
2.5.10 Nursing Care
2.5.11 Medical Record
2.5.12 Patient’s Financial Management
โดยการทำงานในส่วนของระบบคลังยาและห้องจ่ายยา (Pharmacy) นั้นมีมาตรฐานงานดังนี้
2.5.1.1 สนับสนุนการทำงานของคลังยาและห้องจ่ายยาย่อย ๆ ทั้งหลายใน
18
โรงพยาบาลเดียวกัน
2.5.1.2 อนุญาติให้มีการประเมินผลจากห้องจ่ายยาหลาย ๆ ห้องในเวลาเดียวกัน
2.5.1.3 สนับสนุนการใช้หน่วยในการวัด (Measurement)ได้หลากหลายหน่วย
2.5.1.4 ทำการควบคุมคลังยา (Drug Inventory) ได้อย่างสมบูรณ์
2.5.1.5 รองรับนโยบายด้านราคา / ค่าใช้จ่ายได้หลากหลาย
2.5.1.6 ควบคุมการจ่ายยาประเภทยาควบคุมพิเศษ ณ ช่วงเวลาที่มีการสั่งยาและการจ่าย
ยา
ให้กับผู้ป่วย
2.5.1.7 ตรวจสอบยาหมดอายุ
2.5.1.8 ตรวจสอบโดยอัตโนมัติในเรื่องการแพ้ยาของผู้ป่วย
2.5.1.9 มีระบบรองช่วยในการพิจารณาเลือกใช้ยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์เหมือนกัน หรือใช้
ทดแทนกันได้
2.5.1.10 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ยาตามข้อระบุได้
2.5.1.11 มีการใช้ระบบ Barcode ในการทำงาน
2.5.1.12 ดูแลและทำงานกับ Drug Manufacturing
2.5.1.13 ออกรายงานโดยละเอียดเพื่อประโยชน์ในการควบคุมระบบคลังยาและ
ห้อง จ่ายยา
2.5.1.14 ออกรายงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ด้านการเงิน
2.5.1.15 มีระบบจัดการ / รองรับเรื่องปฏิกิริยาระหว่าง Drug to Drug และ
Drug to Food
2.6 Health Level Seven (HL7)
เป็นหนึ่งในมาตรฐานข้อมูล (Protocal) ที่พัฒนาโดย ANSI-accredited Standards Developing
Organizations (SDOs) สำหรับข้อมูล ที่เป็นมาตรฐานใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เช่น ข้อมูลของ
คนไข้ ซึ่งจะอยู่ในกระบวนการต่างๆ ของระบบโรงพยาบาลเพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน ในการที่จะ
สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลของคนไข้ในฐานข้อมูล ซึ่งมาจากที่แตกต่างกันได้ จึงได้มีการพัฒนา ให้
เป็นรูปแบบเดียวกัน ซึ่งก็คือ HL7 สรุปได้ว่า: HL7 ก็คือ มาตรฐาน ที่ใช้ในการกำหนดเพื่อให้
สามารถ ที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล กันได้ระหว่างโปรแกรม (ข้อมูลก็คือ ข้อมูลคนไข้ เช่น ชื่อ นามสกุล
วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ ผลการตรวจรายงานเป็นต้น)
2.6.1 ความหมายของ HL7 "Level Seven" หมายถึง ระดับที่สูงที่สุดในรูปแบบ
การสื่อสารข้อมูล ตามแบบของ ISO (International Standards Organization)
19
ซึ่งเป็นแบบการสื่อสารข้อมูลแบบเปิดที่เรียกว่า Open Systems Interconnection
(OSI) ซึ่ง ระดับ 7 คือ ระดับการทำงานของโปรแกรม (Application Level)ความ
จำเป็นในการใช้ โปรแกรมระบบโรงพยาบาล ที่เป็นในรูปแบบของ HL7 คำตอบก็ขึ้นอยู่กับ
ความเป็นของ งานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลคนไข้มากกว่า สำหรับโรงพยาบาลที่จำเป็นต้องใช้
โปรแกรมที่เป็นไปตาม HL7 คือ โรงพยาบาล ที่มีโปรแกรม หลายระบบ ซึ่ง ทำให้การ
แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างฐานข้อมูลมีปัญหาคือไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ตัวอย่างเช่นระบบ
โรงพยาบาล ซึ่งแยกเป็น
2.6.1.1 Order Entry (Observation, Pharmacy, Dietary,
and Supplies)
2.6.1.2 Scheduling (Appointment Scheduling and
Resources)
2.6.1.3 Medical Records/Information Management
(Document Management
Services and Resources)
2.6.1.4 Patient Administration (Admission, Discharge,
and Transfer Transactions
2.6.1.5 Observation Reporting (Observation Report
Messages)
2.6.1.6 Financial Management (Patient Accounting and
Charges)
2.6.1.7 Patient Care (Problem-Oriented Records)
2.6.1.8 Xray (RIS) Lab (LIS)
ซึ่งถ้าหากโปรแกรมเหล่านี้ใช้ฐานข้อมูลคนละชุดจะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลคนไข้ได้ถ้าเป็นไป
ตาม HL7 ถ้าระบบที่ใช้อยู่ได้ออกแบบฐานข้อมูลชุดเดียวกันแล้ว ในแง่ของเทคนิค ก็สามารถที่
จะดึงข้อมูลต่างมาตรฐานกันมาใช้ด้วยกัน
2.7 Delphi
Delphi เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างแอพพลิเคชัน หรือซอฟต์แวร์
อีกที โดยจะประกอบด้วยเครื่องมือชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ให้การเขียนโปรแกรมทำได้อย่างสะดวก โดย
ตัว Delphi เป็นเครื่องมือเขียนโปรแกรมชนิด Visual Programming เช่นเดียวกัน
Visual Basic หรือ Visual C++ โดยมีข้อดี คือ สามารถเขียนโปรแกรมได้ง่าย และ
ให้ผลงานออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะแตกต่างจากเครื่องมือเขียนโปรแกรมรุ่นเดิม ๆ เช่น Turbo
Pascal หรือ Borland C ที่มีความยุ่งยากในการใช้งานและการเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรม
20
ดังนั้นจึงจัดให้ Delphi 7.0 เป็นซอฟต์แวร์ประเภท RAD หรือ Rapid
Application Development ซึ่งแปลว่าสามารถสร้างแอพลิเคชันได้อย่างรวดเร็ว
2.7.1 จุดเด่นของ Delphi 7.0 เนื่องจากDelphi 7.0 นั้นผ่านการพัฒนามาเกือบ
10 ปี ตั้งแต่เวอร์ชัน 1.0 ที่ทำงานบน Windows 3.1X โดยมีจุดเด่นมาก คือโปรแกรมที่
ได้จากการเขียนมีขนาดเล็ก ทำงานได้รวดเร็ว ซึ่งมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Visual
Basic 3.0 ในสมัยนั้น อีกประการหนึ่ง Delphi 7.0 ใช้ภาษาออบเจ็กต์ปาสคาลจึงเคยถูก
เปรียบเทียบว่าเป็น Visual Pascal มาแล้ว
เวอร์ชันปัจจุบันของ Delphi นั้นได้รับการพัฒนาให้สามารถสร้างแอพลิเคชันที่ทำงาน
บน Windows ได้ดีเหมือนเดิม โดยมีการปรับปรุงให้สามารถพัฒนาแอพลิเคชันตาม
แนวความคิดของ .NET ซึ่งจะช่วยให้สามารถเขียนโปรแกรมครั้งเดียวแล้วนำไปใช้งานบน
อุปกรณ์ต่างๆ ได้ ขณะเดียวกันก็ได้รับการพัฒนาให้สามารถพัฒนาแอพลิเคชันแบบข้ามแพล็ต
ฟอร์มได้ นั่นคือสามารถพัฒนาแอพลิเคชันที่ทำงานได้บนทั้ง Windows และ Linux
นั่นเอง
2.7.1.1 ความสามารถของ Delphi 7
ก). สร้างแอพลิเคชันสำหรับ Windows ได้อย่างรวดเร็ว และใช้ได้กับ
หลายเวอร์ชัน ซึ่งแอพลิเคชันที่สร้างจาก Delphi ได้รับการยกย่องอย่างมากในด้านขนาด
โปรแกรมที่เล็กกะทัดรัด และทำงานได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกันแอพลิเคชันที่สร้างจากเครื่องมือ
อื่นๆ
ข).สร้างระบบงานด้านฐานข้อมูล ได้หลายรูปแบบ มีวิธีการและเครื่องมือใน
การสร้างระบบงาน ระบบรายงานสำหรับงานในด้านต่าง ๆ เช่น ระบบบัญชี ระบบบริหารงาน
บุคคล ระบบคลังสินค้า หรือแม้แต่ระบบจองตั๋วในโรงภาพยนต์ชั้นนำ แอพลิเคชันที่เกี่ยวกับ
ฐานข้อมูลที่สร้างจาก Delphi สามารถนำไปใช้งานกับระบบฐานข้อมูลชั้นนำแทบทุกชนิดทั่ว
โลก นับตั้งแต่ระบบฐานข้อมูลส่วนบุคคลทั้ง Access, Paradox, Foxpro ไปจนถึง
ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ทั้ง Oracle, Sybase, SQL Server รวมถึงระบบไฟล์ชนิด
ต่างๆ ได้ด้วย
ค). สร้างแอพลิเคชันรองรับ .NET Web Service
ง). พอร์ตโปรแกรมไปใช้งานบน Linux ได้ง่าย โดยผ่านเครื่องมือที่มีชื่อ
ว่า
Kylix
2.8 Case Tools
21
การวิเคราะห์และออกแบบระบบในปัจจุบัน นิยมใช้ Case Tools เป็นเครื่องมือในการ
ทำงาน ซึ่งจะช่วยให้การวิเคราะห์และออกแบบระบบเกิดความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นสำหรับการ
สร้างแบบจำลองต่าง ๆ เนื่องจาก Case Tools สามารถตรวจสอบความผิดพลาดในระหว่าง
การสร้างแบบจำลองได้ และยังสามารถสร้าง Data Dictionary ให้อัตโนมัติอีกด้วย
ความสามารถของ Visio 2002 ในการสร้าง DFD
2.8.1 สามารถใช้สัญลักษณ์ตามทฤษฏีต่าง ๆ เช่น OMT,
Yourdon/DeMarco,
Gane&Sarson
2.8.2 ตรวจสอบความถูกต้องและสอดคล้องของ Data Flows ได้
2.8.3 สามารถสร้าง Process Hierarchy หรือแบ่งย่อยแผนภาพได้
2.8.4 สามารถเพิ่ม Data Items (Data Attributes) ได้จากการสร้าง DFD
และนำไปใช้ในการ
สร้าง E-R Diagram ได้
2.8.5 สามารถใช้ OLE Technology ในการเชื่อมโยงแบบจำลองที่สร้างขึ้นไปยัง
แอพลิเคชัน
อื่นได้
2.8.6 สามารถสร้าง Data Dictionary ได้โดยอัตโนมัติจากรายละเอียดของแต่ละ
สัญลักษณ์ที่กำหนดไว้ในระหว่างการสร้าง DFD
2.9 สรุป
จากที่กล่าวมาในเบื้องต้น ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลส่วนของคลังยาและห้องจ่ายได้นำ
ทฤษฎีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบกล่าวคือ ได้มีการประยุกต์ใช้
สถาปัตยกรรมแบบ Client/Server ในการรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นแม่
ข่ายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นลูกข่าย โดยเลือกใช้ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ (Relational
Model) ในการออกแบบฐานข้อมูล ใช้ MySQL เป็นฐานข้อมูลและใช้ Delphi 7.0
เป็นภาษาในการพัฒนาการซึ่งในการวิเคราะห์และออกแบบระบบสารสนเทศโรงพยาบาลส่วนของ
คลังยาและห้องจ่ายยานี้ได้ยึดหลักระบบมาตรฐานข้อมูลของ HL7
บทที่ 4
ผลการทดสอบระบบ
ในกระบวนการทดสอบระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยานี้ผู้
จัดทำโครงงานใช้วิธีการทดสอบระบบแบบ แบล็กบอกซ์ (black box testing) โดยแบ่ง
การทดสอบออกเป็น 2 ส่วนดังต่อไปนี้
4.1 การทดสอบโดยผู้พัฒนาระบบ ซึ่งเป็นการทดสอบที่ผู้พัฒนาสมมุติข้อมูลขึ้นที่เรียกว่า
Test Data แล้วนำข้อมูลที่สมมุติขึ้นป้อนเข้าสู่ระบบในส่วนการทำงานต่าง ๆ ข้อมูลที่นำมา
ทดสอบเป็นทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง
ผู้จัดทำโครงการได้ออกแบบตารางสำหรับบันทึกผลการทดสอบ โดยแบ่งการทดสอบเป็น 2
ส่วนดังนี้คือ
4.1.1 ตารางบันทึกผลการทดสอบสำหรับการใช้งานระบบ
4.1.2 ตารางบันทึกผลการทดสอบสำหรับการทำงานห้องจ่ายยาและชำระเงิน
ในการทดสอบ จะป้อนข้อมูลที่สมมุติขึ้นสู่ระบบในการทำงานด้านต่างๆ แล้วผู้ทดสอบจะบันทึก
เครื่องหมาย ��ลงในช่องของการทดสอบเมื่อป้อนข้อมูลถูกต้อง และป้อนข้อมูลผิดพลาด ดัง
แสดงในตารางที่ 4-1
ตารางที่ 4-1 ตารางบันทึกผลการทดสอบสำหรับการตรวจสอบการเข้าใช้ระบบ
การทดสอบ
งาน
ป้อนข้อมูลถูกต้อง ป้อนข้อมูลไม่ถูกต้อง
ตรวจสอบการเข้าใช้ระบบงาน
- ป้อน Login Name และ
Password ไม่ถูกต้อง
��
- ป้อน Login Name เกิน ��
- ป้อน Password เกิน ��
จากการทดสอบเมื่อป้อนข้อมูลถูกต้องระบบจะอนุญาติให้ผู้ใช้สามารถ Login เข้าใช้งาน
ระบบได้ แต่หากป้อนข้อมูลไม่ถูกต้องระบบจะทำการเตือนเพื่อให้ผู้ใช้ป้อนข้อมูลแต่ละประเภทให้
ถูกต้องเสียก่อน
44
ตารางที่ 4-2 ตารางบันทึกผลการทดสอบสำหรับการทำงานห้องจ่ายยาและชำระเงิน
การทดสอบ
งาน
ป้อนข้อมูลถูกต้อง ป้อนข้อมูลไม่ถูกต้อง
การบันทึกข้อมูลยา / เวชภัณฑ์ใหม่
-ป้อนข้อมูลถูกต้อง ��
-ไม่ป้อนรหัสยา / เวชภัณฑ์ ��
-ไม่ป้อนชื่อยา / เวชภัณฑ์ ��
-ไม่ป้อนประเภทยา/เวชภัณฑ์ ��
-ไม่ป้อนราคาต้นทุน/หน่วย ��
-ไม่ป้อนราคาต้นทุน / หน่วยเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนราคาขาย / หน่วย ��
-ไม่ป้อนราคาขาย / หน่วยเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงเหลือในคลัง ��
-ป้อนปริมาณคงเหลือต่ำกว่า 0 ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงเหลือเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงคลังต่ำสุด ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงคลังต่ำสุดเป็นตัวเลข ��
-ป้อนปริมาณคงเหลือต่ำสุดต่ำกว่า 0 ��
-ไม่ป้อนวันที่หมดอายุ ��
-ไม่ป้อนวันที่เป็นตัวเลข ��
-ป้อนวันที่น้อยกว่า 1 หรือมากกว่า 31 ��
-ไม่ป้อนปีหมดอายุ ��
-ไม่ป้อนปีหมดอายุเป็นตัวเลข ��
-ป้อนปีหมดอายุต่ำกว่า 2000 ��
การบันทึกข้อมูล Lab ใหม่
-ป้อนข้อมูลถูกต้อง ��
-ไม่ป้อนข้อมูลรหัส Lab ��
-ไม่ป้อนชื่อ Lab ��
- ไม่ป้อนราคาต้นทุน / หน่วย ��
45
ตารางที่ 4-2 ตารางบันทึกผลการทดสอบสำหรับการทำงานห้องจ่ายยาและชำระเงิน (ต่อ)
การทดสอบ
งาน
ป้อนข้อมูลถูกต้อง ป้อนข้อมูลไม่ถูกต้อง
-ไม่ป้อนราคาต้นทุน / หน่วยเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนราคาขาย / หน่วย ��
-ไม่ป้อนราคาขาย / หน่วยเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงเหลือในคลัง ��
-ป้อนปริมาณคงเหลือต่ำกว่า 0 ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงเหลือเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงคลังต่ำสุด ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงคลังต่ำสุดเป็นตัวเลข ��
-ป้อนปริมาณคงเหลือต่ำสุดต่ำกว่า 0 ��
-ไม่ป้อนวันที่หมดอายุ (ประเภทใช้เวชภัณฑ์) ��
-ไม่ป้อนวันที่เป็นตัวเลข (ประเภทใช้
เวชภัณฑ์)
��
-ป้อนวันที่น้อยกว่า 1 หรือมากกว่า 31
(ประเภทใช้เวชภัณฑ์)
��
-ไม่ป้อนปีหมดอายุ (ประเภทใช้เวชภัณฑ์) ��
-ไม่ป้อนปีหมดอายุเป็นตัวเลข (ประเภทใช้
เวชภัณฑ์)
��
-ป้อนปีหมดอายุต่ำกว่า 2000 (ประเภทใช้
เวชภัณฑ์)
��
แก้ไขข้อมูลยา / เวชภัณฑ์
-ป้อนข้อมูลถูกต้อง ��
-ไม่ป้อนรหัสยา / เวชภัณฑ์ ��
-ไม่ป้อนชื่อยา / เวชภัณฑ์ ��
-ไม่ป้อนประเภทยา / เวชภัณฑ์ ��
-ไม่ป้อนราคาต้นทุน / หน่วย ��
-ไม่ป้อนราคาต้นทุน / หน่วยเป็นตัวเลข ��
46
ตารางที่ 4-2 ตารางบันทึกผลการทดสอบสำหรับการทำงานห้องจ่ายยาและชำระเงิน (ต่อ)
การทดสอบ
งาน
ป้อนข้อมูลถูกต้อง ป้อนข้อมูลไม่ถูกต้อง
-ไม่ป้อนราคาขาย / หน่วย ��
-ไม่ป้อนราคาขาย / หน่วยเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงเหลือในคลัง ��
-ป้อนปริมาณคงเหลือต่ำกว่า 0 ��
-เปลี่ยนข้อมูลปริมาณคงเหลือ ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงคลังต่ำสุด ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงคลังต่ำสุดเป็นตัวเลข ��
-ป้อนปริมาณคงเหลือต่ำสุดต่ำกว่า 0 ��
-ไม่ป้อนวันที่หมดอายุ ��
-ไม่ป้อนวันที่เป็นตัวเลข ��
-ป้อนวันที่น้อยกว่า 1 หรือมากกว่า 31 ��
-ไม่ป้อนปีหมดอายุ ��
-ไม่ป้อนปีหมดอายุเป็นตัวเลข ��
-ป้อนปีหมดอายุต่ำกว่า 2000 ��
แก้ไขข้อมูล Lab
-ป้อนข้อมูลถูกต้อง ��
-ไม่ป้อนข้อมูลรหัส Lab ��
-ไม่ป้อนชื่อ Lab ��
-ไม่ป้อนราคาต้นทุน / หน่วย ��
-ไม่ป้อนราคาต้นทุน /หน่วยเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนราคาขาย / หน่วย ��
-ไม่ป้อนราคาขาย / หน่วยเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนปริมาณคลเหลือในคลัง ��
-เปลี่ยนจำนวนคงเหลือ ��
-ไม่ป้อนปริมาณคงคลังต่ำสุด ��
ตารางที่ 4-2 ตารางบันทึกผลการทดสอบสำหรับการทำงานห้องจ่ายยาและชำระเงิน (ต่อ)
47
งาน การทดสอบ ��
ป้อนข้อมูลถูกต้อง ป้อนข้อมูลไม่ถูกต้อง
-ไม่ป้อนปริมาณคงคลังต่ำสุดเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนวันทีเป็นหมดอายุ (ประเภทใช้
เวชภัณฑ์)
��
-ป้อนวันที่น้อยกว่า 1 หรือมากกว่า 31(
ประเภทใช้เวชภัณฑ์)
��
-ไม่ป้อนปีหมดอายุ (ประเภทใช้เวชภัณฑ์) ��
-ไม่ป้อนปีหมดอายุเป็นตัวเลข (ประเภทใช้
เวชภัณฑ์)
��
-ป้อนปีหมดอายุต่ำกว่า 2000 (ประเภทใช้
เวชภัณฑ์)
��
ปรับปรุงปริมาณยา / เวชภัณฑ์ / Lab เข้า
คลัง
-ป้อนข้อมูลถูกต้อง ��
-ไม่ป้อนปริมาณที่รับเข้า ��
-ไม่ป้อนปริมาณเป็นตัวเลข ��
-ป้อนปริมาณต่ำกว่า 0 ��
-ไม่ป้อนราคาต้นทุน / หน่วยเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนราคาขาย / หน่วยเป็นตัวเลข ��
-ไม่ป้อนวันที่ ��
-ไม่ป้อนวันที่เป็นตัวเลข ��
-ป้อนวันที่น้อยกว่า 1 หรือมากกว่า 31 ��
-ไม่ป้อนเดือน ��
-ไม่ป้อนเดือนเป็นตัวเลข ��
-ป้อนเดือนต่ำกว่า 1 หรือมากกว่า 12 ��
-ไม่ป้อนปี ��
-ไม่ป้อนปีเป็นตัวเลข ��
-ป้อนปีต่ำกว่า 2000 ��
48
จากการทดสอบทำให้ทราบว่าเมื่อป้อนข้อมูลที่ถูกต้องระบบจึงจะทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ
แต่ถ้าหากมีการป้อนค่าของข้อมูลที่ผิดพลาดระบบจะมีการเตือนผู้ใช้และไม่ทำงานตามที่ถูกสั่ง
จนกว่าจะป้อนค่าของข้อมูลที่ถูกต้องสอดคล้องกับที่ระบบกำหนดไว้
4.2 หลังจากที่ได้นำระบบนี้ไปทดสอบตามวิธีการแบบ Black Box เรียบร้อยแล้ว
ต่อไปก็จะเป็นการนำระบบงานนี้ไปประเมินเพื่อหาประสิทธิภาพของระบบ และเป็นการทดสอบ
เพื่อยอมรับระบบโดยผู้ใช้ (Acceptance Test by Users) ซึ่งกระบวนการประเมิน
ระบบนี้ เป็นการประเมินเพื่อหาประสิทธิภาพของโครงงานระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วน
ของคลังยาและห้องจ่ายยาที่ได้พัฒนาขึ้น ซึ่งจะมีการแบ่งการประเมินระบบออกเป็น 4 ส่วน
ด้วยกันคือ
4.2.1 Function Requirement Test
4.2.2 Functional Test
4.2.3 Usability Test
4.2.4 Security Test
ในการประเมินแต่ละด้าน จะกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนออกเป็น 2 ด้าน คือ เกณฑ์การ
ให้คะแนนเชิงคุณภาพ และเกณฑ์การให้คะแนนเชิงปริมาณ ซึ่งในเกณฑ์การให้คะแนนเชิงคุณภาพ
และเชิงปริมาณนั้นจะแบ่งออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน คือ
ตารางที่ 4-3 เกณฑ์การให้คะแนนของแบบประเมิน
ระดับเกณฑ์การให้คะแนน
เชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ ความหมาย
ดีมาก 10 9 ระบบสามารถสนับสนุนและรองรับการทำงานเกี่ยวกับงาน
นั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับดีมาก
ดี 8 7 ระบบสามารถสนับสนุนและรองรับการทำงานเกี่ยวกับงาน
นั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับดี
ปานกลาง 6 5 ระบบสามารถสนับสนุนและรองรับการทำงานเกี่ยวกับงาน
นั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับปานกลาง
น้อย 4 3 ระบบสามารถสนับสนุนและรองรับการทำงานเกี่ยวกับงาน
นั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับน้อย
น้อยมาก 2 1 ระบบสามารถสนับสนุนและรองรับการทำงานเกี่ยวกับงาน
นั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับน้อยมาก
49
การประเมินระบบด้าน Functional Requirement Test
การประเมินระบบด้าน Functional Requirement Test เป็นการประเมินเพื่อดู
ว่าระบบที่ได้พัฒนานั้นมีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามความต้องการของผู้ใช้มากน้อย
เพียงใด ซึ่งในการประเมินระบบนี้ ผู้วิจัยได้ออกแบบการประเมินโดยแบ่งหัวข้อที่จะใช้ในการ
ประเมินระบบออกเป็น 7 หัวข้อ ซึ่งผลการประเมินระบบด้าน Functional
Requirement Test ปรากฏดังตารางที่ 4-4 และ 4-5
ตารางที่ 4-4 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Functional
Requirement Test
(สำหรับผู้บริหาร)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
1. ความสามารถในการค้นหาข้อมูล
สะดวก รวดเร็วขึ้น
8.2 0.84 - ดี
2. ความสามารถในการช่วยลดความ
ล่าช้าและลดความผิดพลาดได้ดี
8.6 0.55 - ดี
3. ความสามารถในการลดภาระใน
การทำงานของผู้ใช้
8.6 1.14 - ดี
4. ความสามารถในการรายงานผล
การดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว
8.4 0.55 - ดี
5. การรายงานผลตรงกับความ
ต้องการของผู้ใช้โปรแกรม
8.2 0.45 - ดี
6. ความสามารถในการลดความ
เสียหายต่อข้อมูล
8 0.71 - ดี
7. ความพึงพอใจกับโปรแกรมที่
นำไปใช้
8.2 0.84 - ดี
รวม 8.31 0.23 12.98 ดี
50
ตารางที่ 4-5 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Functional
Requirement Test
(สำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD))
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
1. ความสามารถในการค้นหาข้อมูล
สะดวก รวดเร็วขึ้น
8.0 0.71 - ดี
2. ความสามารถในการช่วยลดความ
ล่าช้าและลดความผิดพลาดได้ดี
8.2 0.45 - ดี
3. ความสามารถในการลดภาระใน
การทำงานของผู้ใช้
8.2 0.84 - ดี
4. ความสามารถในการรายงานผล
การดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว
8.6 0.55 - ดี
5. การรายงานผลตรงกับความ
ต้องการของผู้ใช้โปรแกรม
8.4 1.14 - ดี
6. ความสามารถในการลดความ
เสียหายต่อข้อมูล
8.4 0.89 - ดี
7. ความพึงพอใจกับโปรแกรมที่
นำไปใช้
8.6 0.89 - ดี
รวม 8.34 0.22 13.52 ดี
จากแบบประเมินข้อที่ 1-7 (ภาคผนวก ข)
จากตารางที่ 4-4 และตารางที่ 4-5 เมื่อพิจารณาถึงระดับการประเมินหาประสิทธิภาพ
โดยผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยาในด้าน
Functional Requirement Test สำหรับผู้บริหารพบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.31
ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพระดับดีและสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ
8.34 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพระดับดีเช่นเดียวกันโดยเมื่อพิสูจน์โดยวิธีการหาค่า
t-test ที่ระดับนัยสำคัญ .05
51
การประเมินระบบด้าน Functional Test
การประเมินระบบด้าน Functional Test เป็นการประเมินเพื่อดูว่าระบบที่ได้พัฒนา
มานั้นมีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพสามารถทำงานได้ตามหน้าที่ (Function) ที่มีอยู่ใน
ระบบมากน้อยเพียงใด ซึ่งในการประเมินระบบนี้ผู้วิจัยได้ออกแบบการประเมินโดยแบ่งหัวข้อที่จะ
ใช้ในการประเมินระบบออกเป็น 9 หัวข้อ ซึ่งผลการประเมินระบบด้าน Functional Test
ปรากฏดังตารางที่
4-6 และตารางที่ 4-7
ตารางที่ 4-6 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Functional Test
(สำหรับผู้บริหาร)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
1. ความถูกต้องของการจัดเก็บแต่ละ
ประเภท
8.2 0.84 - ดี
2. ความถูกต้องของการปรับปรุง
แก้ไขข้อมูลแต่ละประเภท
8.8 0.45 - ดี
3. ความสามารถในการแจ้งเตือน
ข้อผิดพลาด
7.6 0.89 - ดี
4. ความถูกต้องในการสืบค้นข้อมูล 7.4 0.89 - ดี
5. ความสามารถในการประมวลผล
ข้อมูลได้ถูกต้อง
8 0.71 - ดี
6. ความสามารถในการรายงานผล
ด้านการเงินได้ถูกต้อง
8.4 0.55 - ดี
7. ความสามารถในการกำหนด
ขอบเขตของข้อมูลที่ป้อน
8.8 0.45 - ดี
8. ความสามารถในการตรวจสอบ
ความถูกต้องของข้อมูลที่ป้อน
8 0.71 - ดี
9. ความสมบูรณ์ของข้อมูลในระบบ 8 1.00 - ดี
รวม 8.13 0.48 5.29 ดี
52
ตารางที่ 4-7 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Functional Test
(สำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
1. ความถูกต้องของการจัดเก็บแต่ละ
ประเภท
7.8 0.45 - ดี
ตารางที่ 4-7 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Functional Test
(สำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่) (ต่อ)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
2. ความถูกต้องของการปรับปรุง
แก้ไขข้อมูลแต่ละประเภท
8.0 0.71 - ดี
3. ความสามารถในการแจ้งเตือน
ข้อผิดพลาด
7.4 0.55 - ดี
4. ความถูกต้องในการสืบค้นข้อมูล 8.2 0.45 - ดี
5. ความสามารถในการประมวลผล
ข้อมูลได้ถูกต้อง
8 1.00 - ดี
6. ความสามารถในการรายงานผล
ด้านการเงินได้ถูกต้อง
8.4 0.55 - ดี
7. ความสามารถในการกำหนด
ขอบเขตของข้อมูลที่ป้อน
8.8 0.84 - ดี
8. ความสามารถในการตรวจสอบ
ความถูกต้องของข้อมูลที่ป้อน
8 0.71 - ดี
9. ความสมบูรณ์ของข้อมูลในระบบ 7.8 0.84 - ดี
รวม 8.04 0.40 5.89 ดี
จากแบบประเมินข้อที่ 8-19 (ภาคผนวก ข)
จากตารางที่ 4-6 และตารางที่ 4-7 เมื่อพิจารณาถึงระดับการประเมินหาประสิทธิภาพ
โดยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยาในด้าน
53
Functional Test สำหรับผู้บริหารพบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.13 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การ
ประเมินประสิทธิภาพระดับดีและสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.04 ซึ่งอยู่ใน
เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพระดับดีเช่นกันโดยเมื่อพิสูจน์โดยวิธีการหาค่า t-test ที่ระดับ
นัยสำคัญ .05
การประเมินระบบด้าน Usability Test
การประเมินระบบด้าน Usability Test เป็นการประเมินเพื่อดูว่าระบบที่ได้พัฒนามา
นั้นมีความสามารถในการใช้งานเป็นอย่างไร เช่น ความง่ายต่อการใช้งานมากน้อยเพียงใด มี
ความเร็วในการประมวลผลเป็นอย่างไร ซึ่งในการประเมินระบบนี้ ผู้วิจัยได้ออกแบบการประเมิน
โดยแบ่ง หัวข้อที่จะใช้ในการประเมินระบบออกเป็น 7 หัวข้อ ซึ่งผลการประเมินระบบด้าน
Usability Test ปรากฏดังตารางที่ 4-8 และตารางที่ 4-9
ตารางที่ 4-8 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Usability Test (สำหรับ
ผู้บริหาร)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
1. ขั้นตอนในการทำงานของ
โปรแกรมง่ายต่อการใช้งาน
7.2 0.84 - ดี
2. แบบฟอร์มในการป้อนข้อมูลมี
ความเข้าใจง่ายต่อการป้อน ข้อมูล
ของผู้ใช้
7.6 0.55 - ดี
3. ความสมดุลของสีของตัวอักษร
และองค์ประกอบของหน้าจอ
8.4 1.34 - ดี
4. ความง่ายในการเรียนรู้การใช้งาน
ด้วยตัวเอง
7.6 0.55 - ดี
5. การเพิ่มและแก้ไขข้อมูลทำได้ง่าย 8.4 0.89 - ดี
6. ความสะดวกรวดเร็วในการ
เลือกใช้เมนู
8.8 0.84 - ดี
7. ความง่ายในการเรียกใช้
โปรแกรม
8.8 0.45 - ดี
54
รวม 8.11 0.64 3.89 ดี
ตารางที่ 4-9 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Usability Test
(สำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
1. ขั้นตอนในการทำงานของ
โปรแกรมง่ายต่อการใช้งาน
7.4 0.55 - ดี
2. แบบฟอร์มในการป้อนข้อมูลมี
ความเข้าใจง่ายต่อการป้อน ข้อมูล
ของผู้ใช้
7.8 0.45 - ดี
3. ความสมดุลของสีของตัวอักษร
และองค์ประกอบของหน้าจอ
8.6 0.55 - ดี
ตารางที่ 4-9 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Usability Test
(สำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่) (ต่อ)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
4. ความง่ายในการเรียนรู้การใช้งาน
ด้วยตัวเอง
8.8 0.84 - ดี
5. การเพิ่มและแก้ไขข้อมูลทำได้ง่าย 8.4 0.45 - ดี
6. ความสะดวกรวดเร็วในการ
เลือกใช้เมนู
8.4 0.55 - ดี
7. ความง่ายในการเรียกใช้
โปรแกรม
8.8 0.45 - ดี
รวม 8.31 0.53 5.58 ดี
จากแบบประเมินข้อที่ 17-23 (ภาคผนวก ข)
จากตารางที่ 4-8 และตารางที่ 4-9 เมื่อพิจารณาถึงระดับการประเมินประสิทธิภาพ โดย
ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยาในด้าน
Usability Test สำหรับผู้บริหารพบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.11 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การ
55
ประเมินประสิทธิภาพระดับดีและสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.31 ซึ่งอยู่
ในเกณฑ์การประเมิน ประสิทธิภาพระดับดีเช่นกันเมื่อพิสูจน์โดยวิธีการหาค่า t-test ที่ระดับ
นัยสำคัญ .05
การประเมินระบบด้าน Security Test
การประเมินระบบด้าน Security Test เป็นการประเมินเพื่อดูว่าระบบที่ได้พัฒนามา
นั้นมีการตรวจสอบการเข้าใช้ข้อมูลในระบบของผู้ใช้ และกำหนดระดับการทำงานได้อย่างถูกต้อง
ซึ่งในการประเมินระบบนี้ผู้วิจัยได้ออกแบบการประเมินโดยแบ่งหัวข้อที่จะใช้ในการประเมิน
ออกเป็น 2 หัวข้อ ซึ่งผลการประเมินระบบด้านSecurity Test ปรากฏดังตารางที่ 4-10
และตารางที่ 4-11
ตารางที่ 4-10 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Security Test
(สำหรับผู้บริหาร)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
1. ความสามารถในการจำกัดระดับ
การใช้งานของผู้ใช้
8.2 0.84 - ดี
ตารางที่ 4-10 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Security Test
(สำหรับผู้บริหาร) (ต่อ)
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
2. ความสามารถในการตรวจสอบ
สิทธิในการเข้าใช้งานระบบ
8.4 0.89 - ดี
รวม 8.3 0.14 20.59 ดี
ตารางที่ 4-11 แสดงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบด้าน Security Test
(สำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่)
56
หัวข้อการประเมิน คะแนน
เฉลี่ย
(X)
ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(SD)
ค่า t ระดับ
ประสิทธิภาพ
1. ความสามารถในการจำกัดระดับ
การใช้งานของผู้ใช้
7.8 0.45 - ดี
2. ความสามารถในการตรวจสอบ
สิทธิในการเข้าใช้งานระบบ
8.0 0.71 - ดี
รวม 7.9 0.14 14.26 ดี
จากแบบประเมินข้อที่ 24 – 25 (ภาคผนวก ข)
จากตารางที่ 4-10 และตารางที่ 4-11 เมื่อพิจารณาถึงระดับการประเมินหา
ประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่าย
ยาในด้าน Security Test สำหรับผู้บริหารพบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.3 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์
การประเมินประสิทธิภาพระดับดี และสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.9 ซึ่ง
อยู่ในเกณฑ์การประเมิน ประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีเช่นเดียวกันเมื่อพิสูจน์โดยวิธีการหาค่า ttest
ที่ระดับนัยสำคัญ .05
บทที่ 3
การวิเคราะห์และออกแบบระบบ
วิธีการดำเนินงานของการพัฒนาระบบบริหารคลังยาและห้องจ่ายยานี้ ผู้วิจัยได้แบ่งวิธีการ
ดำเนินงานออกเป็น 6 ขั้นตอนด้วยกันคือ
3.1 การศึกษาระบบงานเดิม
3.2 การวิเคราะห์ระบบ
3.3 การออกแบบระบบ
3.4 ขั้นตอนการพัฒนาระบบ
3.5 การทดสอบระบบและเก็บรวบรวมข้อมูล
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล
3.1 การศึกษาระบบงานเดิม
การดำเนินงานที่เกี่ยวกับงานคลังยาและห้องจ่ายยาในปัจจุบัน สามารถแบ่งการทำงานใน
ส่วนต่าง ๆได้ดังนี้
3.1.1 การรับข้อมูลนำเข้าของยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา จะต้องมีเจ้าหน้าที่ / พนักงานของ
ทาง
โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแฟ้มยาและเวชภัณฑ์เป็นผู้บันทึกรายละเอียดทุกครั้ง โดยจะ
บันทึกข้อมูลการนำเข้า และปรับปรุงข้อมูลเดิมในแฟ้มยาและเวชภัณฑ์ที่รับผิดชอบ
3.1.2 การเบิกยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาออกจากคลังยา จะต้องมีการเก็บรายละเอียดทุกครั้ง
โดย
เจ้าหน้าที่ / พนักงานที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งการเบิกจ่ายออกเป็น การเบิกจ่ายให้กับคลังย่อยภายใน
โรงพยาบาล และการเบิกจ่ายให้กับหน่วยงานในกรณีที่มีการหยิบยืมหรือแลกเปลี่ยนยากัน ในกรณี
ที่เป็นการยืมหรือแลกเปลี่ยนยาเจ้าหน้าที่ / พนักงานจะต้องสำรวจรายการยาที่จะทำการยืมหรือ
แลกเปลี่ยนโดยตรวจดูปริมาณ วันหมดอายุ และข้อมูลจำเป็นอื่น ซึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อมีข้อมูลจาก
หน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ ครบ
3.1.3 การสำรวจคลังยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาต่าง ๆ จะต้องใช้เจ้าหน้าที่ /พนักงานที่มี
หน้าที่
รับผิดชอบในส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกระทำร่วมกัน และส่งรายงานมายังส่วนกลางในการดูแล
ยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาเพื่อประมวลผลรวมอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใช้ช่วยในการวางแผนจัดซื้อ
หรือการใช้ยาและเวชภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
22
3.2 วิเคราะห์ระบบงาน
ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบงานใหม่ ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และ
ระบบเครือข่ายในสถาปัตยกรรมแบบ Client/Server เข้ามาประยุกต์ใช้กับระบบสารสนเทศ
โรงพยาบาลส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยา ซึ่งในระบบงานเดิมจะประมวลผลขั้นตอน
(Process) ต่าง ๆ ของระบบงานโดยพนักงาน / เจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาล แต่ระบบงาน
ใหม่ที่จัดทำขึ้นจะประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์โดยพนักงาน / เจ้าหน้าที่เป็นเพียงผู้สั่งงานเท่านั้น
โดยจะมีการทำงานดังนี้
3.2.1 การรับข้อมูลนำเข้าของยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา จะมีการบันทึกผ่านทางหน้าจอ
คอมพิวเตอร์โดยพนักงาน / เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งการรับยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาจาก
บริษัทผู้ขายหรือจากหน่วยงานอื่น ซึ่งระบบจะบันทึกรายละเอียดการรับเข้าของยาและเวชภัณฑ์ที่
มิใช่ยาโดยละเอียดและปรับปรุงแฟ้มยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยานี้ให้โดยอัตโนมัติ
3.2.2 การเบิกยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาออกจากคลังยาและมีการบันทึกรายละเอียดในการเบิก
ผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นการบันทึกตามประเภทว่าเป็นการเบิกเพื่อจ่ายห้องยาภายใน
โรงพยาบาลหรือการเบิกเพื่อจ่ายให้แก่หน่วยงานอื่นที่ร้องขอ รวมทั้งการเบิกจ่ายยาและเวชภัณฑ์ที่
มิใช่ยาของห้องจ่ายยาเพื่อจ่ายให้แก่ผู้ป่วยตามใบสั่งแพทย์เป็นต้น ซึ่งการบันทึกรายละเอียดเหล่านี้
ระบบจะทำการปรับปรุงแฟ้มยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา
3.2.3 การสำรวจคลังยา (Stock) สามารถเรียกดูปริมาณยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาได้ผ่าน
ทาง
หน้าจอคอมพิวเตอร์โดยสามารถให้รายละเอียดได้ถึงปริมาณที่มีอยู่ วันหมดอายุของยาและ
เวชภัณฑ์แต่ละรายการ รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ช่วยในการวางแผนจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์อื่นๆ
เพิ่มเติมได้
ระบบสารสนเทศโรงพยาบาลส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยานี้ได้ใช้ Data Flow
Diagram (DFD) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ระบบ โดยแสดงการไหลของข้อมูลและ
ความสัมพันธ์ของ ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ระบบ ดังต่อไปนี้
3.2.4 Context Diagram ซึ่งเป็น Data Flow ระดับบนสุดซึ่งแสดงให้เห็น
ภาพรวมของข้อมูล
เข้าและผลลัพธ์ของระบบ ดังแสดงในภาพที่ 3-1 โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเอนทิตี้
(Entity) หลักจำนวนทั้งสิ้น 6 เอนทิตี้ (Entity) คือ ผู้จำหน่ายเวชภัณฑ์ แพทย์ หน่วยงาน
อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งในที่นี้หมายรวมถึง โรงพยาบาล สถานีอนามัยในเขตการรับผิดชอบดูแลของ
โรงพยาบาลหลัก คลังเวชภัณฑ์ คลังย่อย และห้องจ่ายยาที่มีกับระบบ
23
3.2.5 Data Flow Diagram 0 เพื่อแสดงการไหลของข้อมูลของระบบโดยรวม
และขั้นตอน
การทำงานโดยรวม ดังแสดงในภาพที่ 3-2 ซึ่งจะอธิบายเพิ่มเติมในส่วนของติดต่อแลกเปลี่ยน
ข้อมูลของแต่ละเอนทิตี้ (Entity) กับระบบสารสนเทศโรงพยาบาลส่วนของคลังยาและห้องจ่าย
ยาจาก Context Diagram โดยจะเห็นได้ว่าระบบจะเริ่มมีการทำงานตั้งแต่การลงรับ
เวชภัณฑ์จากใบนำส่งเวชภัณฑ์ของผู้จำหน่ายเวชภัณฑ์ จากนั้นจึงทำการรับเวชภัณฑ์เข้าคลัง
เวชภัณฑ์ซึ่งเป็นคลังใหญ่ของโรงพยาบาล โดยในขั้นตอนนี้จะรวมถึงการรับเวชภัณฑ์ที่ได้จาก
รายการจ่ายคืนจากหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย หลังจากนั้นจะการจัดทำ Stock Card ของ
เวชภัณฑ์ที่รับเข้ามาแล้วสรุปรายการเวชภัณฑ์ที่มีส่งให้กับแพทย์เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการ
สั่งจ่ายเวชภัณฑ์แต่ละชนิด ขั้นตอนต่อมาคือการจ่ายเวชภัณฑ์ซึ่งแบ่งออกเป็นการจ่ายเวชภัณฑ์ตาม
ข้อมูลการสั่งจ่ายเวชภัณฑ์ที่ได้จากแพทย์ในกรณีที่มีการตรวจรักษาผู้ป่วยนอก การจ่ายเวชภัณฑ์
ให้กับคลังย่อยภายในโรงพยาบาล เช่น หอผู้ป่วยใน เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการจ่ายเวชภัณฑ์
ให้กับหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของการแลกเปลี่ยนเวชภัณฑ์หรือการยืม-คืนเวชภัณฑ์ระหว่าง
หน่วยงาน และจะทำการปรับยอดเวชภัณฑ์ในคลังเวชภัณฑ์ โดยในขั้นตอนการทำงานสุดท้ายของ
ระบบคือการตัดยอดเวชภัณฑ์ประจำปีงบประมาณเพื่อจัดเตรียมแผนการสั่งซื้อเวชภัณฑ์จากผู้
จำหน่ายเวชภัณฑ์หรือการจัดซื้อเวชภัณฑ์ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ
3.2.6 Data Flow Diagram Level 1 เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลโดย
ละเอียดในแต่
ละขั้นของการทำงานของระบบ โดยมีด้วยกัน 6 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการลงรายการรับ
เวชภัณฑ์ แสดงดังภาพที่ 3-3 ขั้นตอนการรับเวชภัณฑ์เข้าคลังเวชภัณฑ์แสดงดังภาพที่ 3-4
ขั้นตอนในการจัดทำ Stock Card แสดงดังภาพที่ 3-5 ขั้นตอนการจ่ายเวชภัณฑ์แสดงดังภาพ
ที่ 3-6 ขั้นตอนการปรับยอดเวชภัณฑ์แสดงดังภาพที่ 3-7 และขั้นตอนในการตัดยอดเวชภัณฑ์
ประจำปีงบประมาณแสดงดังภาพที่ 3-8
3.2.7 E-R Diagram เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลโดยรวมภายในระบบ ดัง
แสดง
ในภาพที่ 3-9
24
25
26
27
28
29
30
31
การออกแบบฐานข้อมูลของระบบ
ในส่วนของการออกแบบฐานข้อมูลของระบบจะใช้ E-R Diagram มาช่วยในการ
นำเสนอโครงสร้างของฐานข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ในระบบดังแสดงในภาพที่ 3-
9 หลังจากนั้นจึงแปลง E-R Diagram เป็นตารางเก็บข้อมูล ดังตารางที่ 3-1
ตารางที่ 3-1 ชื่อย่อเวชภัณฑ์ drugalias
Field Type Key Description
Icode Varchar(7) PK รหัสยา
Aliasname Varchar(50) ชื่อสามัญยา
ตารางที่ 3-2 ประเภทเงินงบประมาณ drugbdgtype
32
Field Type Key Description
Bdgtype char(1) PK รหัสประเภทเงิน
Name varchar(150) ชื่อของประเภทเงิน
ตารางที่ 3-3 บริษัทผู้จำหน่าย drugcom
Field Type Key Description
Icode char(7) PK รหัสยา
Phmdlr char(3) บริษัทผู้จำหน่าย
Price double(22,3) ราคา
ตารางที่ 3-4 รายการรับเวชภัณฑ์เข้าคลังย่อย drugdepartment
Field Type Key Description
Contact varchar(250) ชื่อผู้ติดต่อ
Phmdlr char(3) PK บริษัทผู้จำหน่าย
Phmname varchar(250) ชื่อบริษัทผู้ผลิต
Phmtype char(1) ประเภทของยา
Recpcode varchar(4) รหัสใบรับของ
Genericname varchar(100) ชื่อทางวิทยาศาสตร์
ตารางที่ 3-5 ข้อมูลเวชภัณฑ์(ฉลาก) druggpo
Field Type Key Description
Hasproduct Smallint(6) รหัสการผลิต
Icode Varchar(7) PK รหัสยา
Itemnote Text คำบรรยาย
Price Double(22,3) ราคา
ตารางที่ 3-6 คำอธิบายเสริม drughint
Field Type Key Description
Hc Char(2) PK รหัสบรรยาย
Hinttext Varchar(150) คำบรรยายสรรพคุณยา
33
ตารางที่ 3-7 รายละเอียดเวชภัณฑ์ drugitems
Field Type Key Description
Icode varchar(7) PK รหัสยา
Name varchar(100) PK ชื่อยา
Strength varchar(15) PK หน่วยนับความแรง
Units varchar(50) PK หน่วยนับย่อย
Unitprice double(22,3) ราคาต่อหน่วยย่อย
Dosageform varchar(100) รูปแบบการบรรจุ
Criticalpriori
ty
int(11) ลำดับความสำคัญ
Drugaccount char(1) ประเภทในบัญชียาหลัก
Drugcategor
y
varchar(150) PK กลุ่มของเวชภัณฑ์
Drugnote varchar(150) หมายเหตุค้นหา
Hintcode char(2) PK รหัสช่วยในการใช้ยา
Istatus char(1) สถานภาพของเวชภัณฑ์
Lastupdatest
dprice
datetime แก้ไขครั้งสุดท้าย
Lockprice char(1) ล็อคการแก้ไขราคา
Lockprint char(1) ล็อคการพิมพ์
Field Type Key Description
Maxlevel int(11) จำนวนสูงสุดในคลัง
Minlevel int(11) จำนวนต่ำสุดในคลัง
Maxunitperd
ose
int(11) จำนวนจ่ายสูงสุด/ครั้ง
Packqty int(11) จำนวนบรรจุต่อหน่วย
Reorderqty int(11) จำนวนสั่งซื้อใหม่ในแต่ละครั้ง
Stdprice double(22,3) ราคากลาง
Stdtaken varchar(30) วิธีการใช้ปกติ
Therapeutic varchar(150) กลุ่มการออกฤทธิ์(ย่อย)
34
Therapeuticg
roup
varchar(150) กลุ่มการออกฤทธิ์(หลัก)
ตารางที่ 3-8 รายการเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาล drugjoin
Field Type Key Description
Icode char(7) PK รหัสยา
Bdgyear Date PK รหัสประเภทงบประมาณ
Startdate Date วันที่เริ่มใช้
Enddate Date วันยุติการใช้
Price double(22,3) ราคา
Phmdlr char(3) บริษัทตัวแทนจำหน่าย
ตารางที่ 3-9 รายการรับเวชภัณฑ์เข้าคลัง drugminp
Field Type Key Description
Minpno varchar(9) PK ลำดับของเลขเอกสาร
Invno varchar(100) PK เลขที่ใบส่งของ
Minptype char(2) ประเภทการรับเข้า
Bdgtype char(1) ประเภทของเงินที่จ่าย
Dscamt double(22,3) ส่วนลด
Inpdate datetime วันที่รับเข้า
Note varchar(100) หมายเหตุ
ตารางที่ 3-9 รายการรับเวชภัณฑ์ drugminp (ต่อ)
Field Type Key Description
Pono varchar(100) เลขเอกสารที่สั่งซื้อ
Phmdlr char(3) บริษัทตัวแทนจำหน่าย/จ่าย
Vatamt double(22,3) ภาษามูลค่าเพิ่ม
ตารางที่ 3-10 ประเภทการรับเวชภัณฑ์ drugminptype
Field Type Key Description
Minptype char(2) PK ประเภทการรับเข้า
Name varchar(100) PK ชื่อประเภทการรับเข้า
35
ตารางที่ 3-11 รายละเอียดการรับเวชภัณฑ์ drugminpdt
Field Type Key Description
Minpno varchar(9) PK รหัสเลขเอกสาร
Icode varchar(7) PK รหัสยา
Costrate double(22,3) ราคารับเข้า
Expdate Datetime วันหมดอายุ
Inpqty int(11) จำนวนรับเข้า
Lotno varchar(50) เลขที่ล็อตที่รับเข้า
Packqty int(11) จำนวน/ภาชนะบรรจุ
Vatamt double(22,3) ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ตารางที่ 3-12 แผนการจัดซื้อ drugorderplan
Field Type Key Description
Icode char(7) PK รหัสยา
period1 int(11) ระยะแรก
period2 int(11) ระยะที่สอง
period3 int(11) ระยะที่สาม
period4 int(11) ระยะที่สี่
Planyear datetime ปีงบประมาณ
ตารางที่ 3-13 รายการจ่ายเวชภัณฑ์ drugpaylist
Field Type Key Description
Payref varchar(6) PK รหัสเลขที่การจ่าย
Expiredate datetime วันหมดอายุของรายการจ่าย
Icode varchar(7) PK รหัสยา
Lotno varchar(15) PK รหัสล็อตรายการที่จ่าย
Minpno varchar(9) รหัสเลขเอกสารของรายการจ่าย
Qty int(11) จำนวนจ่าย
Unitprice double(22,3) ราคาต้นทุนที่จ่าย
36
ตารางที่ 3-14 ข้อมูลอ้างอิงรายการจ่ายเวชภัณฑ์ drugpayref
Field Type Key Description
Payref varchar(6) PK หน่วยงานที่รับ
Paydate datetime PK วันที่จ่าย
Guarantor varchar(35) ผู้รับรองการจ่ายยา
Linkref varchar(100) การติดต่อผู้รับจากการจ่าย
Payamount double(22,3) จำนวนที่จ่าย
Ptype char(2) PK ประเภทการจ่าย
Recpcode varchar(4) รหัสรับของรายการจ่าย
ตารางที่ 3-15 ผู้จ่ายเวชภัณฑ์drugphmtype
Field Type Key Description
Phmtype char(1) PK ประเภทผู้จ่าย
Name varchar(250) ชื่อผู้จ่าย
ตารางที่ 3-16 ประเภทการจ่ายเวชภัณฑ์ drugptype
Field Type Key Description
Ptype char(2) PK ประเภทการจ่าย
ตารางที่ 3-16 ประเภทการจ่ายเวชภัณฑ์ drugtype (ต่อ)
Field Type Key Description
Ptypename varchar(75) ชื่อประเภทการจ่าย
ตารางที่ 3-17 รับเวชภัณฑ์ drugrecipient
Field Type Key Description
Recpcode varchar(4) PK เลขที่รับ
Recipient varchar(45) ผู้รับ
Recptype char(1) รหัสประเภทการรับ
ตารางที่ 3-18 ประเภทการรับเวชภัณฑ์ drugrtype
Field Type Key Description
Rcode char(1) PK รหัสการรับ
37
Rtype varchar(100) ประเภทการรับ
ตารางที่ 3-19 ชื่อมาตรฐานของเวชภัณฑ์ drugstdgeneric
Field Type Key Description
Genericname varchar(150) ชื่อทางวิทยาศาสตร์
Genericgroup varchar(150) PK กลุ่มของชื่อยา
ตารางที่ 3-20 คลังเวชภัณฑ์ drugstock
Field Type Key Description
Icode Varchar(7) PK รหัสยา
Lotno Varchar(50) PK รหัสล็อตของยา
Minpno Varchar(9) PK รหัสเอกสาร
Costrate Double(22,3) ราคารับเข้า
Expiredate Datetime วันที่หมดอายุ
Leftqty int(11) จำนวนที่ใช้ไป
Payqty int(11) จำนวนที่จ่าย
ตารางที่ 3-20 คลังเวชภัณฑ์ drugstock (ต่อ)
Field Type Key Description
Quantity int(11) ปริมาณรวม
Receivedate Datetime วันที่รับเข้า
ตารางที่ 3-21 แผนการสั่งเวชภัณฑ์เข้าคลัง drugstockproposeorder
Field Type Key Description
Podate Date PK วันที่คาดการจะสั่ง
Icode char(7) PK รหัสยา
Dflag char(1) สถานะยา
Islock Smallint(6) PK รหัสคลัง
Orderqty int(11) ปริมาณการสั่ง
Unitprice Double(22,3) ราคาต่อหน่วย
ตารางที่ 3-22 ตัวแทนจำหน่ายเวชภัณฑ์ drugsupport
38
Field Type Key Description
Icode varchar(7) PK รหัสยา
Drugnote Text หมายเหตุ
Phmdlr char(3) บริษัทตัวแทนจำหน่าย
ตารางที่ 3-23 รายการยืมเวชภัณฑ์ drugtempreorder
Field Type Key Description
Guarantor varchar(35) ผู้รับรอง
Icode varchar(7) PK รหัสยา
Linkref varchar(100) PK สถานที่ติดต่อผู้รับ
Paydate Datetime วันที่จ่าย
Payref varchar(6) ผู้จ่าย
Ptype char(2) ประเภทการจ่าย
Qty int(11) ปริมาณการจ่าย
ตารางที่ 3-23 รายการยืมเวชภัณฑ์ drugtempreorder
Field Type Key Description
Recpcode varchar(4) รหัสการรับของรายการจ่าย
ตารางที่ 3-24 หน่วยเวชภัณฑ์ drugunits
Field Type Key Description
Units varchar(50) ขนาดบรรจุต่อหน่วย
ตารางที่ 3-25 วิธีการใช้เวชภัณฑ์ drugusage
Field Type Key Description
Drugusage varchar(4) PK วิธีการใช้ยา
Code varchar(25) PK รหัสย่อวิธีการใช้
Name1 varchar(150) ชื่อสามัญ
Name2 varchar(150) ชื่อสามัญ2
name3 varchar(150) ชื่อสามัญ 3
Shortlist varchar(50) สรุปวิธีการใช้
39
Idrlink varchar(20) รหัสเชื่อมโยงโหมด 1
3.4 การพัฒนาระบบ
หลังจากวิเคราะห์และออกแบบระบบเรียบร้อยแล้ว จะเป็นขั้นตอนการพัฒนาระบบ โดยใน
การจัดทำสารนิพนธ์ครั้งนี้ได้ใช้โปรแกรม Delphi 7.0 ร่วมกับโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล MySQL
เป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ง่ายและสนับสนุน
ระบบปฏิบัติการได้หลากหลายรูปแบบ อีกทั้ง Delphi 7.0 มี Component ของ Delphi 7.0 ช่วยใน
การพัฒนามากมายหลายประเภทและสามารถหา Download ได้ จากนั้นจึงออกแบบส่วนประสาน
กับผู้ใช้ (User Interface Design) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบหน้าจอ (Screen) ฟอร์มต่าง ๆ (Form)
อันได้แก่ฟอร์มของการทำงานในการลงรายการรับเวชภัณฑ์ ฟอร์มของการทำงานในการรับ
เวชภัณฑ์เข้าคลัง ฟอร์มของการทำงานในการการทำ Stock Card ฟอร์มของการทำงานในการการ
ปรับยอด เวชภัณฑ์ และฟอร์มการทำงานในการในการตัดยอดเวชภัณฑ์ และรูปแบบของการ
รายงานผล (Report) โดยที่หน้าจอต่าง ๆ อธิบายได้ดังภาคผนวก ค
โดยเมื่อพัฒนาระบบจะกระทำควบคู่ไปกับการศึกษาการใช้งาน Delphi เพราะ Delphi มีการ
พัฒนาเพิ่มเติมอยู่เสมอและมี Component ใหม่ๆที่ง่ายต่อการนำมาเป็นเครื่องมือเสริมเพื่อพัฒนาให้
ระบบมีความสมบูรณ์อยู่เสมอ และในระหว่างที่พัฒนาระบบอยู่นั้นได้ทำการทดสอบและเก็บ
รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ระบบมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
3.4.1 การทดสอบระบบและเก็บรวบรวมข้อมูล ในการทดสอบระบบที่พัฒนาขึ้นใช้วิธีการ
ทดสอบแบบแบล็กบอกซ์ (Black Box Testing) โดยแบ่งการทดสอบเป็น 2 ส่วน ดังต่อไปนี้
3.4.1.1 การทดสอบโดยการสมมุติข้อมูลขึ้น ซึ่งข้อมูลที่สมมุติเป็นข้อมูลหลายรูป
แบบโดยเฉพาะบางข้อมูลที่เป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดความผิดพลาด เช่น การป้อนข้อมูลผิดประเภท
เพื่อตรวจสอบหาความผิดพลาดของระบบ
3.4.1.2 การทดสอบโดยผู้ใช้ระบบ เป็นการทดสอบโดยให้ผู้ที่มีทำงานและผู้ที่มี
ความเชี่ยวชาญในการทดสอบระบบทำการทดสอบ โดยให้ทดสอบในด้านต่าง ๆรวม 4 ด้านคือ
ก). Functional Requirement Test
ข). Functional Test
ค). Usability Test
ง). Security Test
3.5 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
40
จากข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินผลประสิทธิภาพของระบบที่ได้จากผู้ทดสอบระบบ สามารถ
นำมาแปลงเป็นระดับประสิทธิภาพคือ
9.00-10 หมายถึง มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับที่ผู้ใช้พึงพอใจดีมาก
7.00-8.99 หมายถึง มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับที่ผู้ใช้พึงพอใจดี
5.00-6.99 หมายถึง มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับที่ผู้ใช้พึงพอใจปานกลาง
3.00-4.99 หมายถึง มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับที่ผู้ใช้พึงพอใจน้อย
1.00-2.99 หมายถึง มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับที่ผู้ใช้พึงพอใจน้อยมาก
นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติ โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t
3.5.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
3.5.1.1 ค่าคะแนนเฉลี่ย ( X ) จากสูตร
X = ΣX
N
เมื่อ X = ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
N = จำนวนผู้ทดสอบ
ΣX = ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
3.5.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
SD = nΣd2 – (Σd)2
n(n-1)
เมื่อ SD = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่าง
d = ผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ตัวอย่าง
n = จำนวนตัวอย่าง
d = ค่าเฉลี่ยของผลต่าง
3.5.3 t-test
t = μ - x
SD
√ n
เมื่อ μ = ค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากร
x = ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
SD = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่าง
41
n = ประชากร
บทที่ 5
สรุปผลการจัดทำโครงงานและข้อเสนอแนะ
การพัฒนาระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยาครั้งนี้ มีจุดประสงค์
เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลโดยทั่วไป ทั้งในด้านการ
จัดเก็บ สืบค้น แก้ไข ลบข้อมูลต่างๆ โดยผู้วิจัยได้รับการประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยผู้ที่
ทำงานในโรงพยาบาลต่าง ๆ ด้วยวิธีการสาธิตและทดลองใช้โปรแกรมและประเมินผลการทำงาน
ด้านต่าง ๆ จากแบบประเมินประสิทธิภาพที่จัดทำขึ้น เพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพของระบบ และ
คำแนะนำในการพัฒนาระบบการสอบในครั้งนี้
5.1 สรุปผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบ
เมื่อได้นำระบบที่ได้พัฒนานี้ไปทดสอบเพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ สามารถ
สรุปผลการประเมินแต่ละด้านได้ดังนี้
สำหรับผู้บริหาร
5.1.1 ผลการประเมินด้าน Functional Requirement Test มีประสิทธิภาพอยู่
ในระดับดี
5.1.2 ผลการประเมินด้าน Functional Test มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี
5.1.3 ผลการประเมินด้าน Usability Test มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี
5.1.4 ผลการประเมินด้าน Security Test มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี
สำหรับผู้ปฎิบัติหน้าที่
5.2.1 ผลการประเมินด้าน Functional Requirement Test มีประสิทธิภาพอยู่
ในระดับดี
5.2.2 ผลการประเมินด้าน Functional Test มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี
5.2.3 ผลการประเมินด้าน Usability Test มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี
5.2.4 ผลการประเมินด้าน Security Test มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี
หลังจากที่ได้ทราบถึงผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบในแต่ละด้านเรียบร้อยแล้วนำ
เอาผลการประเมินในแต่ละด้านมาผ่านระเบียบวิธีการทางสถิติ เพื่อหาค่าเฉลี่ย (Mean) อีกครั้ง
สำหรับผู้บริหารพบว่าได้ค่าเฉลี่ย 8.21 และสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่พบว่าได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ
8.145สามารถสรุปผลการประเมินประสิทธิภาพโดยรวมของระบบได้ว่าระบบสารสนเทศ
โรงพยาบาลส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยานี้มีประสิทธิภาพการทำงานอยู่ในระดับที่ผู้ใช้พึงพอใจดี
57
5.2 ข้อเสนอแนะโดยผู้เชี่ยวชาญ
จากการที่ได้นำระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยาไปให้
ผู้เชี่ยวชาญประเมินระบบแล้ว ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านมีข้อเสนอแนะในส่วนต่าง ๆ ดังนี้
5.2.1 ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยานี้เหมาะสมกับการ
ใช้งาน
ทั่วๆ ไป ไม่เหมาะกับการนำไปใช้กับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนในการทำงานมาก
เนื่องจากขาดการตั้งค่ารายละเอียดที่จำเป็นต่อการใช้งาน
5.2.2 ผู้ใช้ต้องมีความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานและเข้าใจการทำงานของระบบ เพราะ
ในบางขั้นตอนอาจจะมีความซับซ้อน
5 . 3 คำแนะนำจากผู้วิจัย
ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยานี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเพื่อให้
การพัฒนามีความสมบูรณ์มากขึ้นและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาครั้งต่อไป ผู้วิจัยมี
ข้อเสนอแนะดังนี้
5.3.1 ระบบนี้ยังมีการทำงานไม่ครบถ้วนในบางส่วน เช่น ระบบผู้ป่วยในไม่มีระบบ
ห้อง
ปฏิบัติการที่สมบูรณ์ ยังไม่มีระบบสั่งซื้อและระบบการเงินที่สมบูรณ์
5.3.2 การที่จะใช้ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล:ส่วนของคลังยาและห้องจ่ายยาให้
สมบูรณ์
ต้องมีการพัฒนาระบบสารเทศโรงพยาบาลในส่วนต่างๆควบคู่กันไปด้วยเนื่องจากมีหลายโมดูล
การทำงานที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันในการนำ ข้อมูลมาใช้กับระบบ
5.3.3 การพัฒนาขั้นต่อไปควรคำนึงถึงเทคโนโลยีที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้
ใน
ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี
5.3.4 ควรพัฒนาให้มีระบบเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลของสำนักหลักประกันสุขภาพ
แห่ง
ชาติเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานต่อไปในอนาคต

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย



บทที่ 1
บทนำ
1.1กกความเป็นมาและความสำคัญของสารนิพนธ์
ปัจจุบันหน่วยงานภายในองค์กรเอกชน และราชการได้นำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้
ในการทำงานมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการทำงาน ซึ่งทำให้หน่วยงาน
ที่ให้บริการด้านระบบสารสนเทศขององค์กรมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ต้องดูแลรับผิดชอบอยู่เป็น
จำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานคอมพิวเตอร์ หรือสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องรับผิดชอบตั้งแต่
การติดตั้งให้มีการใช้งาน การจัดเก็บข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ได้แก่ สัญญา
การรับประกัน การซ่อมแซม การจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คุณลักษณะของอุปกรณ์
คอมพิวเตอร์แต่ละตัว ซึ่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เหล่านี้มีการติดตั้งใช้งานไว้แต่ละสถานที่กระจัด
กระจายอยู่ทั่วไปภายในองค์กร และมีวิธีการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อยู่ใน
รูปแบบเอกสารบนกระดาษ มีหลายรูปแบบ และมีการจัดเก็บอยู่หลายแห่ง ซึ่งในการทำงาน
การจัดเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนการแก้ปัญหามักจะประสบปัญหาดังนี้
1. ข้อมูลที่อยู่ไม่ได้เก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ในรูป
เอกสารบนกระดาษและจัดเก็บอยู่หลายแห่ง ถ้ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูลอาจปรับปรุง
ไม่ครบทุกแห่ง ทำให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ซึ่งจะทำให้ไม่ทราบว่าข้อมูลชุดใดเป็นข้อมูลที่ถูกต้องทำ
ให้เสียเวลามากขึ้น
2. เมื่อผู้บริหารต้องการข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจต้องใช้เวลานาน เพื่อค้นหาและ
รวมข้อมูลตามความต้องการ
3. ผู้บริหารไม่สามารถค้นหาสารสนเทศได้ด้วยตนเอง
4. การทำงานของเจ้าหน้าที่เกิดความล่าช้าและขาดประสิทธิภาพในการทำงาน
5. ปัญหาด้านการบริหารจัดการอุปกรณ์ที่มีอยู่มาใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และการ
เสียหายของอุปกรณ์เร็วกว่าที่กำหนดเนื่องจากการจัดเก็บในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม
6. ปัญหาเรื่องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดส่งซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เกิดความชำรุดเสียหายที่ไม่
เป็นระบบ
7. ปัญหาติดตามลักษณะการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วง และ
อุปกรณ์เครือข่ายทุกชนิด
2
1.2 วัตถุประสงค์ของสารนิพนธ์
เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย
1.3 ขอบเขตของสารนิพนธ์
สารนิพนธ์เรื่อง “ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ
เครือข่าย กรณีศึกษา สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม” จัดทำขึ้น
เพื่อเป็นการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบการทำงานด้านการให้บริการ
หน่วยงานภายในสถาบัน โดยแบ่งงานออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้
1.3.1 ส่วนของระบบพนักงานผู้รับและผู้ให้บริการ
1.3.1.1 สามารถเพิ่มข้อมูลรายละเอียดของพนักงานได้
1.3.1.2 สามารถแก้ไขข้อมูลรายละเอียดของพนักงานได้
1.3.1.3 สามารถลบข้อมูลรายละเอียดของพนักงานได้
1.3.2 ส่วนทะเบียนประวัติพื้นฐานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครือข่าย และ
อุปกรณ์ต่อพ่วง
1.3.2.1 สามารถเพิ่มข้อมูลรายละเอียดของอุปกรณ์ได้
1.3.2.2 สามารถแก้ไขข้อมูลรายละเอียดของอุปกรณ์ได้
1.3.2.3 สามารถลบข้อมูลรายละเอียดของอุปกรณ์ได้
1.3.2.4 สามารถค้นหาข้อมูลรายละเอียดของอุปกรณ์ได้
1.3.3 ส่วนระบบการรับแจ้งปัญหาและบันทึกการให้บริการ
1.3.3.1 สามารถเพิ่มการรับแจ้งปัญหาจากผู้ใช้บริการได้
1.3.3.2 สามารถลบการรับแจ้งปัญหาจากผู้ใช้บริการได้
1.3.3.3 สามารถค้นหาข้อมูลรายละเอียดการรับแจ้งปัญหาตามช่วงเวลาได้
1.3.3.4 สามารถบันทึกการแก้ไขปัญหาของพนักงานได้
1.3.3 ส่วนระบบรักษาความปลอดภัย
1.3.3.1 สามารถกำหนดผู้ใช้ระบบได้โดยกำหนดรหัสผ่านได้
1.3.3.2 สามารถแก้ไขรหัสผ่านได้
1.3.4 ส่วนระบบรายงาน
1.3.4.1 สามารถรายงานผลการปฏิบัติงานของพนักงาน โดยกำหนดช่วงเวลา
ได้
1.3.4.1 สามารถรายงานผลการตรวจซ่อมอุปกรณ์โดยกำหนดช่วงเวลาได้
3
4
1.4 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาระบบ
1.4.1 อุปกรณ์ด้านฮาร์ดแวร์
1.4.1.1 เครื่องแม่ข่าย (Server) เครื่องคอมพิวเตอร์ Pentium III 1
GHz พร้อมอุปกรณ์ครบชุด
1.4.1.2 เครื่องลูกข่าย (Client) เครื่องคอมพิวเตอร์ Pentium III 1
GHz พร้อมอุปกรณ์ครบชุด
1.4.1.3 เครื่องพิมพ์เลเซอร์
1.4.2 ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการพัฒนาระบบ
1.4.2.1 ระบบปฏิบัติการ LINUX เวอร์ชั่น 8.0 สำหรับเครื่องแม่ข่าย
1.4.2.2 ระบบปฏิบัติการ Windows 98 หรือ ME หรือ XP สำหรับ
เครื่อง ลูกข่าย
1.4.2.3 ระบบการจัดการฐานข้อมูล MySQL
1.4.2.4 ซอฟต์แวร์ Browser ได้แก่ Internet Explorer
1.4.2.5 ซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบกราฟฟิค ได้แก่ Photoshop
1.4.2.6 ซอฟต์แวร์สร้าง Web Pages ได้ Macromedia
Dreamweaver MX
1.4.2.7 ซอฟต์แวร์เขียน HTML ได้แก่ Edit Plus
1.4.2.8 ซอฟต์แวร์ Web Server ได้แก่ Apache
1.4.3 ภาษาที่ใช้ในการพัฒนาระบบ
1.4.3.1 ภาษา PHP
1.4.3.2 ภาษา HTML (Hypertext Markup Language)
1.4.3.3 ภาษา Java script
1.4.3.4 ภาษา SQL (Structured Query Language)
1.5 ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.5.1 ได้ระบบการบริหารจัดการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการ
บริหารจัดการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ
1.5.2 การจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบการตรวจซ่อมมีความ ถูกต้อง
น่าเชื่อถือ และเป็นปัจจุบัน
1.5.3 สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
5
1.5.4 สามารถตรวจสอบและค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
1.5.5 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาระบบเป็น Freeware จึงช่วยลดค่าใช้จ่าย
1.6 ระยะเวลาในการดำเนินงาน
มีระยะเวลาในการทำงาน 11 เดือน มีรายละเอียดการทำงานดังภาพที่ 1-1
2546 2547
กิจกรรม
เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ.
1. ศึกษาและรวบรวมข้อมูล
- ศึกษาการทำงานของระบบ
- ศึกษาข้อจำกัดของระบบ
- ศึกษาเครื่องมือที่ใช้พัฒนาระบบ
- กำหนดขอบเขตของงาน
2. วิเคราะห์และออกแบบระบบ
- วิเคราะห์ระบบงานเดิม
- วิเคราะห์ระบบงานใหม่
- ออกแบบระบบ
3. พัฒนาระบบ
4. ทดสอบระบบ
5. ประเมินและวัดผล
6. การจัดทำเอกสารและคู่มือ
ภาพที่ 1-1 แผนการดำเนินงานของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์
คอมพิวเตอร์และเครือข่าย
6
บทที่ 5
สรุปผลและข้อเสนอแนะ
5.1กกสรุปผลการดำเนินงาน
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย เป็นการ
พัฒนาระบบเพื่อช่วยให้พนักงานสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
มีระบบบริหารและจัดการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ทำงานโดยนำเอาเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินทราเน็ต เข้ามาประยุกต์ใช้
งาน ซึ่งสามารถสรุปความสามารถของระบบได้ดังนี้
1. สามารถบันทึกรายละเอียดของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่ายได้
2.ก สามารถค้นหาข้อมูลได้ตามหมายเลขครุภัณฑ์ประจำอุปกรณ์ได้ โดยผ่านเว็บไซด์
3. สามารถติดตามสถานะของการซ่อมบำรุงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่ายได้
4. สามารถตรวจสอบประวัติการซ่อมของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่ายได้จาก
ประวัติการซ่อมบำรุงของอุปกรณ์นั้นๆ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์อาการเสียเบื้องต้นได้
5. สามารถออกรายงานประวัติการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด
6. สามารถออกรายงานประวัติการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ได้ แยกตามผู้รับผิดชอบ
7. สามารถแสดงรูปภาพของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่ายนั้นๆ ได้
8. สามารถจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้ในระบบได้
9. สามารถลบและแก้ไขข้อมูลของผู้ใช้ในระบบได้
5.2กกสรุปผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบ
จากผลการทดสอบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ
เครือข่ายสรุปได้ว่า ซอฟต์แวร์มีประสิทธิภาพการทำงานด้าน Functionality อยู่ในระดับดี
มาก และในด้าน Usability อยู่ในระดับดี สรุปได้ว่าระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและ
บริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย มีประสิทธิภาพในการทำงานอยู่ในระดับดี
5.3 ข้อเสนอแนะ
5.3.1 การพัฒนาระบบนี้ใช้ซอฟต์แวร์จัดการด้านฐานข้อมูล MySQL ซึ่งเป็น
ซอฟต์แวร์จัดการด้านฐานข้อมูลที่เหมาะสำหรับการจัดการฐานข้อมูลที่มีขนาดเล็กและขนาด
กลาง ซึ่งไม่มีความสามารถในด้านการทำงานแบบทรานแซกชันดังนั้นจึงควรมีการปรับเปลี่ยน
ไปใช้ซอฟต์แวร์จัดการด้านฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพดีกว่าและเป็นฟรีแวร์ อย่างเช่น
PostgreSQL
ไปใช้ซอฟต์แวร์จัดการด้านฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพดีกว่าและเป็นฟรีแวร์อย่างเช่น
PostgreSQL
5.3.2 ในการพัฒนาระบบนี้ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของความปลอดภัยมากนัก เนื่องจาก
เน้นการทำงานในลักษณะของเครือข่าย Intranet ซึ่งอยู่ในภายในองค์กรเอง ซึ่งเป็นระดับที่มี
การติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยรวมไว้ในระบบปฏิบัติการโดยสามารถจำแนกความ
แตกต่างและจำแนกสิทธิการใช้งานของผูใ้ ช้แตล่ ะคนไดโ้ ดยอาศัยชื่อและรหัสผ่านในการจำแนก
ดังนั้น ถ้าต้องการพัฒนาระบบให้สามารถทำงานได้ในเครือข่าย Internet จึงต้องทำการ
เข้ารหัสข้อมูลเพิ่มขึ้นด้วย
5.3.3 ในการจัดรูปแบบรายงานยังทำได้ไม่สวยงาม การพัฒนาครั้งต่อไปควรจะพัฒนา
ส่วนรายงานให้รูปแบบเอกสารของซอฟต์แวร์ Microsoft Word หรือรูปแบบเอกสาร
PDF ของซอฟต์แวร์ Adobe Acrobat ซึ่งจะทำให้การพิมพ์รายงานออกมาสวยงามและ
มีความชัดเจนมายิ่งขึ้น
5.3.4 ในอนาคตควรมีการพัฒนาฐานข้อมูลองค์ความรู้ เกี่ยวกับอาการเสียของ
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น สำหรับ
พนักงานสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
5
บทที่ 2
ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการทำสารนิพนธ์เรื่อง “ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหาร
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย” ผู้พัฒนาได้ทำการศึกษาหลักการทฤษฎี และเทคโนโลยี
ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแหล่งที่มาของข้อมูลที่มีความจำเป็นในการพัฒนาระบบ เพื่อที่จะทำให้ได้
ระบบงานที่มีความถูกต้อง และรวดเร็วในการดำเนินงาน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือ
2.1 ทฤษฎีเกี่ยวกับหมายเลขครุภัณฑ์ การให้หมายเลขพัสดุตามระบบ FSN
(Federal Stock Number)
การให้หมายเลขพัสดุในประเทศไทยปัจจุบันได้นำเอาระบบการกำหนดหมายเลขพัสดุ
ของสหรัฐอเมริกา ที่เรียกกันว่า ระบบ FSN (Federal Stock Number) มาใช้
ระบบดังกล่าวประกอบด้วยตัวเลข 11 ตำแหน่ง แบ่งเป็น 3 ชุด คือ
ชุดแรก มีตัวเลข 4 ตำแหน่ง หมายถึง กลุ่มประเภท (Group Class)
ชุดที่ 2 มีตัวเลข 3 ตำแหน่ง หมายถึง ชนิด (Type)
ชุดที่ 3 มีตัวเลข 4 ตำแหน่ง หมายถึง รายละเอียด (Description)
Group Class Type
Description
กลุ่ม ประเภท ชนิด รายละเอียด
แนวทางการกำหนดหมายเลขพัสดุ มีวิธีการดังนี้
ก่อนที่จะมีการให้หมายเลขพัสดุ จะต้องทำการสำรวจวัสดุและครุภัณฑ์ต่าง ๆ ใน
หน่วยงานของตนว่ามีอะไรบ้าง การสำรวจต้องจดลักษณะและรายละเอียดของพัสดุแต่ละอย่าง
ให้ละเอียดมากที่สุดเท่าที่สามารถจะเป็นไปได้ เพื่อจะได้นำมากำหนดกลุ่มของพัสดุแต่ละอย่าง
ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือใช้ประกอบกัน เข้าไว้เป็นหมู่หรือกลุ่มเดียวกัน เมื่อทำการ
สำรวจพัสดุเสร็จเรียบร้อย และได้รายละเอียดเกี่ยวกับพัสดุนั้น ๆ แล้วจะนำมาจัดพวกที่มี
คุณสมบัติหรือลักษณะคล้ายคลึงกันเข้าไว้ในกลุ่มตัวเลขชุดแรกที่มี 4 ตำแหน่งก่อน แล้วจึง
แยกออกเป็นชนิดตามตัวเลขชุดที่ 2 การให้หมายเลขพัสดุในขั้นต้น จะให้ลงไว้ใน
5
Working Sheet ก่อน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ละ 1 แผ่น เพื่อที่จะให้หมายเลขพัสดุใน
ชุดที่ 3 (ใน Working Sheet
แต่ละแผ่นจะลงเฉพาะรายการในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น หากเป็นพัสดุในกลุ่มอื่นจะลงไว้
ต่างหากอีกแผ่นหนึ่ง) ( สำนักพัฒนาระบบงานและบุคลากร สำนักงบประมาณ, 2537: 8 -
12 )
การกำหนดหมายเลขครุภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมเป็นการกำหนดขึ้นใช้
เองโดยได้กำหนดไว้ดังนี้
7 6 . 5 4 . 3 2 1
ความหมายของลำดับที่หมายเลขครุภัณฑ์
หมายเลขครุภัณฑ์หลักที่ 1-3 หมายถึงลำดับที่ของครุภัณฑ์
หมายเลขครุภัณฑ์หลักที่ 4-5 หมายถึงชนิดของครุภัณฑ์
หมายเลขครุภัณฑ์หลักที่ 7-6 หมายถึงหมวดหมู่ของครุภัณฑ์
ตัวอย่างของหมายเลยครุภัณฑ์ จษ.05.14.90
จษ. ความหมาย เป็นชื่อย่อของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
05 ความหมาย เป็นหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า
14 ความหมาย เป็นชนิดเครื่องคอมพิวเตอร์
90 ความหมาย เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ลำดับที่ 90
2.2 ภาษาที่ใช้ในการพัฒนาระบบ
2.2.1 Hypertext Markup Language (HTML)
HTML ถูกเขียนขึ้นให้มีความเป็นมาตรฐานเหมือนกันภาษาคอมพิวเตอร์อื่นๆ และมี
การประยุกต์มาจากภาษา SGML (Standard Generalized Markup
Language) ตามมาตรฐาน ISO 8879 รูปแบบเอกสารที่ใช้ใน HTML จะอาศัย
รากฐานของภาษา SGML รวมกับนิยามประเภทของเอกสาร (DTD : Document
Type Definition) รูปแบบทั่วไปของเอกสาร HTML มีโครงสร้างแสดงดังภาพที่ 2-
1
แทคส่วนหัวข้อ (Heading Tags) เป็นแทคที่ใช้ในการกำหนดหัวข้อของเอกสาร
ซึ่งจะมีการแสดงบนวินโดวส์บาร์
5
แทคส่วนตัวข้อมูล (Body Tags) ซึ่งสามารถแบ่งได้หลายส่วนด้วยกัน ซึ่งได้แก่
ส่วนหัว (Heading) จะประกอบไปด้วยการกำหนดระดับของตัวหนังสือที่ต้องการ
แสดงผลมีอยู่ด้วยกัน 6 ระดับ ซึ่งการกำหนดจะอยู่ในรูปแบบ
ถึง

5
ภาพที่ 2-1ddแสดงโครงสร้างโดยทั่วไปของเอกสาร HTML
2.2.2 ภาษา PHP
PHP ย่อมาจากคำว่า “Personal Home Page” เป็นภาษาสคริปต์แบบหนึ่งที่
เรียกว่า Server-Side Script โดยจะทำการประมวลผลที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ แล้วส่งผลลัพธ์ไป
ฝั่งไคลเอนต์ในรูปแบบของ HTML Page ซึ่งสามารถแสดงผลได้บนเว็บบราวเซอร์
รูปแบบในการเขียนคำสั่งการทำงานจะมีลักษณะคล้ายกับภาษา Perl หรือภาษา C และ
สามารถที่จะใช้ร่วมกับภาษา HTML ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมามีผู้ให้ความสนใจเป็น
จำนวนมากจึงออกเป็นแพ็คเกจที่ รู้จักกันในชื่อ “Personal Home Page” และ
เปลี่ยนเป็น “PHP Hepertext Preporcessor” ปัจจุบัน PHP ได้พัฒนามาถึง
เวอร์ชัน 4.0 ภาษา PHP เป็น Open Source Product คือสามารถนำมาใช้งานได้
โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
2.2.2.1 วิวัฒนาการของภาษา PHP
ปีค.ศ. 1994 PHP ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกโดย Rasmus Lerdorf โดยได้มี
การทดสอบกับเว็บเพจของเขาเอง โดยใช้ตรวจสอบติดตามเก็บสถิติข้อมูล ผู้ที่เข้าเยี่ยมชม
ประวัติส่วนตัวบนเว็บเพจของเขาเท่านั้น
ปีค.ศ. 1995 PHP เวอร์ชัน 1 ถูกพัฒนาและเผยแพร่ให้กับผู้ที่สนใจ
ปีค.ศ. 1995-1997 PHP เวอร์ชัน 2 หรือที่รู้จักในชื่อ PHP/FI โดยมี
ความสามารถจัดการเกี่ยวกับแบบฟอร์มข้อมูล ที่ถูกสร้างมาจากภาษา HTML และ
สนับสนุนการติดต่อกับโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล mSQL ทำให้ PHP ถูกใช้มากขึ้นอย่าง
รวดเร็ว ปีค.ศ. 1997-1999 เปลี่ยน

5
ผู้พัฒนาจาก Rasmus Lerdorf มาเป็น Zeev Suraski และ Andi Gutmans
โดยทำการวิเคราะห์พื้นฐานของ PHP/FI และได้นำโค้ดมาพัฒนาใหม่เป็น PHP เวอร์ชัน
3 ซึ่งมีความสมบูรณ์มากขึ้น และในกลางปี ค.ศ.1999 PHP3สามารถทำงานกับ C2’s
StrongHold Web Server และ Red Hat Linux ได้
ปีค.ศ. 1999-ปัจจุบัน PHP เวอร์ชัน 4 ใช้ความสามารถของ Zend ในการพัฒนา
ระบบด้วย PHP นี้ สามารถที่จะใช้ฐานข้อมูลฟรีของ MySQL ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
2.2.2.2 หลักการทำงานของ PHP
ภาพที่ 2-2ddแสดงหลักการทำงานของ PHP (ไพศาล, 2538: 141)
จากภาพที่ 2-2 จะเห็นการทำงานเป็นขั้นตอนต่างๆ โดย
ขั้นที่ 1 ฝั่ง Client จะทำการร้องขอหรือเรียกใช้งานไฟล์ PHP ที่เก็บในเครื่อง
Server
ขั้นที่ 2 ฝั่ง Server จะทำการค้นหาไฟล์ PHP แล้วทำการประมวลผลไฟล์ PHP
ตามที่ Client ทำการร้องขอมา
ขั้นที่ 3 ทำการประมวลผลไฟล์ PHP
ขั้นที่ 4 และ 5 เป็นการติดต่อฐานข้อมูล และนำข้อมูลในฐานข้อมูลมาใช้ร่วมกับการ
ประมวลผล
ขั้นที่ 6 ส่งผลลัพธ์จากการประมวลผลไปให้เครื่อง Client
2.2.3 รูปแบบการเขียนสคริปต์ PHP
เครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย
ติดต่อผ่านทาง HTTP-Port 80 (Request)
Web Server ค้นหา และประมวลผล
ไฟล์ PHP ที่ Client ร้องขอ
ไฟล์ PHP Script ที่เก็บ
ไว้ที Web Server
2
3
5 4
6
1
5
รูปแบบการเขียนคำสั่ง PHP สามารถเขียนได้ 5 แบบ และ สามารถแทรกลงในส่วนใด
ของแท็ค HTML ก็ได้
2.2.3.1 การเขียนโค้ด PHP ในลักษณะของภาษา SGML จะมีรูปแบบคือ

คำสั่งในภาษา PHP;
?>
2.2.3.2 การเขียนโค้ด PHP ในลักษณะภาษา XML จะมีรูปแบบคือ
php
คำสั่งในภาษา PHP;
?>
2.2.3.3 การเขียนโค้ด PHP ในลักษณะภาษา JavaScript จะมีรูปแบบ
คือ

2.2.3.4 การเขียนโค้ด PHP ในลักษณะภาษา ASP จะมีรูปแบบคือ

คำสั่งในภาษา PHP;
%>
2.2.3.5 การเขียนโค้ด PHP ในลักษณะพิเศษจะมีรูปแบบคือ

คำสั่งในภาษา PHP;
%>
2.2.4 Standard Query Language (SQL)
ภาษา SQL เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูล ที่นิยมใช้มากที่สุดภาษาหนึ่ง สามารถอ่าน
ออกเสียงได้ 2 แบบ คือ “เอสคิวแอล” หรือ “ซีเควล” (Sequel) เริ่มต้นพัฒนาครั้งแรกโดย
San Jose Research Laboratory ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Alnaden
Research Center ของบริษัท IBM โดยมีชื่อแรกเริ่มว่า “Sequel” เป็นงานวิจัยใน
โครงการ R ในต้นทศวรรษ 1970 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “SQL” หลังจากนั้นภาษา
SQL ได้ถูกนำมาพัฒนาโดยผู้ผลิตซอฟต์แวร์ด้านระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จนเป็นที่
5
นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทำให้รูปแบบการใช้คำสั่ง SQL มีรูปแบบแตกต่างกันไป
บ้าง ดังนั้น ในปีค.ศ. 1986 American National Standards Institute
(ANSI) จึงได้กำหนดมาตรฐานของ SQL ขึ้นมา
ภาษา SQL เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่สามารถสร้างและปฏิบัติการกับฐานข้อมูล
แบบสัมพันธ์ (Relational Database) โดยเฉพาะ และเป็นภาษาที่มีลักษณะคล้ายกับ
ภาษาอังกฤษ ภาษา SQL ถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิดของ Relation Calculus และ
Relational Algebra เป็นหลัก
ประเภทคำสั่งของภาษา SQL สามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้ออกเป็น 3 กลุ่ม
ดังนี้
1. ภาษาสำหรับการนิยามข้อมูล (Data Definition Language : DDL)
เป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับสร้างฐานข้อมูล หรือใช้กำหนดโครงสร้างให้กับ Relation ภายใน
ฐานข้อมูล เช่น การเพิ่ม เปลี่ยนแปลง ลบ Attribute ของ Relation
2. ภาษาสำหรับการจัดการข้อมูล (Data Manipulation Language :
DML) เป็นกลุ่ม คำสั่งที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ Relational Calculus และ
Relational Algebra โดยประกอบด้วยคำสั่งที่ใช้สำหรับเรียกใช้ข้อมูล เพิ่ม ลบ และ
เปลี่ยนแปลงข้อมูลในฐานข้อมูล
3. ภาษาควบคุม (Data Control Language : DCL) เป็นกลุ่มคำสั่งที่
ใช้ในการควบคุม การเกิดภาวะพร้อมกัน หรือการป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ใช้หลายคน
เรียกใช้ข้อมูลพร้อมกัน และคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการ
กำหนดสิทธิของผู้ใช้
2.2.5 MySQL
MySQL เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่ใช้จัดเก็บข้อมูล ทำงานในลักษณะ Client
Server สามารถทำงานได้ทั้งบนระบบ Telnet บน Linux Redhat หรือ UNIX
System และบน Win32 (Windows 95/98/ME/XP) บนระบบเครือข่าย
Internet และ Intranet ซึ่งเหมาะกับ Application ที่มีขนาดเล็กและปานกลาง อีก
ทั้งสนับสนุน Standard SQL (ANSI)
MySQL เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database
Management System : RDBMS) คือ สามารถทำงานกับตารางข้อมูลหลาย
ตารางพร้อมๆ กัน โดยสามารถแสดงความสัมพันธ์ของตารางเหล่านั้นด้วย Attribute ที่ใช้
ร่วมกัน
5
2.2.6 Javascript
JavaScript เป็นภาษาโปรแกรม (Programming Language) ประเภท
หนึ่งที่เรียกกันว่า "สคริปต์" (script) ซึ่งมีวิธีการทำงานในลักษณะ "แปลความและ
ดำเนินงานไปทีละคำสั่ง" (interpret) ภาษานี้เดิมมีชื่อว่า LiveScript ได้รับการ
พัฒนาขึ้นโดย Netscape ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อที่จะช่วยให้เว็บเพจสามารถแสดงเนื้อหาที่มี
การเปลี่ยนแปลงไปได้ ตามเงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมต่างๆ กัน หรือสามารถโต้ตอบกับผู้ชม
ได้มากขึ้น ทั้งนี้เพราะภาษา HTML แต่เดิมนั้นเหมาะสำหรับใช้แสดงเอกสารที่มีเนื้อหาคงที่
แน่นอนและไม่มีลูกเล่นอะไรมากมายนัก
เนื่องจาก JavaScript ช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถสร้างเว็บเพจได้ตรงกับความต้องการ
และมีความน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับเป็นภาษาที่ใครก็สามารถนำไปใช้ได้ ดังนั้นจึงได้รับ
ความนิยมเป็นอย่างสูง มีการใช้งานอย่างกว้างขวาง รวมทั้งได้ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานโดย
ECMA ซึ่งเราจะพบว่าปัจจุบันจะหาเว็บเพจที่ไม่ใช้ JavaScript เลยนั้นได้ยากเต็มที
การทำงานของ JavaScript จะต้องมีการแปลความคำสั่ง ซึ่งขั้นตอนนี้จะถูกจัดการ
โดยบราวเซอร์ดังนั้น JavaScript จึงสามารถทำงานได้เฉพาะบนบราวเซอร์ที่สนับสนุน ซึ่ง
ปัจจุบันบราวเซอร์เกือบทั้งหมดก็สนับสนุน JavaScript แล้ว อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องระวังคือ
JavaScript มีการพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นใหม่ๆ ออกมาด้วย ดังนั้นถ้านำโค้ดของเวอร์ชั่นใหม่ไป
รันบนบราวเซอร์รุ่นเก่าที่ยังไม่สนับสนุน ก็อาจจะทำให้เกิด error ได้
การทำงานของ JavaScript เกิดขึ้นบนบราวเซอร์ (เรียกว่าเป็นclient-side
script) ดังนั้นไม่ว่าจะใช้เซิร์ฟเวอร์อะไรหรือที่ไหน ก็ยังคงสามารถใช้ JavaScript ในเว็บ
เพจได้ต่างกับภาษาสคริปต์อื่นเช่น Perl PHP หรือ ASP ซึ่งต้องแปลความและทำงานที่
ตัวเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (เรียกว่า server-side script) ดังนั้นจึงต้องใช้บนเซิร์ฟเวอร์ที่
สนับสนุนภาษาเหล่านี้เท่านั้น อย่างไรก็ดีจากลักษณะดังกล่าวก็ทำให้ JavaScript มี
ข้อจำกัดคือ ไม่สามารถรับและส่งข้อมูลต่างๆ กับเซิร์ฟเวอร์โดยตรง เช่น การอ่านไฟล์จาก
เซิร์ฟเวอร์เพื่อนำมาแสดงบนเว็บเพจ หรือรับข้อมูลจากผู้ชมเพื่อนำไปเก็บบนเซิร์ฟเวอร์เป็นต้น
ดังนั้นงานลักษณะนี้จึงยังคงต้องอาศัยภาษา Server-side script อยู่
การทำงานของ JavaScript จะมีประสิทธิภาพมากถ้ามันสามารถดัดแปลงคุณสมบัติ
ขององค์ประกอบต่างๆบนเว็บเพจ เช่น สี หรือรูปแบบของข้อความ และสามารถรับรู้เหตุการณ์
ที่ ผู้ชมเว็บเพจโต้ตอบกับองค์ประกอบเหล่านั้น เช่น การคลิกหรือเลื่อนเมาส์ไปวางได้ ดังนั้น
จากภาษา HTML เดิม ที่มีลักษณะสถิต (static) ใน HTML เวอร์ชั่นใหม่ๆ จึงได้มี
การพัฒนาให้มี คุณสมบัติบางอย่างเพิ่มขึ้น และมีลักษณเป็นอ็อบเจ็ค "object" มากขึ้น
การทำงานร่วมกันระหว่างคุณสมบัติใหม่ของ HTML ร่วมกับ JavaScript นี้เอง ทำให้
5
เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า Dynamic HTML คือภาษา HTML ที่สามารถใช้สร้างเว็บเพจที่
มีลักษณะพลวัต (dynamic) ได้นั่นเอง
นอกจากนี้อีกองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ก็คือ Cascading Style Sheet
(CSS) ซึ่งเป็นภาษาที่ช่วยให้เราควบคุมรูปแบบขององค์ประกอบต่างๆ บนเว็บเพจได้อย่างมี
ประสิทธิภาพมากกว่าคำสั่ง หรือแท็ก (tag) ปกติของ HTML เนื่องจาก JavaScript
สามารถดัดแปลงคุณสมบัติของ CSS ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงช่วยให้เราควบคุมเว็บเพจ ได้อย่าง
มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก
2.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
นางสาวอุทัยรัตน์ (2544) ได้ทำการวิจัยและพัฒนา Web Application ของศูนย์
เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีจุดประสงค์หลักของ Web site เพื่อเก็บรวบรวม
ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูล
และสามารถค้นหาข้อมูลเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานหรือการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รศ.วีระศักดิ์ (2545) ประจำศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาระบบ
Computerised Maintenance Management System ( CMMS ) ณ.
วิทยาลัยรัชต์ภาคย์ และ บริษัท ไอเอส ซอฟต์แวร์ ได้พัฒนาระบบการจัดการงานบำรุงรักษา
ด้วยคอมพิวเตอร์ ในระยะแรกได้ออกแบบมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยให้การเก็บรวบรวม
ประมวลผลข้อมูล และการจัดทำรายงาน รวมทั้งการค้นหาข้อมูลเดิมที่เกี่ยวกับระบบการจัดการ
งานบำรุงรักษา สามารถทำได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว และต่อมาก็ได้มีการผนวกเอาระบบการ
สนับสนุนการบำรุงรักษาเข้าไว้ในระบบ CMMS ด้วย
บทที่ 3
วิธีการดำเนินการวิจัย
ในการพัฒนาและออกแบบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์
คอมพิวเตอร์และเครือข่ายนี้ ผู้พัฒนาได้แบ่งขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้
1. การศึกษาและรวบรวมข้อมูลของระบบ
2. การกำหนดปัญหาของระบบงานเดิม
3. การวิเคราะห์และออกแบบระบบ
4. การพัฒนาซอฟต์แวร์
5. การทดสอบและประเมินระบบ
3.1 ศึกษาและรวบรวมข้อมูลของระบบ
เป็นการศึกษาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และ
เครือข่ายซึ่งมีระบบย่อยๆ อยู่ทั้งหมด 5 ระบบ ได้แก่
3.1.1 ระบบจัดการข้อมูลทั่วไป เป็นระบบการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ ข้อมูล
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ข้อมูลอุปกรณ์ต่อพ่วง ข้อมูลอุปกรณ์เครือข่าย ชนิดของอุปกรณ์ ซึ่งข้อมูล
พื้นฐานเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้ร่วมกับระบบงานอื่นๆ โดยได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานที่ต้องมี จาก
ระบบงานจริง
3.1.2 ระบบจัดการผู้ใช้งานระบบ เป็นระบบจัดการสิทธิการเข้างานโดยมีการตรวจสอบ
ชื่อผู้ใช้ และ รหัสผ่านเพื่อเข้าใช้ระบบ
3.1.3 ระบบบันทึกการปฏิบัติงานของพนักงานในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ทั้งหมด
เพื่อสามารถเรียกดูประวัติย้อนหลังได้เมื่อต้องการ และเป็นข้อมูลสำหรับช่วยวิเคราะห์และแก้ไข
ปัญหาเบื้องต้นได้
3.1.4 ระบบตรวจสอบการปิดงานของการทำงานในแต่ละครั้งเป็นระบบการปิดการ
ทำงานของพนักงานแต่ละคนที่ได้รับการกำหนดให้ทำงานในแต่ละครั้ง ซึ่งพนักงานที่สามารถ
ปิดการทำงานได้จะต้องมีรหัสผู้เข้าใช้ระบบและรหัสผ่านจึงจะสามารถใช้ระบบได้
3.1.5 ระบบรายงานผลการปฏิบัติงานของพนักงาน และสามารถตรวจสอบประวัติการ
ซ่อมบำรุงของอุปกรณ์นั้นๆ ซึ่งจะเป็นการรายงานผลตามวันเวลาที่กำหนดได้
3.2 การกำหนดปัญหาของระบบงานเดิม
การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ นั้น ยังไม่มี
กฎเกณฑ์เป็นที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับองค์กรหรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องการจะเก็บ และเก็บข้อมูล
เกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จะมีการเก็บข้อมูลอยู่หลายๆ ที่ ได้แก่ ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการเงิน
ฝ่ายพัสดุครุภัณฑ์ และสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งจะเห็นว่าแต่ละหน่วยงานจะเก็บข้อมูล
ในลักษณะที่คล้าย ๆ กัน และเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนกัน ซึ่งส่งผลให้เปลืองค่าใช้จ่าย และเนื้อที่ใน
การจัดเก็บข้อมูล ค้นหาข้อมูลได้ลำบาก ที่สำคัญคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล ทำให้
เกิดปัญหาความไม่ถูกต้องตรงกันของข้อมูล โดยส่วนใหญ่ จะทำการเก็บข้อมูลที่ไม่ละเอียด
เพียงพอต่อการบริหารงานได้ เราไม่สามารถทราบได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์
คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นติดตั้งอยู่ที่ใดบ้าง ประวัติของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละรายการ
เป็นอย่างไร รวมไปถึงการจัดซื้อ หรือการได้มาซึ่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แต่ละรายการเป็น
อย่างไรบ้าง มีการเก็บข้อมูลที่ไม่เป็นระบบระเบียบ กรณีที่มีการปรับปรุง (Upgrade)
เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ไม่ได้เก็บรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ เมื่อมีความต้องการดูข้อมูลของอุปกรณ์
คอมพิวเตอร์และเครือข่าย เราจะทำการค้นหาข้อมูลและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารหลาย ๆ
ส่วนด้วยกันซึ่งทำให้เสียเวลาและเกิดความล้าช้าในการปฏิบัติงาน กรณีการส่งซ่อมอุปกรณ์
คอมพิวเตอร์ มีความยุ่งยากในการตรวจสอบการรับประกันของอุปกรณ์ ไม่มีการเก็บ
ข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมหรือตรวจสอบการซ่อมได้ว่า สาเหตุของการซ่อมนั้นเกิดจากอะไรเป็น
ส่วนมาก หรือว่า ไม่มีการเก็บข้อมูลว่าอุปกรณ์ยี่ห้อใดเกิดปัญหาบ่อย และปัญหาที่เกิดนั้นเกิด
จากอุปกรณ์ประกอบชนิดใด ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการอุปกรณ์
3.3 การวิเคราะห์และออกแบบระบบ
เมื่อทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลของระบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้พัฒนาได้นำข้อมูลมา
ทำการวิเคราะห์และออกแบบระบบ โดยเริ่มออกแบบโครงสร้างโดยรวมของระบบ (Context
Diagram) แผนภาพกระแสข้อมูล (Dataflow Diagram) แผนภาพความสัมพันธ์
ของข้อมูล (Enitity-Relationship Diagram) และโครงสร้างฐานข้อมูล (Data
Dictionary) ซึ่งแสดง รายละเอียดดังนี้
3.3.1 ภาพรวมระบบ
3.3.1.1 ส่วนติดต่อระบบ (System Interfaces)
ในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ
เครือข่าย ได้มีการเลือกใช  MySQL เป็นตัวจัดการฐานข้อมูล ที่ทำงานอยู่บน Server ที่
ติดตั้ง LINUX เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่าย ซึ่งเหมาะสมทั้งในด้านของความเสถียรของ
ตัวระบบปฏิบัติการเครือข่าย ทั้งในเรื่องของความเร็วในเรียกค้นข้อมูลของตัวจัดการฐานข้อมูล
อีกทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนของ ในเรื่องของค่าลิขสิทธิ์ Software ไปได้อีกด้วย
เครื่องลูกข่าย เนื่องจากระบบบริหารและจัดการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย เป็น
ระบบแบบ Web-based Application จึงต้องใช้ Web Browser ในการทำงาน
เมื่อพิจารณาถึงความนิยมประกอบกับความคุ้นเคยของผู้ใช้ จึงได้เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ
Windows พร้อม Internet Explorer
ด้านการพัฒนา Application ได้เลือก PHP4 เป็นภาษาในการพัฒนา โดย
PHP เป็นภาษาที่ทำงานในลักษณะของ Server side จึงช่วยลดภาระของเครื่องลูกข่ายใน
การประมวลผล
3.3.1.2 ส่วนติดต่อผู้ใช้ (User Interfaces)
ส่วนของการติดต่อกับผู้ใช้ พิจารณาเลือกใช้ภาษา HTML ในการพัฒนา และนำ
Macromedia Dreamweaver มาเป็นเครื่องมือช่วย เพื่อง่ายในการออกแบบ โดยใน
ส่วนการรับข้อมูลเข้าจะใช้ Text boxes, Drop down boxes, Check boxes
และ Button เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจและใช้งาน และเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการคีย์
ข้อมูลของผู้ใช้
3.3.1.3 ส่วนติดต่อสื่อสาร (Communication Interfaces)
ระบบถูกออกแบบมาเพื่อทำงานในสภาพแวดล้อมแบบ Intranet ซึ่งใช้ TCP/IP
เป็น Protocol ในการสื่อสารข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความเร็วในการส่งข้อมูลใน
เครือข่าย 10 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) หรือ 100 เมกะบิตต่อวินาที
3.3.2 แผนภาพบริบท (Context Diagram) เป็นแผนภาพการไหลของข้อมูล
ในระดับ สูงสุดที่แสดงถึงขอบเขตของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์
คอมพิวเตอร์และเครือข่าย โดยแสดงถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบ และข้อมูลที่เข้าสู่ระบบและออก
จากระบบ ซึ่งแสดงในภาพที่ 3-1
3.3.3 แผนภาพกระแสข้อมูล (Data flow Diagram : DFD)
แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 1 จะแสดงให้เห็นถึงการไหลของข้อมูลทั้งหมดในระบบ
ประกอบด้วย 5 กระบวนการหลัก คือ กระบวนการจัดการข้อมูลทั่วไป กระบวนการจัดการผู้เข้า
ใช้งานระบบ กระบวนปิดงานและจัดเก็บผลการปฏิบัติงาน กระบวนการรายงานผล ซึ่งแสดงดัง
ภาพที่ 3-2



แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 2 ของกระบวนการที่ 1 จะแสดงให้เห็นถึงกระบวนการ
ย่อยของการจัดการข้อมูลทั่วไปซึ่งจำเป็นสำหรับการนำไปใช้ ดังแสดงในภาพที่ 3-3
แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 2 ของกระบวนการที่ 3 จะแสดงให้เห็นถึงกระบวนการ
ย่อยของการปิดงานในแต่ละครั้ง ซึ่งมีกระบวนการย่อย 3 กระบวนการด้วยกัน ดังแสดงในภาพ
ที่ 3-4
แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 2 ของกระบวนการที่ 5 จะแสดงให้เห็นถึงกระบวนการ
ย่อยของการพิมพ์ใบแจ้งซ่อมอุปกรณ์ ว่าจะมีขั้นตอนกระบวนการในการดำเนินการอย่างไร และ
มีข้อมูลใดเกี่ยวข้องกับระบบบ้าง ดังแสดงในภาพที่ 3-5
ภาพที่ 3-3 แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 2 ของกระบวนการที่ 1 (การจัดการข้อมูลเบื้องต้น)
1.1
ตรวจสอบสิทธิ
การเขา้ ใชง้ าน
1.2
จัดการขอ้ มูล
อุปกรณเ์ครือขา่ ย
1.6
จัดการขอ้ มูล
รุน่ อุปกรณ์
1.7
จัดการขอ้ มูล
ผูแ้ จง้ ซอ่ ม
1.8
จัดการขอ้ มูล
พนกั งาน
พนกั งานสำนกั ฯ
1 ขอ้ มูลอุปกรณเ์ครือขา่ ย
2 ขอ้ มูลอุปกรณต์ อ่ พว่ ง
3 ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์
4 ขอ้ มูลยี่หอ้ อุปกรณ์
5 ขอ้ มูลรุน่ อุปกรณ์
6 ขอ้ มูลผูแ้ จง้ ซอ่ ม
8 ขอ้ มูลผูเ้ ขา้ ใชร้ ะบบ
7 ขอ้ มูลพนักงาน
Username, Password
ขอ้ มูลอุปกรณเ์ครือขา่ ย
แจง้ กลับกรณไี มม่ ีสิทธิ พนกั งานสำนกั ฯ
1.3
จัดการขอ้ มูล
คอมพวิ เตอร์
1.4
จัดการขอ้ มูล
อุปกรณต์ อ่ พว่ ง
1.5
จัดการขอ้ มูล
ยี่หอ้ อุปกรณ์
Username
Username
Username
Username
Username
Username Username
ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์
ขอ้ มูลอุปกรณต์ อ่ พว่ ง
ขอ้ มูลยี่หอ้ อุปกรณ์
ขอ้ มูลรุน่ อุปกรณ์
ขอ้ มูลผูแ้ จง้ ซอ่ ม
ขอ้ มูลพนักงาน
ภาพที่ 3-4 แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 2 ของกระบวนการที่ 3 (ปิดงาน)
ภาพที่ 3-5 แผนภาพกระแสข้อมูลระดับที่ 2 ของกระบวนการที่ 5 (บันทึกใบแจ้งงาน)
3.3.4 แผนภาพความสัมพันธ์ของข้อมูล
ในการพัฒนาระบบบริหารและจัดการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย ได้ใช้โปรแกรม
การจัดการฐานข้อมูล MySQL เพื่อเก็บข้อมูลของระบบ โดยในส่วนนี้จะใช้ Entity
Relationship Diagram แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแฟ้มข้อมูลต่างๆ ในระบบ ดัง
ภาพที่ 3-6
3.1
ตรวจสอบสิทธิ
การเข้าใช้งาน
3.2
ค้นหารายการ
แจ้งซ่อม
พนักงานสำนักฯ
Username, Password 8 ข้อมูลผู้เข้าใช้ระบบ
เลขที่รายการแจ้งซ่อม
แจ้งกลับกรณีไม่มีสิทธิ
3.3
ปิดงาน
Username
ไม่พบรายการ
9 ข้อมูลรายการแจ้งซ่อม
รายละเอียดรายการ
5.1
ตรวจสอบสทิ ธิ
การเขา้ ใชง้ าน
5.2
บนั ทกึ รายการ
แจง้ ซอ่ ม
พนกั งานสาํ นกั ฯ
Username, Password 8 ขอ้ มลู ผเู้ขา้ ใชร้ ะบบ
ขอ้ มลู รายการแจง้ ซอ่ ม
แจง้ กลบั กรณไีมม่ สี ทิ ธิ
5.3
พมิ พใ์บงาน
Username
9 ขอ้ มลู รายการแจง้ ซอ่ ม
6 ขอ้ มลู ผแู้ จง้ ซอ่ ม ชา่ งเทคนคิ
ใบงาน

3.3.5 การออกแบบฐานข้อมูล (Database Design)
การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย
ผู้พัฒนาได้ใช้โปรแกรมระบบการจัดการฐานข้อมูลของ MySQL และได้ออกแบบระบบ
ฐานข้อมูลของโปรแกรมได้จำนวน 10 ตาราง ซึ่งแสดงรายละเอียดในตารางที่ 3-1 ถึง ตารางที่
3-10
ตารางที่ 3-1กกตารางข้อมูลชนิดของอุปกรณ์ (Type)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 Type_id Varch
ar
20 รหัสชนิดของอุปกรณ์
2 Type_na
me
Varch
ar
50 ชื่อชนิดของอุปกรณ์
ตารางที่ 3-2กกตารางข้อมูลบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ (Brand)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 Brand_id Varch
ar
20 รหัสผู้ผลิต
2 Brand_name Varch
ar
100 ชื่อผู้ผลิตอุปกรณ์
ตารางที่ 3-3กกตารางข้อมูลรุ่นของอุปกรณ์ (Model)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 Model_id Varch
ar
20 รหัสรุ่นอุปกรณ์
2 Model_na
me
Varch
ar
50 ชื่อรุ่นอุปกรณ์
3 Band_id Varch
ar
20 รหัสผู้ผลิตอุปกรณ์
4 Detail Text 20 รายละเอียดของอุปกรณ์
5 Type_id Varch
ar
20 รหัสชนิดของอุปกรณ์
6 Model_pi
c
Varch
ar
100 รูปภาพของอุปกรณ์
ตารางที่ 3-4กกตารางข้อมูลผู้รับบริการ (User)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 User_id Varch
ar
20 รหัสพนักงาน
2 User
_name
Varch
ar
25 ชื่อ
3 User_serna
me
Varch
ar
30 นามสกุล
4 Position_id Varch
ar
20 ตำแหน่ง
5 Dept_id Varch
ar
20 หน่วยงาน
6 Email Varch
ar
30 อิเล็กทรอนิกส์เมล์
7 Tel Varch
ar
20 หมายเลขโทรศัพท์
ตารางที่ 3-5กกตารางข้อมูลอุปกรณ์เครือข่าย (Netdevice)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 Jsnum Varc 50 รหัสอุปกรณ์เครือข่าย
har
2 Model_id Varc
har
20 รหัสรุ่นอุปกรณ์
3 Sn Varc
har
20 ซีเรียลนัมเบอร์
4 Location Varc
har
100 สถานที่ตั้ง
5 Exp_date Date - วันสิ้นสุดการรับประกัน
6 Status Char 1 สถานภาพอุปกรณ์
ตารางที่ 3-6กกตารางข้อมูลอุปกรณ์ต่อพ่วง (Per)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 Jsnum Varch
ar
50 รหัสอุปกรณ์ต่อพ่วง
2 Model_id Varch
ar
50 รหัสรุ่นอุปกรณ์
3 Sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์
4 Location Varch
ar
100 สถานที่ตั้ง
5 Exp_date Date - วันสิ้นสุดการรับประกัน
6 Status Char 1 สถานภาพอุปกรณ์
ตารางที่ 3-7กกตารางข้อมูลแผนก (Department) กก
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 Dept_id Varch
ar
20 รหัสหน่วยงาน
2 Dept_name Varch
ar
100 ชื่อหน่วยงาน
3 Location Varch
ar
100 หมายเลขห้อง
ตารางที่ 3-8กกตารางข้อมูลรับเรื่องขอรับบริการ (Job)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 Job_id Varch
ar
20 รหัสงานให้บริการ
2 Off_rev Varch
ar
20 รหัสพนักงานผู้รับแจ้งปัญหา
3 Rev_date Date - วันที่รับเรื่องให้บริการ
4 Rev_time Time - เวลาที่รับเรื่องให้บริการ
5 Off_servic
e
Varch
ar
20 รหัสพนักงานผู้ปฏิบัติงาน
6 Complete_
date
Date - วันที่ให้บริการแล้วเสร็จ
7 Complete_
time
Time - เวลาที่ให้บริการแล้วเสร็จ
8 User_id Varch
ar
20 รหัสผู้รับบริการ
9 Jsnum Varch
ar
20 หมายเลขครุภัณฑ์
10 Problem_r
eport
Text - รายละเอียดของปัญหา
11 Service_re
port
Text - รายละเอียดการให้บริการ
12 Price Float - ราคา
13 Flag Int 1 สถานภาพของงาน
ตารางที่ 3-9กกตารางข้อมูลพนักงาน (Officer)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 Off_id Varch 20 รหัสพนักงาน
ar
2 Off_name Varch
ar
25 ชื่อ
3 Off_serna
me
Varch
ar
30 นามสกุล
4 Position_id Varch
ar
20 ตำแหน่ง
5 Dept_id Varch
ar
20 หน่วยงาน
ตารางที่ 3-9(ต่อ)กกตารางข้อมูลพนักงาน (Officer)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
6 Email Varc
har
30 อิเล็กทรอนิกส์เมล์
7 Tel Varc
har
20 หมายเลขโทรศัพท์
8 Password Varc
har
20 รหัสผ่าน
ตารางที่ 3-10กกตารางข้อมูลอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (Computer)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
1 Jsnum Varch
ar
50 รหัสครุภัณฑ์
2 Mb Varch
ar
20 รุ่นของเมนบอร์ด
3 Mb_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของ เมนบอร์ด
4 Mb_exp Date - วันที่สิ้นสุดการรับประกันเมนบอร์ด
5 Fp Varch
ar
20 รุ่นฟล๊อบปี้ดิส
6 Fp_sn Varch 20 ซีเรียลนัมเบอร์ฟล๊อบปี้ดิส
ar
7 Fp_exp Date - วันที่สิ้นสุดการรับประกันฟล๊อบปี้ดิส
8 Cd1 Var 20 รุ่นซีดีรอม 1
9 Cd1_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของซีดีรอม 1
10 Cd1_exp Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของซีดี 1
11 Cd2 Varch
ar
20 รุ่นซีดีรอม 2
12 Cd2_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของซีดีรอม 2
13 Cd2_exp Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของซีดี 2
14 Lan1 Varch
ar
20 รุ่นแลนการ์ดใบที่ 1
15 Lan1_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของแลนการ์ดใบที่ 1
16 Lan1_exp Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของแลนการ์ดใบที่1
17 Lan2 Varch
ar
20 รุ่นแลนการ์ดใบที่ 2
18 Lan2_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของแลนการ์ดใบที่ 2
19 Lan2_exp Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของแลนการ์ดใบที่2
20 Vga Varch
ar
20 รุ่นของการ์ดแสดงผล
21 Vga_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของของการ์ดแสดงผล
22 Vga_exp Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของการ์ดแสดงผล
ตารางที่ 3-10(ต่อ)กกตารางข้อมูลอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (Computer)
ลำดับที่ ชื่อ ชนิด
ข้อมูล
ความ
กว้าง
คำอธิบาย
23 Sound Varch
ar
20 รุ่นของการ์ดเสียง
24 Sound_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของการ์ดเสียง
25 Sound_ex
p
Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของการ์ดเสียง
26 Ram1 Varch
ar
20 รุ่นของแรมใบที่ 1
27 Ram1_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของแรมใบที่ 1
28 Ram1_ex
p
Date - วันสุดการรับประกันของแรมใบที่ 1
29 Ram2 Varch
ar
20 รุ่นของแรมใบที่ 2
30 Ram2_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของแรมใบที่ 2
31 Ram2_ex
p
Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของแรมใบที่ 2
32 Ram3 Varch
ar
20 รุ่นของแรมใบที่ 3
33 Ram3_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของแรมใบที่ 3
34 Ram3_ex
p
Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของแรมใบที่ 3
35 Ram4 Varch
ar
20 รุ่นของแรมใบที่ 4
36 Ram4_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของแรมใบที่ 4
37 Ram4_ex
p
Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของแรมใบที่ 4
38 Scsi Varch
ar
20 รุ่นของสกัสซี่
39 Scsi_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของสกัสซี่
40 Scsi_exp Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของสกัสซี่
41 Vcard Varch 20 รุ่นของวีดีโอการ์ด
ar
42 Vcard_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของวีดีโอการ์ด
43 Vcard_ex
p
Date - วันสิ้นสุดการรับประกันของวีดีโอการ์ด
44 Location Varch
ar
100 สถานที่ตั้งของอุปกรณ์
45 Supply Varch
ar
20 รุ่นของแหล่งจ่ายไฟ
46 Supply_s
n
Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์ของแหล่งจ่ายไฟ
47 Com1 Varch
ar
20 รุ่นของคอมพิวเตอร์
48 Com1_sn Varch
ar
20 ซีเรียลนัมเบอร์
49 Com1_ex
p
Date - วันสิ้นสุดการรับประกัน
50 Status Char 1 สถานภาพอุปกรณ์
3.3.6 การออกแบบหน้าจอ
สำหรับการออกแบบหน้าจอ ได้ออกแบบให้เมนูคำสั่งเป็นแบบ List Menu เพื่อง่าย
ต่อการเรียกใช้เมนู ดังแสดงตัวอย่างในภาพที่ 3-7 และดูหน้าจอทั้งหมดได้ในภาคผนวก ค
ภาพที่ 3-7 แสดงหน้าแรกของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์ฯ
3.4กกวิธีการประเมินระบบ
3.4.1 หลังจากการพัฒนาซอฟต์แวร์แล้ว ได้ทำการประเมินระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ
2 กลุ่ม คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบบริหารงาน
เทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายในเนื้อหาดังนี้
3.4.1.1 การทำงานได้อย่างถูกต้องตามขีดความสามารถ
(Functional Test) โดยทดสอบกรณีต่างๆ ว่าระบบสามารถยืนยันการทำงานได้อย่าง
ถูกต้องตามขีดความสามารถ (Feature) ได้หรือไม่
3.4.1.2 การติดต่อระหว่างโปรแกรมกับผู้ใช้ (Usability Test) ทดสอบ
ผู้ใช้ว่าระบบสามารถใช้งานได้อย่างง่ายและเป็นที่พึงพอใจกับระบบหรือไม่
3.4.2 นำผลการประเมินมาทำการประมวลผลโดยใช้หลักสถิติ
3.4.2.1 หาค่าเฉลี่ยของการประเมินในแต่ละด้าน
3.4.2.2 ทดสอบสมมติฐานโดยทดสอบค่า ที (t-test) ที่ระดับนัยสำคัญ
0.05
S n
t X
/
− μ
=
( )2
2
2
( −1)

= Σ Σ
n n
n X Xi i S
n
X
X
n
i
i Σ=
= 1
(3-
(3-
(3-

บทที่ 4
ผลการวิจัย
กระบวนการทดสอบนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ “ระบบ
สารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย” ซึ่งมีการแบ่งการ
ทดสอบเพื่อหาประสิทธิภาพของระบบงานนี้ โดยจะทำการทดสอบตามหัวข้อต่อไปนี้
1. การทำงานได้อย่างถูกต้องตามขีดความสามารถ (Functional Test) โดย
ทดสอบกรณีต่างๆ ว่าระบบสามารถยืนยันการทำงานได้อย่างถูกต้องตามขีดความสามารถ
(Feature) ได้หรือไม่
2. การติดต่อระหว่างโปรแกรมกับผู้ใช้ (Usability Test) ทดสอบผู้ใช้ว่าระบบ
สามารถใช้งานได้อย่างง่ายและเป็นที่พึงพอใจกับระบบหรือไม่
โดยมีการเกณฑ์การประเมิน ดังตารางที่ 4-1
ตารางที่ 4-1 เกณฑ์การประเมิน
ระดับเกณฑ์การให้คะแนน ความหมาย
9.00-10.00 ระบบสามารถทำงานเกี่ยวกับงานนั้น ๆ ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพระดับดีมาก
7.00-8.99 ระบบสามารถทำงานเกี่ยวกับงานนั้น ๆ ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพระดับดี
5.00-6.99 ระบบสามารถทำงานเกี่ยวกับงานนั้น ๆ ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพระดับปานกลาง
3.00-4.99 ระบบสามารถทำงานเกี่ยวกับงานนั้น ๆ ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพระดับน้อย
1.00-2.99 ระบบไม่สามารถทำงานเกี่ยวกับงานนั้น ๆ ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
จากนั้นนำแบบประเมินที่ได้ทำการออกแบบไว้ไปให้ผู้ประเมินทำการประเมินระบบ ผู้ที่
ทำแบบประเมินแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และความชำนาญในเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์
กลุ่มที่ 2 ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศ
หลังจากนั้นจะเก็บรวบรวมผลที่ได้จากแบบประเมินสารนิพนธ์ในแต่ละการทดสอบมาแล้ว
ใช้หลักการทางสถิติเข้ามาช่วยในการสรุปผลการประเมินประสิทธิภาพของสารนิพนธ์ที่
พัฒนาขึ้นซึ่งเราจะต้องทำการคำนวณหาค่าเฉลี่ยของแต่ละหัวข้อของแต่ละการทดสอบและค่าที
(t-test) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05 เพื่อสรุปผลการประเมินว่าสารนิพนธ์ที่ได้
พัฒนาขึ้นมานี้มี ประสิทธิภาพในด้านต่างๆ อยู่ในระดับใด ซึ่งจะแบ่งได้ตามระดับของเกณฑ์ที่
เราได้กำหนดไว้
4.1กกผลการวิเคราะห์ข้อมูล
จากการนำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครือข่าย
ไปประเมินโดยผู้ประเมินกลุ่มที่ 1 ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และความชำนาญในเรื่อง
ซอฟต์แวร์จำนวน 2 คน และผู้ประเมินกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบ
บริหารงานเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 3 คน มีผลการประเมินดังนี้
4.1.1กกผลการประเมินระบบด้าน Functional Test ของกลุ่มที่ 1
ตารางที่ 4-2ddผลการประเมินระบบด้าน Functional Test ของกลุ่มที่ 1
ด้านที่ประเมิน ประสิทธิภาพ
คะแนนเฉลี่ย
เชิงปริมาณ
เชิงคุณภาพ
1. ความสามารถของการจัดเก็บข้อมูล 9.50 ดีมาก
2. ความสามารถของการปรับปรุงแก้ไขข้อมูล 9.50 ดีมาก
3. ความสามารถของการลบข้อมูล 9.50 ดีมาก
4. ความสามารถของการรายงานข้อมูลผู้เข้าใช้ระบบ 9.00 ดีมาก
5. ความสามารถของข้อมูลที่ถูกสำรองข้อมูล 9.50 ดีมาก
สรุปการประเมินระบบด้าน Functional Test ของ
กลุ่มที่ 1
9.40 ดีมาก
จากตารางที่ 4-2 จะแสดงให้เห็นผลที่ได้จากการประเมินผลการทดลองใช้ซอฟต์แวร์
ของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลุ่มที่ 1 ด้าน Functional Test ตามแต่ละหัวข้อที่กำหนดมาว่าอยู่
ในระดับใด เมื่อเรานำคะแนนเฉลี่ยของแต่ละหัวข้อมาผ่านระเบียบวิธีการทางสถิติ เพื่อหาค่า
เฉลี่ยอีกครั้ง พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.4
ทดสอบค่า ที (t-test)
: 9
: 9 0
>
=
μ
μ
a H
H
นั่นคือ ระบบที่ได้พัฒนาขึ้นนี้ มีประสิทธิภาพในด้าน Functional Test อยู่ในระดับ
ดีมาก อย่างมีนัยสำคัญ 0.05
4.1.2กกผลการประเมินระบบด้าน Usability Test ของกลุ่มที่ 1
ตารางที่ 4-3กกผลการประเมินระบบด้าน Usability Test ของกลุ่มที่ 1
ด้านที่ประเมิน ประสิทธิภาพ
คะแนนเฉลี่ย
เชิงปริมาณ
เชิงคุณภาพ
1. ความสะดวกและง่ายในการใช้งานส่วนของผู้ดูแลระบบ 9.50 ดีมาก
2. ความสวยงามของหน้าตาระบบ 8.50 ดี
3. ความชัดเจนของข้อความที่แสดงบนจอ 8.50 ดี
4. การใช้สีของตัวอักษรและรูปภาพที่เหมาะสม 8.50 ดี
สรุปการประเมินระบบด้าน Usability Test ของกลุ่ม
ที่ 1
8.75 ดี
จากตารางที่ 4-3 จะแสดงให้เห็นผลที่ได้จากการประเมินผลการทดลองใช้ซอฟต์แวร์
ของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลุ่มที่ 1 ด้าน Usability Test ตามแต่ละหัวข้อที่กำหนดมาว่าอยู่ใน
ระดับใด เมื่อเรานำคะแนนเฉลี่ยของแต่ละหัวข้อมาผ่านระเบียบวิธีการทางสถิติ เพื่อหาค่า
เฉลี่ยอีกครั้ง พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.75
ทดสอบค่า ที (t-test)
นั่นคือ ระบบที่ได้พัฒนาขึ้นนี้ มีประสิทธิภาพในด้าน Usability Test อยู่ในระดับดี
อย่างมีนัยสำคัญ 0.05
2.571
4
>
=
c
c
t
t
ปฏิเสธ 0 H
: 7
: 7 0
>
=
μ
μ
a H
H
3.184
7
>
=
c
c
t
t
ปฏิเสธ 0 H
4.1.3.ผลการประเมินระบบด้าน Functional Test ของกลุ่มที่ 2
ตารางที่ 4-4กกผลการประเมินระบบด้าน Functional Test ของกลุ่มที่ 2
ด้านที่ประเมิน ประสิทธิภาพ
คะแนนเฉลี่ย
เชิงปริมาณ
เชิงคุณภาพ
1. ความสามารถของการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานระบบ 9.00 ดีมาก
2. ความสามารถของการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลพื้นฐาน
ระบบ
9.00 ดีมาก
3. ความสามารถของการลบข้อมูลพื้นฐานระบบ 9.33 ดีมาก
4. ความสามารถของการจัดเก็บข้อมูลพนักงาน 9.33 ดีมาก
5. ความสามารถของการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลพนักงาน 9.33 ดีมาก
6. ความสามารถของการลบข้อมูลพนักงาน 9.33 ดีมาก
7. ความสามารถของการจัดเก็บข้อมูลประวัติอุปกรณ์ 9.67 ดีมาก
8. ความสามารถของการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลประวัติการ
ตรวจซ่อมอุปกรณ์
9.67 ดีมาก
9. ความสามารถของการลบข้อมูลประวัติอุปกรณ์ 9.67 ดีมาก
10. ความสามารถของการค้นหาอุปกรณ์ 10.00 ดีมาก
11. ความสามารถของการบันทึกข้อมูลการให้บริการ 9.00 ดีมาก
12. ความสามารถของการค้นหาข้อมูลการให้บริการ 9.33 ดีมาก
13. ความสามารถของการแก้ไขข้อมูลการให้บริการ 9.67 ดีมาก
14. ความสามารถของการลบข้อมูลการให้บริการ 9.33 ดีมาก
15. ความสามารถของการรายงานการประวัติการ
ให้บริการ
9.00 ดีมาก
สรุปการประเมินระบบด้าน Functional Test ของ
กลุ่มที่ 2
9.37 ดีมาก
จากตารางที่ 4-4 จะแสดงให้เห็นผลที่ได้จากการประเมินผลการทดลองใช้ซอฟต์แวร์
ของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลุ่มที่ 2 ด้าน Functional Test ตามแต่ละหัวข้อที่กำหนดมาว่าอยู่
ในระดับใด เมื่อเรานำคะแนนเฉลี่ยของแต่ละหัวข้อมาผ่านระเบียบวิธีการทางสถิติ เพื่อหาค่า
เฉลี่ยอีกครั้ง พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.37
ทดสอบค่า ที (t-test)
นั่นคือระบบที่ได้พัฒนาขึ้นนี้ มีประสิทธิภาพในด้าน Functional Test อยู่ในระดับดี
มาก อย่างมีนัยสำคัญ 0.05
4.1.4กกผลการประเมินระบบด้าน Usability Test ของกลุ่มที่ 2
ตารางที่ 4-5กกผลการประเมินระบบด้าน Usability Test ของกลุ่มที่ 2
ด้านที่ประเมิน ประสิทธิภาพ
คะแนนเฉลี่ย
เชิงปริมาณ
เชิงคุณภาพ
1. การแบ่งเมนูของซอฟต์แวร์สามารถเข้าใจง่าย 8.67 ดี
2. ความสวยงามของหน้าตาระบบ 9.33 ดีมาก
3. ความชัดเจนของข้อความที่แสดงบนจอ 9.00 ดีมาก
4. การใช้สีของตัวอักษรและรูปภาพที่เหมาะสม 9.00 ดีมาก
5. ความสวยงามในการออกแบบรายงานผล 7.67 ดี
6. ความเร็วในการประมวลผล 9.33 ดีมาก
สรุปการประเมินระบบด้าน Usability Test ของกลุ่ม
ที่ 2
8.83 ดี
: 9
: 9 0
>
=
μ
μ
a H
H
2.145
4.69
>
=
c
c
t
t
ปฏิเสธ 0 H
จากตารางที่ 4-5 จะแสดงให้เห็นผลที่ได้จากการประเมินผลการทดลองใช้ซอฟต์แวร์
ของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลุ่มที่ 2 ด้าน Usability Test ตามแต่ละหัวข้อที่กำหนดมาว่าอยู่ใน
ระดับใด เมื่อเรานำคะแนนเฉลี่ยของแต่ละหัวข้อมาผ่านระเบียบวิธีการทางสถิติ เพื่อหาค่าเฉลี่ย
อีกครั้ง พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.83
ทดสอบค่า ที (t-test)
นั่นคือ ระบบที่ได้พัฒนาขึ้นนี้ มีประสิทธิภาพในด้าน Usability Test อยู่ในระดับดี
อย่างมีนัยสำคัญ 0.05
4.2กกผลการวิจัย
หลังจากพัฒนาและทำการประเมินผลซอฟต์แวร์ได้ผลการวิจัยดังนี้
ภาพที่ 4-1กกแสดงหน้าแรกของการเข้าใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์

: 7
: 7 0
>
=
μ
μ
a H
H
2.571
7.22
>
=
c
c
t
t
ปฏิเสธ 0 H
ภาพที่ 4-2กกแสดงเมนูหลักของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการและบริหารอุปกรณ์ฯ
ภาพที่ 4-3กกแสดงการแจ้งเตือนเนื่องมาจากใช้รหัสผ่านไม่ถูกต้อง
ภาพที่ 4-4กกแสดงการแจ้งเตือนเนื่องมาจากข้อมูลมีความสัมพันธ์กันและถูกใช้งาน
ภาพที่ 4-5กกแสดงหน้าจออุปกรณ์เครือข่าย
ภาพที่ 4-6กกแสดงหน้าจอการบันทึกการแจ้งเรื่องขอรับบริการ
ภาพที่ 4-7กกแสดงหน้าจอแสดงข้อมูลกรณีบันทึกข้อมูลสำเร็จ
ภาพที่ 4-8กกแสดงหน้าจอการบันทึกการแก้ไขปัญหา
ภาพที่ 4-9กกแสดงหน้าจอกรณีบันทึกการแก้ไขปัญหาสำเร็จ
ภาพที่ 4-10กกแสดงหน้าจอรายงานสรุปอุปกรณ์
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
กฤษณะกกสถิตย์.กกคู่มือสร้างเว็บเพจแบบมืออาชีพด้วย Dreamweaver.กกพิมพ์ครั้งที่
2.
กรุงเทพฯก:กสำนักพิมพ์อินโฟเพรส,ก2542.
กิตติกกภักดีวัฒนะกุล,กอังศุมาลินกกเวชนารายณ์กและกกิตติพงษ์กกธีรวัฒน์เสถียร.กก
PHP ฉบับโปรแกรมเมอร์.กกพิมพ์ครั้งที่ 2.กกกรุงเทพฯก:กบริษัท เคทีพี คอมพ์
แอนด์ คอนซัลท์ จำกัด,ก2545.
ไพศาล โมลิสกุลมงคล. พัฒนา Web Database ด้วย PHP. กรุงเทพฯ : บริษัท ดวง
กมลสมัย
จำกัด, 2538.
วีระศักดิ์ กรัยวิเชียร. ระบบการจัดการงานบำรุงรักษาด้วยคอมพิวเตอร์.
http://www.rajapark.ac.th/information/coms1.htm.
สงกรานต์กกทองสว่าง.กกMySQL ระบบฐานข้อมูลสำหรับอินเตอร์เน็ต.กกกรุงเทพฯก:ก
ซีเอ็ดยูเคชั่น,ก2544.
สรวุฒิกกกอสุวรรณศิริ.กกเสริมแต่งโฮมเพจครั้งใหม่ให้มีชีวิตชีวาด้วย Java Script.กก
กรุงเทพฯก:กบริษัท วิตตี้ กรุ๊ป จำกัด,ก2544.
สำนักพัฒนาระบบงานและบุคลากร สำนักงบประมาณ. คู่มือการกำหนดหมาเลขพัสดุ.
2537.
อุทัยรัตน์ เพ่งผล. การพัฒนาระบบการบริหารจัดการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์. สารนิพนธ์
ปริญญา
วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. 2544.
ไอ เอส ซอฟต์แวร์ จำกัด, บริษัท. โปรแกรมการบริหารงานซ่อมบำรุง.
http://www.todayissoftware.com/software.html.
ภาษาอังกฤษ
Galitz,dWilbertdO.ddThe Essential Guide to User Interface
Design.dd2nd ed.dd
New Yorkd:dWiley Computer Publishig,dc2002.
Greenspan,dJaydanddBulgerdBrad.ddMySQL/PHP Database
Applications.dd
New Yorkd: M&T Books,dc2001.
Whitehead,dPauldanddDesamero,dJoel.ddPHP.ddNew
Yorkd:dHungry Minds, INC.,
c2001.
Wilton,dPaul.ddBeginning JavaScript.ddBirminghamd:dWrox
Press Ltd,dc2000.
Wyke,dR.dAllen,detdal.ddPHP Developer’s
Dictionary.ddIndianad:dSams,dc2001.