แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยานิพนธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยานิพนธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ (ตอนที่ 2)



สรุปว่า งานทะเบียน หมายถึง งานวิชาการที่ต้องเกี่ยวข้องกับครูผู้ดำเนินการ
สอนทุกคน แต่งานทะเบียนไม่ใช่งานที่มีลักษณะของงานประจำอยู่ตลอดเวลา แต่หากเป็นงานที่
ต้องแก้ปัญหา และต้องพัฒนาอยู่เสมอ โดยต้องอยู่ภายใต้กระบวนการจัดการและบริหารงานอย่าง
เป็นระบบ
จากการประมวลเอกสารเกี่ยวกับ การวัดผลและประเมินผลการเรียนและงาน
ทะเบียนนักเรียน หมายถึง การดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียน การสร้างและปรับปรุง
เครื่องมือการวัดผลการเรียน การจัดให้มีเอกสารและแบบฟอร์มเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผล
การเรียน การดำเนินการเกี่ยวกับหลักฐานการวัดผลและประเมินผลการเรียน งานทะเบียนนักเรียน
3.6 การประเมินผลการจัดการงานวิชาการ
การดำเนินการขององค์กรจะต้องมีการประเมินผลงาน เพื่อจะได้ทราบว่า
การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์หรือไม่ และเพื่อใช้ในการพัฒนา
การเรียนการสอนหรือการบริหารงานวิชาการต่อไป มีผู้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผล
การจัดการงานวิชาการไว้ดังนี้
กิติมา ปรีดีดิลก (2532 : 321) กล่าวว่าการประเมินผล หมายถึง
การตีค่าผลงานซึ่งดำเนินการไปแล้วว่าบังเกิดผลตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้เพียงใด การประเมินผล
เป็นกระบวนการหลังการวัด
กรมสามัญศึกษา (2540 : 40-41) ได้กำหนดรายละเอียดในการประเมินผลการ
จัดการงานวิชาการ ดังนี้
1) การประเมินผลการจัดการงานวิชาการ
(1) มีการประเมินผลการจัดการงานวิชาการโดยมีหลักฐานให้ตรวจสอบได้
(2) จัดให้มีการประเมินในระดับหน่วยงานย่อย
(3) มีคณะกรรมการวิชาการเป็นผู้ตรวจสอบและประเมินผล
(4) มีการวิเคราะห์ผลการประเมินการดำเนินงานวิชาการ
(5) มีการนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ในการปรับปรุงงานวิชาการ
2) การประเมินผลในด้านคุณภาพการจัดการเรียนการสอน
44
กมล ภู่ประเสริฐ (2544 : 90-91) กล่าวว่า การประเมินผลงานวิชาการ
โดยสถานศึกษา เป็นภารกิจที่สถานศึกษาจะต้องปฏิบัติ คือ
1) การสร้างความตระหนักในความจำเป็นที่จะต้องมีการประเมินตนเอง
ในสถานศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทุกคน
2) การวิเคราะห์งานที่จะทำการประเมิน
(1) การประเมินหลักสูตร
(2) การประเมินการเรียนการสอน
(3) การประเมินการนิเทศภายใน
(4) การประเมินการพัฒนาบุคลากร
(5) การประเมินโครงการทางวิชาการ
(6) การประเมินระบบข้อมูลและสารสนเทศ
(7) การประเมินการวิจัย
3) การวางแผนการประเมินผลงานทางวิชาการ
4) การกำหนดวิธีการและเครื่องมือในการประเมินอย่างละเอียด เพื่อ
การเตรียมการจัดทำคู่มือการประเมิน
5) การทำความเข้าใจกับบุคลากรในสถานศึกษาถึงเรื่องจุดมุ่งหมาย
ของการประเมิน
6) การควบคุม กำกับดูแล และติดตามให้มีการดำเนินการประเมินตามแบบ
ที่วางไว้
7) การวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล และเขียนรายงาน เพื่อเตรียมการเผยแพร่
8) การประชุมปรึกษาหารือ เพื่อใช้ประโยชน์จากการประเมินในทุกๆ ด้าน
สรุปว่า การประเมินผลการจัดงานวิชาการ หมายถึง การประเมินผลในด้าน
คุณภาพการจัดการเรียนการสอนหรือการบริหารงานวิชาการ เพื่อใช้ในการพัฒนาให้เป็นไปตาม
เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์
การจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต
ด้วยกรมสามัญศึกษา (มปป. : 1-5) เห็นสมควรพัฒนาคุณภาพ ด้านการจัดการเรียน
การสอน และสร้างค่านิยม หรือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อโรงเรียน อันจะส่งผลต่อการส่งเสริม
ให้นักเรียนได้เรียนในโรงเรียนใกล้บ้านและโรงเรียนทุกโรงเรียนของกรมสามัญศึกษามีมาตรฐาน
และคุณภาพใกล้เคียงกัน จึงได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ
45
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กรมสามัญศึกษาจึงได้วางระเบียบที่เรียกว่ากรมสามัญ
ศึกษา ว่าด้วยการจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต พ.ศ. 2542 เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวข้างต้น
ประกอบกับในสภาวะปัจจุบันที่ระบบการจัดระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย 2540 แต่ในปี พ.ศ. 2545 บรรลุเป้าหมายได้ค่อนข้างยากกล่าวคือ
(1) ขาดเอกภาพในการจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาเนื่องจากการจัด
การศึกษาแต่ละระดับ มีหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการการ
ประถมศึกษาแห่งชาติ เทศบาล กรุงเทพมหานคร ตำรวจตระเวนชายแดน สถาบันอุดมศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน องค์กรการกุศลต่างๆ หน่วยงานเหล่านี้บางครั้งก็รับผิด
ชอบในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ มีความซ้ำซ้อนเป็นอันมาก ส่งผลให้การจัด
การศึกษาในระดับดังกล่าวมีคุณภาพไม่ทัดเทียมกัน (2) ขาดระบบการเชื่อมโยงในการจัดการศึกษา
แต่ละระดับ ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาทำให้บางคนขาดโอกาสที่จะ
ศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นหรือขาดความเสมอภาคที่จะศึกษาต่อในสถานศึกษาใกล้บ้าน (3) ขาด
ระบบการวางแผนในการรับนักเรียนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน (4) ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ
ศึกษาไม่มากเท่าที่ควร เป็นผลทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการศึกษา
สรุปว่า สหวิทยาเขต หมายถึง รูปแบบใหม่ของการจัดการศึกษา เพื่อมุ่งนำมาแก้ปัญหา
ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะให้เกิดความเชื่อมโยงของการศึกษา ในระดับและประเภทต่างๆ
ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาอื่นๆ เพื่อให้บริการการศึกษาสนองตอบต่อความต้องการได้
อย่างกว้างขวางทั่วถึงและเป็นธรรม และที่สำคัญเพื่อยกระดับให้การศึกษาทั้งระบบมีคุณภาพใกล้
เคียงกัน
1. วัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต
ในการจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต กรมสามัญศึกษา (มปป. : 1) มีวัตถุประสงค์
ดังต่อไปนี้
1) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้ทัดเทียมกัน
2) เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพและอยู่ใกล้บ้าน
3) เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการเรียนการสอนของครูและ
นักเรียนระหว่างโรงเรียนในสหวิทยาเขต
4) เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันในสหวิทยาเขต และนำระบบการบริหารจัด
การมาใช้ในการดำเนินงาน
5) เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษา
46
2. แนวทางการดำเนินงานในการจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต
กรมสามัญศึกษา (มปป. : 2-4) ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานในการจัดการศึกษา
แบบสหวิทยาเขตไว้ดังตารางที่ 3
ตารางที่ 3 แสดงแนวทางการดำเนินงานในการจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต
เรื่อง แนวปฏิบัติ
1. การจัดองค์กรสหวิทยาเขต 1) ศึกษาปัจจัยการจัดรวมโรงเรียนเข้าร่วมเป็นสหวิทยาเขต
โดยพิจารณาจากองค์ประกอบดังนี้
-พื้นที่ใกล้เคียง
-การคมนาคม
-ปัจจัยการบริหาร
2) ตั้งชื่อและประกาศจัดตั้งสหวิทยาเขต
3) จัดโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ
บริหารสหวิทยาเขต (ตามข้อ 7 ในระเบียบกรมสามัญ
ศึกษาแบบสหวิทยาเขต พ.ศ. 2542)
4) จัดตั้งคณะกรรมการบริหารสหวิทยาเขต
2. การจัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศสหวิทยาเขต 1) วิเคราะห์ รวบรวมและจัดระบบข้อมูลเพื่อการพัฒนา
งานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ การจัดการศึกษาแบบ
สหวิทยาเขต
2) จัดทำสารสนเทศเกี่ยวกับทรัพยากรทางการศึกษาที่จะ
ใช้ร่วมกัน
3. การกำหนดนโยบายและจัดทำแผน 1) กำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับนโยบาย
กรมสามัญศึกษา
2) จัดทำแผนแม่บท (แผนพัฒนาระยะ 3 ปี)
3) จัดทำแผนปฏิบัติการสหวิทยาเขต
4) นำแผนไปใช้ตามที่กำหนดไว้
5) ประเมินผล (กำกับ ติดตาม ตรวจสอบและรายงานผล
การปฏิบัติงานตามแผน)
6) ปรับปรุง พัฒนาแผนให้มีประสิทธิภาพ
4. การใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกัน
4.1 ด้านบุคลากร 1) จัดครู อาจารย์ หรือผู้ที่มีความชำนาญไปปฏิบัติการสอน
หรือปฏิบัติราชการอื่นต่างโรงเรียนในสหวิทยาเขต
47
ตารางที่ 3 (ต่อ)
เรื่อง แนวปฏิบัติ
4. การใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกัน (ต่อ)
4.1 ด้านบุคลากร (ต่อ) 2) จัดลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวไปปฏิบัติราชการ
ในโรงเรียนอื่นในสหวิทยาเขตที่ขาดแคลนและจำเป็น
4.2 ด้านการเงินและพัสดุ 1) ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการและคำสั่ง มอบ
อำนาจของกรมสามัญศึกษาเกี่ยวกับการเงินการพัสดุ
เพื่อใช้จ่ายในสหวิทยาเขต
4.3 ด้านอาคารสถานที่ 1) ประสาน และอำนวยความสะดวกในการใช้อาคาร
สถานที่ร่วมกัน
4.4 ด้านสื่อและนวัตกรรม 1) ประสานและอำนวยความสะดวกในการใช้สื่อและ
นวัตกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาร่วมกัน
5. การรับนักเรียน 1) แต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนของสหวิทยาเขต
2) กำหนดพื้นที่บริการของโรงเรียนและสหวิทยาเขต
3) กำหนดแผนการรับนักเรียนของโรงเรียนและ
สหวิทยาเขต
4) กำหนดวิธีการรับนักเรียนให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติ
การรับนักเรียนของกรมสามัญศึกษา
5) ประชาสัมพันธ์การรับนักเรียนให้ทั่วถึง
6) สรุปและรายงานผลการรับนักเรียนต่อสำนักงานสามัญ
ศึกษาจังหวัด/สำนักงานสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร
6. การกำกับ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผล 1) จัดทำตัวบ่งชี้ (Indicator) และเครื่องมือในการติดตาม
ประเมินผล การดำเนินงาน
2) ประเมินผล และรายงานต่อผู้บังคับบัญชา ตามสายงาน
3) สรุปและประเมินผลเพื่อพัฒนาและปรับปรุง
การดำเนินงานของสหวิทยาเขต
4) เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของ
สหวิทยาเขตต่อสาธารณชนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ทั้งนี้ ให้มีการประชุมสัมมนาผู้เกี่ยวข้องเพื่อกำกับ
ติดตามการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
ที่มา : กรมสามัญศึกษา (มปป. : 2-4)
48
จากตารางที่ 3 สามารถสรุปเป็นแนวทางการดำเนินงานของสหวิทยาเขตได้ดังแผนภาพที่ 3
แผนภาพที่ 3 แสดงแนวทางการดำเนินงานในการจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต
ที่มา : กรมสามัญศึกษา (มปป. : 5)
3. โครงสร้างคณะกรรมการสหวิทยาเขต
สหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 (2541 : 8) การจัดองค์กรบริหารสหวิทยาเขต
แบ่งคณะกรรมการเป็น 7 คณะ คือ
1) คณะกรรมการอำนวยการสหวิทยาเขต
2) คณะกรรมการที่ปรึกษาสหวิทยาเขต
3) คณะกรรมการวิชาการสหวิทยาเขต
4) คณะกรรมการธุรการสหวิทยาเขต
5) คณะกรรมการปกครองสหวิทยาเขต
6) คณะกรรมการบริการสหวิทยาเขต
7) คณะกรรมการแผนงานสหวิทยาเขต
การจัดองค์กร
การจัดทำระบบข้อมูล
สารสนเทศ
การกำกับ ติดตาม
ประเมินผลและรายงาน
สหวิทยาเขต
การรับนักเรียน
การใช้ทรัพยากรทางการ
ศึกษาร่วมกัน
การกำหนดนโยบายและ
จัดทำแผน
49
สหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 (2541 : 17) กรอบภารกิจของคณะอนุกรรมการวิชาการ
สหวิทยาเขต
1) กลุ่มงานบริหารงานวิชาการ
(1) งานแผนงานวิชาการ
(2) งานสารสนเทศวิชาการ
(3) งานวิจัยและพัฒนาวิชาการ
(4) งานพัสดุวิชาการ
(5) งานสารบรรณวิชาการ
(6) งานอัตรากำลัง
2. กลุ่มงานจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา
(1) งานจัดการเรียนการสอน
(2) งานทะเบียน
(3) งานวัดผล
(4) งานหมวดวิชา
(5) งานห้องสมุด
(6) งานแนะแนว
(7) งานนักศึกษาวิชาทหาร
3. กลุ่มงานปรับปรุงคุณภาพการศึกษา
(1) งานนิเทศ และพัฒนาการศึกษา
(2) งานศูนย์วิชาการ
(3) งานพัฒนาบุคลากร
(4) งานคอมพิวเตอร์
สรุปว่า การจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต หมายถึง การจัดการรวมโรงเรียนในพื้นที่
ใกล้เคียงกันเข้าด้วยกัน โดยมีการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานและคุณภาพ
ใกล้เคียงกัน
50
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. งานวิจัยในประเทศ
ดำรงค์ ภุมมา (2540 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษางานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษา : ศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้าหมวดและหัวหน้างาน
พบว่า (1) การวางแผนงานวิชาการ ทำโครงการเหมือนเดิม การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามโครงการ
และขาดการติดตาม การประเมินผลโครงการบางโครงการ (2) การปฏิบัติวิชาการ การจัดทำ
แผนภูมิไม่เป็นปัจจุบัน ไม่สามารถเปิดแผนการเรียนตามความต้องการของท้องถิ่นได้ ไม่สามารถ
จัดครูเข้าสอนแทนได้ครบ (3) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมด้านวิชาการ นักเรียนมีส่วนร่วม
ในกิจกรรมน้อย ครูมีคาบสอนมาก ขาดทักษะความรู้ความเข้าใจ และขาดงบประมาณในการทำผล
งานทางวิชาการ (4) ด้านการจัดการเรียนการสอน ครูนำแผนการสอนมาใช้ในกิจกรรมการเรียน
การสอนน้อยมาก (5) ด้านการวัดประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน ครูมีชั่วโมงสอน
มากทำให้ไม่มีเวลาในการออกข้อสอบ มีการนำผลการวัดประเมินผลมาวิเคราะห์ปรับปรุงการ
เรียนการสอนน้อยมาก การดำเนินงานทะเบียนล่าช้า (6) ด้านการประเมินผลงานด้านวิชาการ
การวิเคราะห์ผลการประเมินผลงานด้านวิชาการไม่ชัดเจนและไม่นำผลการวิเคราะห์มาปรับปรุง
และพัฒนางาน
รุจิรา ผดุงแผ้ว (2541 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานวิชาการ
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้บริหาร
โรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน และหัวหน้าหมวดวิชา พบว่า การดำเนินงานในโรงเรียนมัธยม
ศึกษาโดยภาพรวมมีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง และพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีปัญหาอยู่ใน
ระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำ คือ ด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชา
การ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านวัดผลและประเมินผลการเรียนและทะเบียนนักเรียน
ด้านการพัฒนาและส่งเสริมงานวิชาการ ด้านการปฏิบัติงานวิชาการ และด้านการวางแผนงาน
วิชาการ ตามลำดับ
เจริญ ชาเรืองเดช (2542 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานวิชาการใน
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดนครพนม โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหาร
โรงเรียน และผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน พบว่า ปัญหาการปฏิบัติงานวิชาการอยู่ในระดับปานกลาง
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ามีปัญหาอยู่ในระดับน้อย 1 ด้าน คือ การวางแผนงานวิชาการ
นอกนั้นอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการวัดผลและ
ประเมินผลการเรียน และงานทะเบียนนักเรียนมีปัญหา คือ การจัดสอนแทน โดยการคำนึงถึง
51
ความรู้ความสามารถและความถนัด และพบว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง
ค่อนข้างมากในเรื่องการจัดกลุ่มการเรียน โดยให้นักเรียนมีโอกาสเลือกเรียนตามต้องการ
ตามความถนัด ตามความสนใจ เพื่อการศึกษาต่อและประกอบอาชีพโรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหาอยู่
ในระดับน้อยที่สุดในเรื่องการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดตารางสอน
ทวีศักดิ์ หงส์อารยะชน (2542 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่องการศึกษาสภาพและ
ปัญหางานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมสามัญศึกษา
กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการบริหารงานวิชาการ พบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ได้
จัดสายงานและกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรตามสายงานวิชาการไว้คล้ายคลึงกัน
ด้านการสอนเน้นกระบวนการ การจัดทำแผนการสอนตามคู่มือของ สสวท. จัดให้มีการวิเคราะห์
ข้อสอบ การประเมินโครงการเมื่อสิ้นสุดโครงการ (2) ปัญหาที่สำคัญ คือ บุคลากรขาดความรู้
ความเข้าใจในการวางแผนงานวิชาการขาดบุคลากรที่ถนัดในด้านวิชาชีพ ขาดงบประมาณ อาคาร
สถานที่ไม่เพียงพอ การจัดครูเข้าสอนไม่สามารถเฉลี่ยคาบสอนให้ใกลเ้ คียงกัน ในด้านกิจกรรม
ครูไม่เห็นความสำคัญ ด้านแผนการสอนครูขาดทักษะในการทำแผนและแผนของกลุ่มในโรงเรียน
ไม่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละโรงเรียน การวัดผลประเมินผล การนิเทศติดตาม ระบบ
การติดตามในการประเมินผลงานวิชาการยังไม่เหมาะสม
ศรีวรรณ ปินใจ (2542 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาปัญหาการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษา
ตอนต้น พุทธศักราช 2521 ในทรรศนะของผู้ปฏิบัติงานวิชาการ และผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดเชียงราย โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารงานวิชาการและ
ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา พบว่า (1) ปัญหาด้านบุคลากร ปรากฏว่า มีปัญหาอยู่ในระดับมาก
คือ ขาดงบประมาณในการส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมหรือประชุมทางวิชาการ นอกจากนี้
หัวหน้าฝ่ายแนะแนว หัวหน้าฝ่ายทะเบียนวัดผล และประชากรในโรงเรียนขนาดเล็ก ต่างก็เห็นว่า
มีปัญหาอยู่ในระดับมากในเรื่องความเพียงพอของบุคลากรในการปฏิบัติงาน (2) ปัญหาด้าน
การจัดการเรียนการสอน ปรากฏว่า ปัญหามีอยู่ในระดับมาก คือการนำวิทยากรและแหล่งวิชาการ
ในท้องถิ่นมาเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน ในเรื่องการจัดสอนซ่อมเสริมให้ถูกต้อง
ตามหลักการสอนซ่อมเสริม และเรื่องการได้รับงบประมาณเพื่อการเรียนการสอน (3) ปัญหาด้าน
สื่อการเรียนการสอน ปรากฏว่า ปัญหาอยู่ในระดับมาก คือการขาดแหล่งที่จะจัดฝึกอบรมครูในการ
ใช้อุปกรณ์การสอน การขาดงบประมาณในการจัดส่งครูเข้ารับการฝึกอบรมในการใช้อุปกรณ์การ
สอน และความไม่เพียงพอของหนังสือประกอบการค้นคว้าในห้องสมุด การได้รับคู่มือ อุปกรณ์
การเรียนการสอนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันต่อการใช้ การจัดให้มีโสตทัศนูปกรณ์ได้ครบถ้วน
และเรื่องการบริการสื่อการเรียนการสอนของฝ่ายโสตทัศนศึกษา และเรื่องการบำรุงรักษาซ่อมแซม
สื่อการเรียนการสอนให้อยู่ในสภาพที่ใช้ได้ (4) ปัญหาด้านการวัดผลประเมินผลการเรียน
52
ปรากฏว่าปัญหาอยู่ในระดับมาก คือ ความสามารถของครูในการสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดผล
ด้านจิตพิสัยและเรื่องการติดตามนักเรียนที่ได้ระดับผลการเรียน “0” “ร” และ “มส”
สนั่น เมตุลา (2542 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาปัญหาการใช้หลักสูตรด้วยตนเองของ
โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดนครพนม โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหาร
โรงเรียน หัวหน้าหมวดวิชา และครูอาจารย์ในหมวดวิชาที่เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ปีการศึกา 2541 พบว่า ปัญหาการใช้หลักสูตรด้วยตนเองของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศึกษา จังหวัดนครพนม มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง
สุมาลี สังขะไชย (2542 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาการปฏิบัติงานของผู้บริหาร
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา 4 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหาร
โรงเรียน พบว่า (1) การปฏิบัติงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณา
เป็นรายองค์ประกอบพบว่า ปฏิบัติงานวิชาการด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ
ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน และด้านการประเมินผล
การจัดการงานวิชาการอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านการวางแผนงานวิชาการ ด้านการบริหาร
งานวิชาการ และด้านการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับมาก (2) โรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน
โดยภาพรวมการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน
ถาวร กันเมล์ (2542 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการของ
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พบว่า (1) โรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีปัญหาการบริหารงานวิชาการ
โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน คือ ด้านการวางแผนงานวิชาการ
ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้าน
วิชาการ ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน และด้านการประเมิน
ผลการจัดการงานวิชาการ พบว่า เมื่อจำแนกตามขนาดโรงเรียน โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียน
ขนาดกลางและขนาดเล็ก มีปัญหาการบริหารงานวิชาการในระดับปานกลางทุกด้าน แต่เมื่อ
จำแนกตามสถานภาพตำแหน่ง พบว่า หัวหน้าหมวดวิชาและครูผู้สอน มีปัญหาการบริหารงาน
วิชาการในระดับปานกลาง ส่วนผู้บริหารโรงเรียนมีปัญหาในระดับน้อยทุกรายการ ยกเว้นด้าน
การจัดการเรียนการสอนมีปัญหาในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน (2) โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียน
ขนาดกลางและขนาดเล็กมีปัญหาการบริหารงานวิชาการทั้งโดยภาพรวมและเป็นรายด้าน ไม่แตก
ต่างกัน (3) ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้าหมวดวิชา และครูผู้สอน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา
การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยภาพรวมและเป็นรายด้าน 2 ด้าน คือ ด้าน
การวางแผนงานวิชาการ และด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยครูผู้สอนมีปัญหามากกวาผู้บริหารโรงเรียน
53
และหัวหน้าหมวดวิชามีปัญหาด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน
มากกว่าผู้บริหารโรงเรียน
จากผลการศึกษางานวิจัยในประเทศ สรุปว่า ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ส่วนใหญ่
มักจะพบปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนซึ่งเกิดจากปัญหาบุคลากร เอกสารประกอบการสอน
อุปกรณ์และสื่อการสอน การจัดกิจกรรมนักเรียน อาคารสถานที่ การวางแผน การวัดผลและ
ประเมินผลและงานทะเบียนนักเรียน
2. งานวิจัยต่างประเทศ
มินูดิน (Minudin, 1987 : 2403-A) ได้ทำการวิจัยบทบาททางวิชาการของผู้บริหาร
โรงเรียน รัฐซาบาห์ มาเลเซีย พบว่า ส่วนใหญ่ผู้บริหารเป็นหลักในการประเมินผลโครงการ
ของโรงเรียนสนับสนุนให้ผู้ร่วมงานมีการศึกษาและประสบการณ์เพิ่มขึ้น กำหนดวัตถุประสงค์
ของโรงเรียนอย่างชัดเจน ควบคุมโครงการและกิจกรรมอื่นๆ ทั้งหมดของโรงเรียน สอนในระดับ
ขั้นรู้และเข้าใจกฎข้อบังคับในการเรียนรายวิชาต่างๆ
แมททอกซ์ (Mattox, 1987 : 6061-A) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องความต้องการในการ
ปฏิบัติงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนในรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า
ความต้องการอยู่ในระดับสูงของผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ คือ
มีความต้องการที่จะมีความสามารถในการปฏิบัติงานด้านนิเทศ การประเมินผลการปรับปรุง
การเรียนการสอน และการพัฒนาหลักสูตร
อาร์มาสตรอง (Armstrong, 1997 : 121) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลกระทบของเทคนิค
การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีการจัดแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD)
ต่อผลสัมฤทธิ์ทางวิชาสังคมศึกษา และเจตคติต่อการเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนระดับชั้น
เกรด 12 จำนวน 2 ห้องเรียน โดยห้องควบคุมเรียนโดยการบรรยาย ใช้ตำราและแบบฝึกหัด
ส่วนกลุ่มทดลองเรียนโดยการร่วมมือแบบ STAD ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 2 กลุ่ม
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนวิชาสังคมศึกษาไม่แตกต่างกัน แต่จากการสำรวจ
ความคิดเห็น พบว่าทั้งครูและนักเรียน วิธีการจัดกลุ่มแบบ STAD ทำให้นักเรียนเรียนด้วยความ
สนุกสนาน ครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้ง่าย และสะดวก กว่าการสอนแบบบรรยาย
มานิรากัวห์ (Mairaguha, 1997 : 218) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ปัจจัยบางประการ
ที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จทางวิชาการของนักเรียนชั้นปีที่ 1 ในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เปิดสอน
หลักสูตรวันอาทิตย์ ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยทางด้านภูมิหลังของครอบครัว ได้แก่ ระดับ
การศึกษาของพ่อ แม่ อาชีพของพ่อ และขนาดของครอบครัว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จทาง
54
การเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 (2) คุณลักษณะของโรงเรียน เช่น รูปแบบ
การปกครอง ขนาดของโรงเรียน ขนาดของชั้นเรียน และสาขาที่ทำการศึกษา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ
ความสำเร็จทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (3) คุณลักษณะของนักเรียน
เฉพาะในเรื่องพฤติกรรมของนักเรียน และปัจจัยเฉพาะด้านภูมิหลังทางวิชาการ เช่น ผลการเรียน
ในระดับประถมศึกษา ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาฝรั่งเศส ศาสนาและสิ่งแวดล้อมศึกษา
รวมทั้งคะแนนเฉลี่ยสะสมที่สำเร็จการศึกษา และคะแนนสอบเข้าศึกษาต่อ มีส่วนสัมพันธ์กับ
ความสำเร็จทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
จากผลการวิจัยต่างประเทศ สรุปว่า การบริหารงานวิชาการ เน้นการประเมินผล
โครงการ ปรับปรุงการเรียนการสอน พัฒนาหลักสูตรและด้านการนิเทศ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจากงานวิจัยทั้งในประเทศและงานวิจัยต่างประเทศเกี่ยวกับ
งานวิชาการมีลักษณะคล้ายคลึงกันในหัวข้อ ด้านกระบวนการเรียนการสอน ด้านการประเมินผล
ด้านการพัฒนาทางด้านวิชาการ ด้านการนิเทศติดตามผล แต่งานวิจัยต่างประเทศจะเน้นด้านการ
จัดทำหลักสูตรให้สอดคล้องกับท้องถิ่น การจัดกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ
และการประเมินผลเพื่อการพัฒนา
บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการวางแผนงานวิชาการ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียน
การสอน ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ ด้านวัดผลและประเมินผลและงานทะเบียน
นักเรียน และด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ โดยกำหนดขั้นตอนดังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. ตัวแปรที่ศึกษา
3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ได้แก่ ข้าราชครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขต
กรุงธนบุร ี 3 กรุงเทพมหานคร ประจำปีการศึกษา 2545 จาํ นวน 5 โรงเรยี นประกอบดว้ ย
ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 5 คน ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ จำนวน 5 คน และครู-อาจารย์ผู้สอน
จำนวน 392 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ครู-อาจารย์ผู้สอนจำนวน 196 คน โดยใช้ตารางของ เครซี่
และ มอร์แกน (R.C. Krejcie and D.W. Morgan อ้างใน พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 303) และ
กำหนดตามสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างในแต่ละโรงเรียนโดยทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random
Sampling) 2) ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ จำนวน 10 คน ในกลุ่มนี้ได้ศึกษาจาก
ประชากรทั้งหมดเพราะแต่ละโรงเรียนมีผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนฝ่ายวิชาการ
เพียง 1 คนดังรายละเอียดแสดงในตารางที่ 4
56
ตารางที่ 4 จำนวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามโรงเรียน
โรงเรียนในสหวิทยาเขต ผู้บริหาร ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการ ครู-อาจารย์
กรุงธนบุรี 3 ประชากร ประชากร ประชากร กลุ่ม
ตัวอย่าง
1. มัธยมวัดสิงห์ 1 1 126 63
2. รัตนโกสินทร์สมโภช
บางขุนเทียน 1 1 120 60
3. ศึกษานารีวิทยา 1 1 110 55
4. ทวีธาภิเศก 2 1 1 27 14
5. พิทยาลงกรณ์พิทยาคม 1 1 9 4
รวม 5 5 392 196
ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาในการบริหารงานวิชาการ
โรงเรียนมัธยมศึกษา ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่
1. ด้านการวางแผนงานวิชาการ
2. ด้านการบริหารงานวิชาการ
3. ด้านการจัดการเรียนการสอน
4. ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ
5. ด้านวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน
6. ด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ลักษณะของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งศึกษาจากทฤษฎี
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ตอนคือ
ตอนที่ 1 แบบสอบถามสถานภาพของผู้ตอบเป็นแบบเลือกตอบ เกี่ยวกับ
ตำแหน่งหน้าที่ และโรงเรียนที่สังกัด
57
ตอนที่ 2 แบบสอบถามแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่
ด้านการวางแผนงานวิชาการ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอน
ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ ด้านวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียน
นักเรียน และด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ ลักษณะของแบบสอบถามเป็น
แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับโดยมีเกณฑ์การแบ่งความหมาย ดังนี้
5 หมายถึง มีปัญหา มากที่สุด
4 หมายถึง มีปัญหา มาก
3 หมายถึง มีปัญหา ปานกลาง
2 หมายถึง มีปัญหา น้อย
1 หมายถึง มีปัญหา น้อยที่สุด
2. แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ทั้ง 6
ด้าน ได้แก่ ด้านการวางแผนงานวิชาการ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียน
การสอน ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ ด้านวัดผลและประเมินผลการเรียนและ
งานทะเบียนนักเรียน และด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ โดยให้เสนอแนวทาง
การแก้ปัญหาเฉพาะด้านที่มีปัญหาอยู่ในระดับมาก และมากที่สุด
2. การสร้างและการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ
ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือตามขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาเอกสาร ตำรา แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการบริหาร
งานวิชาการ ทั้ง 6 ด้าน (1) ด้านการวางแผนงานวิชาการ (2) ด้านการบริหารงานวิชาการ
(3) ด้านการจัดการเรียนการสอน (4) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมงานด้านวิชาการ (5) ด้านการวัด
ผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน และ (6) ด้านการประเมินผลการ
จัดการงานวิชาการ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม
ขั้นตอนที่ 2 นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้น ไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความตรง
ตามโครงสร้างของเนื้อหา ความถูกต้องเหมาะสมของภาษา และความครอบคลุมทางเนื้อหา
ขั้นตอนที่ 3 นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้ว ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
ความถูกต้อง และความครอบคลุมของเนื้อหา เพื่อให้ได้ข้อคำถามมีความเที่ยงตรงและสมบูรณ์
โดยมีผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านดังต่อไปนี้
58
ดร. สาธิต สันนะกิจ ผู้อำนวยการระดับ 9 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช
บางขุนเทียน
ดร.วิโรจน  วัฒนานิมิตกูล ประธานกรรมการบรหิ ารหลักสตู รครศุ าสตรมหาบณั ฑติ
(หลักสูตรและการสอน)
สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
นายประสาร อุตมางคบวร อดีตผู้อำนวยการระดับ 9 โรงเรียนทวีธาภิเศก
นายทวีศักดิ์ จงประดับเกียรติ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสาธิตมัธยม
สถาบันราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
นายเกษม แย้มศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนแหลมบัววิทยา
ขั้นตอนที่ 4 นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้ กับผู้บริหารและครู
โรงเรียนแจงร้อนวิทยา จำนวน 30 ฉบับ
ขั้นตอนที่ 5 นำแบบสอบถามที่ได้มาหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้
สัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha-Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.97
ขั้นตอนที่ 6 นำแบบสอบถามที่หาค่าความเชื่อมั่นแล้วไปดำเนินการจัดพิมพ์เป็น
แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้
1. ติดต่อขอความอนุเคราะห์จากโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา
ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร โดยมีหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏ
บ้านสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อขอความอนุเคราะห์กลุ่มตัวอย่างไปยังโรงเรียนดังกล่าว
2. เพื่อให้ช่วยดำเนินการแจกแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่าง โดยกำหนดวันส่งคืนแก่
ผู้วิจัย
3. ติดตาม และรับคืนแบบสอบถามให้ครบตามจำนวนที่ส่งไปจำนวน 206 ฉบับ และ
ได้รับแบบสอบถามที่ตอบสมบูรณ์ครบถ้วน จำนวน 206 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวน
แบบสอบถามทั้งหมดที่ส่งไป
59
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย
ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม
สำเร็จรูป SPSS for Windows โดยแบ่งการวิเคราะห์เป็นดังนี้
1. วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยการแจกแจงความถี่
(Frequency) และหาค่าร้อยละ (Percentage)
2. วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ทั้ง 6 ด้าน
โดยการหาค่าเฉลี่ย (X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
การแปลความหมายของปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา กำหนดเกณฑ์
คะแนนเฉลี่ยไว้ดังนี้ (ประคอง กรรณสูตร, 2528 : 70)
ช่วงคะแนน การแปลความหมาย
4.50 – 5.00 มีปัญหา มากที่สุด
3.50 – 4.49 มีปัญหา มาก
2.50 – 3.49 มีปัญหา ปานกลาง
1.50 – 2.49 มีปัญหา น้อย
1.00 – 1.49 มีปัญหา น้อยที่สุด
3. วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา
โดยการสังเคราะห์เนื้อหา
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลผลข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาปัญหาและแนวทาง
การแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขต
กรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
ในการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล ผู้วิจัยใช้โปรมแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows เพื่อวิเคราะห์
ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( X )
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการสังเคราะห์เนื้อหา พร้อมกับนำเสนอในรูปตารางประกอบคำบรรยายตาม
ลำดับดังนี้
1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามโดยการแจกแจงความถี่และหาค่าร้อย
ละ
2. ผลการวิเคราะห์ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา
ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
3. ผลการวิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร โดยการสังเคราะห์เนื้อหา
ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
ผู้ตอบแบบสอบถามเพื่อการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน
ฝ่ายวิชาการ และครู-อาจารย์ผู้สอน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3
กรุงเทพมหานคร ดังรายละเอียดในตารางที่ 5
ตารางที่ 5 แสดงข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
สถานภาพผู้ตอบ จำนวนคน ร้อยละ
ผู้บริหารโรงเรียน 5 2.43
ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนฝ่ายวิชาการ 5 2.43
ครู-อาจารย์ผู้สอน 196 95.14
รวม 206 100.00
จากตารางที่ 5 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นครู-อาจารย์ ร้อยละ 95.14 ส่วนผู้บริหาร
โรงเรียน และผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนฝ่ายวิชาการ ร้อยละ 2.43
61
ผลการวิเคราะห์ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
ผลการวิเคราะห์ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา
ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม และรายด้าน รวมทุกข้อ ปรากฎผลดังแสดงไว้ในตา
รางที่ 6 ถึงตารางที่ 12
ตารางที่ 6 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ ศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
เป็นรายด้านและรวมทุกด้าน
ข้อที่ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ X S.D. ระดับปัญหา
1. ด้านการวางแผนงานวิชาการ 3.04 0.80 ปานกลาง
2. ด้านการบริหารงานวิชาการ 2.99 0.75 ปานกลาง
3. ด้านการจัดการเรียนการสอน 3.00 0.73 ปานกลาง
4. ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ 2.98 0.72 ปานกลาง
5. ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียน
และงานทะเบียนนักเรียน 2.90 0.77 ปานกลาง
6. ด้านการประเมินผลการจัดงานวิชาการ 2.89 0.79 ปานกลาง
รวม 2.97 0.66 ปานกลาง
จากตารางที่ 6 พบว่า ปัญ ห าการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
กรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
( X = 2.97) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านมีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีปัญหา ด้านการ
วางแผนงานวิชาการ มากเป็นอันดับที่ 1 ( X = 3.04) รองลงมาคือ ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอน ( X
= 3.00) และปัญหาด้านการบริหารงานวิชาการ ( X = 2.99) ตามลำดับ
62
ตารางที่ 7 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปัญหาการบริหารงานวิชาการ โ ร ง เรี ย น
มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร ด้านการวางแผนงานวิชา
การ โดยภาพรวมและรายข้อ
ข้อที่ ปัญหาด้านการวางแผนงานวิชาการ X S.D. ระดับปัญหา
1. บุคลากรผู้รับผิดชอบในการเก็บรวบรวมข้อมูลระเบียบ
และแนวปฏิบัติทางราชการเกี่ยวกับงานวิชาการ
3.08 0.93 ปานกลาง
2. การเก็บรวบรวมข้อมูลระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ
งานวิชาการอย่างเป็นระบบและสะดวกในการนำไปใช้ 3.11 0.99 ปานกลาง
3. การจัดทำเอกสารคู่มือครูหรือคู่มือนักเรียน 2.96 1.04 ปานกลาง
4. การเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับงานวิชาการให้ผู้เกี่ยว
ข้องทราบ 3.07 0.95 ปานกลาง
5. การจัดทำแผนงานวิชาการเป็นลายลักษณ์อักษร 3.04 1.10 ปานกลาง
6. การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการ 2.98 0.99 ปานกลาง
7. การประเมินผลเพื่อปรับปรุงและพัฒนางานวิชาการ 3.10 0.92 ปานกลาง
8. การจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับงานวิชาการ 2.99 0.97 ปานกลาง
รวม 3.04 0.80 ปานกลาง
จากตารางที่ 7 พบว่า ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ด้านการวางแผนงานวิชาการ โดยภาพรวม
อยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.04) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าทุกข้ออยู่ในระดับปานกลาง โดยมีปัญหา
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานวิชาการอย่างเป็นระบบและสะดวกในการนำไปใช้
มากเป็นอันดับที่ 1 ( X = 3.11) รองลงมาคือปัญหาการประเมินผลเพื่อปรับปรุงและพัฒนางานวิชาการ ( X =
3.10) และปัญหาบุคลากรผู้รับผิดชอบในการเก็บรวบรวมข้อมูลระเบียบและแนวปฏิบัติทางราชการเกี่ยวกับงาน
วิชาการ ( X = 3.08) ตามลำดับ
ตารางที่ 8 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร ด้านการ
บริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมและรายข้อ
ข้อที่ ปัญหาด้านการบริหารงานวิชาการ X S.D. ระดับปัญหา
63
1. การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบของสายงานวิชาการ 2.92 0.97 ปานกลาง
2. การจัดกลุ่มการเรียนตามโครงสร้างของหลักสูตร 3.05 1.05 ปานกลาง
3. การจัดกลุ่มการเรียนสอดคล้องกับความพร้อม
ด้านอาคารสถานที่บุคลากรและวัสดุอุปกรณ์ 3.03 0.98 ปานกลาง
4. การจัดกลุ่มการเรียนให้นักเรียนเลือกเรียนตามความต้องการ
ความถนัดและความสนใจเพื่อการศึกษาต่อหรือการประกอบ
อาชีพ
3.15 1.02 ปานกลาง
5. การจัดตารางเรียน ตารางสอนรายบุคคลและตาราง
การใช้ห้องเรียน 3.00 1.09 ปานกลาง
6. การติดตามการใช้ตารางเรียนและตารางสอน 2.88 1.05 ปานกลาง
7. การจัดครูเข้าสอนตรงตามความรู้ความสามารถและ
ความถนัดในวิชาที่สอน 2.81 1.10 ปานกลาง
8. การจัดครูเข้าสอนแทนในกรณีที่ครูขาดสอน 2.93 1.09 ปานกลาง
9. การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานวิชา
การ
2.94 0.91 ปานกลาง
10. บุคลากรผู้รับผิดชอบในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใน
การดำเนินงานวิชาการ
3.16 0.95 ปานกลาง
11. การจัดทำข้อมูลสถิติและการประเมินผลเพื่อปรับปรุงและ
พัฒนาการเรียนการสอน
3.02 0.99 ปานกลาง
รวม 2.99 0.75 ปานกลาง
จากตารางที่ 8 พบว่า ปัญ หาการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานวิชาการ
โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 2.99) และเ X มื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าทุกข้ออยู่ในระดับปาน
ก ล า ง โ ด ย มี ปั ญ ห า บุ ค ล า ก ร ผู้ รั บ ผิ ด ช อ บ ใ น ก า ร ใ ช้ น วั ต ก ร ร ม แ ล ะ เท ค โ น โ ล ยี ใ น
การดำ เนินงานวิชาการ มากเป็นอันดับที่ 1 ( X = 3.16) รองลงมาคือ ปัญหาการจัดกลุ่มการเรียน
64
= 3.15) และปัญหาการจัX ดกลุ่มการเรียนตามโครงสร้างของหลักสูตร ( X= 3.05
)ตามลำดับ
ตารางที่ 9 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปัญหาการบริหารงานวิชาการ โ ร ง เรี ย น
มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร ด้านการจัดการ
เรียนการสอน โดยภาพรวมและรายข้อ
ข้อที่ ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอน X S.D. ระดับปัญหา
1. ครูขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำแผน
การสอนและวิธีการเขียนแผนการสอนที่ถูกต้อง 3.06 0.96 ปานกลาง
2. การกระตุ้นและส่งเสริมให้ครูปรับปรุงและพัฒนา
แผนการสอน 3.03 0.97 ปานกลาง
3. การจัดทำแผนการสอนครบทุกรายวิชา 2.89 0.99 ปานกลาง
4. การจัดทำสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน 2.99 0.93 ปานกลาง
5. การนำสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนไปใช้ 2.93 0.89 ปานกลาง
6. งบประมาณสำหรับจัดทำ จัดหา สื่อการเรียนการสอน 3.04 1.02 ปานกลาง
7. การเก็บ บำรุงและรักษาสื่อและอุปกรณ์การเรียน
การสอนอย่างเป็นสัดส่วน 2.92 0.92 ปานกลาง
8. บุคลากรที่จะให้ความรู้แก่ครูในการผลิตสื่อ
และอุปกรณ์ใช้ประกอบการเรียนการสอน 3.17 1.05 ปานกลาง
รวม 3.00 0.73 ปานกลาง
จากตารางที่ 9 พบว่า ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอน โดยภาพ
รวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.00) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าทุกข้ออยู่ในระดับปานกลาง โดยมี
ปัญหาบุคลากรที่จะให้ความรู้แก่ครูในการผลิตสื่อและอุปกรณ์ใช้ประกอบการเรียนการสอน มากเป็นอันดับที่ 1
( X = 3.17) รองลงมาคือปัญหาครูขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำแผนการสอนและวิธีการเขียนแผน
การสอนที่ถูกต้อง ( X = 3.06) และ ปัญหางบประมาณสำหรับจัดทำ จัดหา สื่อการเรียนการสอน ( X =
3.04) ตามลำดับ
ตารางที่ 10 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร ด้านการ
พัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ โดยภาพรวมและ รายข้อ
65
ข้อที่ ปัญหาด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ X S.D. ระดับปัญหา
1. ครูไม่เข้าใจกระบวนการจัดการเรียนการสอน
แบบต่างๆ 2.99 1.03 ปานกลาง
2. การสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการจัดกระบวน
การเรียนการสอนแบบต่างๆ 3.00 0.95 ปานกลาง
3. การใช้สื่อและนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ๆ 3.04 0.94 ปานกลาง
4. การใช้แหล่งการเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน 3.04 1.02 ปานกลาง
5. การพัฒนาการเรียนอย่างต่อเนื่อง 2.98 0.90 ปานกลาง
6. แนวปฏิบัติในการจัดสอนซ่อมเสริม 2.91 0.97 ปานกลาง
7. การนำผลการสอนซ่อมเสริมมาวิเคราะห์และรายงาน 2.96 1.03 ปานกลาง
8. การนำผลการวิเคราะห์มาปรับปรุงและพัฒนา
การสอนซ่อมเสริม 2.93 0.95 ปานกลาง
9. การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน 2.88 0.98 ปานกลาง
10. การมีส่วนร่วมของนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอน
2.97 0.95 ปานกลาง
11. การจัดกิจกรรมนักเรียนตามโครงสร้างของหลักสูตร 2.97 0.98 ปานกลาง
12. การประเมินผลเพื่อปรับปรุงการจัดกิจกรรมนักเรียน
ให้เหมาะสม 2.94 0.92 ปานกลาง
13. การจัดโครงการพัฒนาครูด้านวิชาการ 3.00 0.98 ปานกลาง
14. การประเมินผลการดำเนินการตามแผนหรือโครงการพัฒนาครู
ด้านวิชาการ
3.09 0.95 ปานกลาง
15. การนำผลประเมินไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนา
ครูอย่างต่อเนื่อง 3.02 0.99 ปานกลาง
16. การจัดบรรยากาศทางวิชาการไม่เอื้อประโยชน์ต่อกระบวนการ
เรียนการสอน
3.04 0.95 ปานกลาง
17. การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดบรรยากาศ
ทางวิชาการ 2.87 0.90 ปานกลาง
ตารางที่ 10 (ต่อ)
ข้อที่ ปัญหาด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ X S.D. ระดับปัญหา
18. การประเมินผลการจัดบรรยากาศทางวิชาการ 3.00 0.95 ปานกลาง
19. การนำผลการประเมินการจัดบรรยากาศทางวิชาการ
ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 2.89 1.00 ปานกลาง
20. การส่งเสริมให้ครู-อาจารย์มีความรู้ในการวิเคราะห์วิจัย
เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน 3.05 1.02 ปานกลาง
66
21. การเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และวิจัยในชั้นเรียน 3.08 1.02 ปานกลาง
รวม 2.98 0.72 ปานกลาง
พบว่า ปัญ หากาจากตารางที่ 10 รบริหารงานวิชาการ ด้านการ พัฒ นาและส่งเสริม
ทางด้านวิชาการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 2.98) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ
พบว่าทุกข้ออยู่ในระดับปานกลาง โดยมีปัญหาการประเมินผลการดำเนินการตามแผนหรือ โครงการพัฒนา
ครูด้านวิชาการ มากเป็นอันดับที่ 1 ( X = 3.09) รองลงมาคือปัญหาการเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และวิจัยใน
ชั้นเรียน ( X = 3.08) และปัญหาการส่งเสริมให้ครู-อาจารย์มีความรู้ในการวิเคราะห์วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียน
การสอน ( X = 3.05) ตามลำดับ
ตารางที่ 11 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปัญหาการบริหารงานวิชาการ โ ร งเรี ย น มั ธ ย ม
ศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร ด้านการวัดผลและประเมินผล
การเรียนและงานทะเบียนนักเรียน โดยภาพรวมและรายข้อ
ปัญหาด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและ
งานทะเบียนนักเรียน
ข้อที่ X S.D. ระดับปัญหา
1. การรวบรวมระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผล
และประเมินผลการเรียน 2.97 1.01 ปานกลาง
2. การกำหนดแนวปฏิบัติและจัดทำปฏิทินปฏิบัติงานเกี่ยวกับการ
วัดผลและประเมินผลการเรียนเป็น
ลายลักษณ์อักษร 2.87 1.00 ปานกลาง
3. การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติและปฏิทินปฏิบัติงานตามระเบียบว่า
67
ด้วยการวัดผลและประเมินผลการเรียน 2.78 0.96 ปานกลาง
4. การนำผลการประเมินมาปรับปรุงการเรียนการสอน 2.93 0.92 ปานกลาง
5. การสร้างเครื่องมือในการวัดผลเป็นไปตามจุดประสงค์
การเรียนรู้ของรายวิชา 2.92 0.93 ปานกลาง
6. การวิเคราะห์และปรับปรุงเครื่องมือในการวัดผล 2.84 0.92 ปานกลาง
7. การจัดให้มีคลังข้อสอบครบทุกรายวิชา 3.08 1.01 ปานกลาง
8. การจัดให้มีเอกสารและแบบฟอร์มเกี่ยวกับการวัดผลและ
ประเมินผลการเรียนอย่างมีระบบและสะดวกต่อการใช้
2.90 0.98 ปานกลาง
9. การปรับปรุงเอกสารและแบบฟอร์มที่ใช้ในการวัดผลและ
ประเมินผลการเรียนให้เหมาะสมและสะดวกต่อการใช้
2.90 0.99 ปานกลาง
10. การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับการวัดผล
และประเมินผล
2.95 1.00 ปานกลาง
11. การรายงานผลการเรียนตามระเบียบว่าด้วยการวัดผลและ
ประเมินผลการเรียน
2.79 0.97 ปานกลาง
ตารางที่ 11 (ต่อ)
ปัญหาด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและ
งานทะเบียนนักเรียน
ข้อที่ X S.D. ระดับปัญหา
12. การจัดเก็บรักษาหลักฐานการวัดผลและประเมินผล
การเรียนอย่างเรียบร้อยปลอดภัย 2.88 1.01 ปานกลาง
13. ทะเบียนนักเรียนหรือหลักฐานงานทะเบียนนักเรียน
ขาดความครบถ้วนถูกต้องชัดเจนและเป็นปัจจุบัน 2.77 0.96 ปานกลาง
รวม 2.89 0.77 ปานกลาง
จากตารางที่ 11 พบว่า ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและ
งานทะเบียนนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 2.89) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าทุกข้อ
อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีปัญหาการจัดให้มีคลังข้อสอบครบทุกรายวิชา มากเป็นอันดับที่ 1 ( X = 3.08) รอง
ลงมาคือปัญหาการรวบรวมระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลการเรียน ( X = 2.97)
และปัญหาการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผล ( X = 2.95) ตาม
ลำดับ
68
ตารางที่ 12 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
ด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ โดยภาพรวมและ รายข้อ
ข้อที่ ปัญหาด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ X S.D. ระดับปัญหา
1. การดำเนินการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ 2.89 0.91 ปานกลาง
2. การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล 2.89 0.91 ปานกลาง
3. หลักฐานการประเมินผลการดำเนินงานวิชาการ 2.83 0.93 ปานกลาง
4. การวิเคราะห์ผลการประเมินการดำเนินงานวิชาการ 2.85 0.85 ปานกลาง
5. การนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการ
ดำเนินงานวิชาการ
2.95 0.92 ปานกลาง
รวม 2.89 0.79 ปานกลาง
จ าก ต าร าง ที่ 12 พ บ ว่ า ปั ญ ห าก าร บ ริ ห าร ง าน วิ ช าก าร ด้ าน ก าร ป ร ะ เมิ น ผ ล
การจัดการงานวิชาการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 2.89) และเมื่อพิจารณ าเป็น
ร าย ข้ อ พ บ ว่ า ทุ ก ข้ อ อ ยู่ ใน ร ะ ดั บ ป าน ก ล าง โ ด ย มี ปั ญ ห าก าร นํ าผ ล ก าร วิ เค ร าะ ห์ ไ ป ใ ช้
ในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานวิชาการ มากเป็นอันดับที่ 1 ( X = 2.95) รองลงมาคือปัญหาการ
ดำเนินการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ และปัญหาการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการเก็บและวิเคราะห์
ข้อมูล ( X = 2.89) ตามลำดับ
ผลการวิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
ผู้บ ริห ารโรงเรียน ผู้ช่ วยผู้บ ริห ารโรงเรียน ฝ่ายวิช าก าร แล ะค รู-อ าจารย์ผู้ ส อ น
ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสห
วิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร ดังรายละเอียดในตารางที่ 13-18
ตารางที่ 13 แสดงค่าความถี่แนวทางการแก ้ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา
สั งกั ด ก รม ส ามั ญ ศึ ก ษ า ใน ส ห วิท ยาเข ต ก รุง ธ น บุ รี 3 ด้ าน ก ารวางแ ผ น งาน วิช าก าร
กรุงเทพมหานคร
ข้อที่ แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ความถี่
ควรจัดให้มีระบบฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างโรงเรียนในสห
วิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 และจัดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้าน
การจัดทำฐานข้อมูลโดยตรง
1.
14
69
2. ควรกำหนดแบบฟอร์มที่ใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลร่วมกัน
เพื่อให้เกิดความสะดวกในการป้อนข้อมูล
ลงบนฐานข้อมูล
11
3 ควรจัดให้มีการเผยแพร่เอกสารและประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าว
สารร่วมกัน โดยจัดทำ เว็บไซต์ของโรงเรียนในสหวิทยาเขต
กรุงธนบุรี 3
9
4 ควรจัดทำแผนงานวิชาการที่เป็นลายลักษณ์อักษรและสามารถ
ใช้ปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างจริงจัง
7
จากตารางที่ 13 พบว่า ด้านการวางแผนงานวิชาการ
1. ควรจัดให้มีระบบฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างโรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 และจัดให้
มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านการจัดทำฐานข้อมูลโดยตรง
2. ควรกำหนดแบบฟอร์มที่ใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการ
ป้อนข้อมูลลงบนฐานข้อมูล
3. ค วรจัด ให้ มี การเผยแพ ร่เอ กส ารแล ะป ระช าสั ม พั น ธ์ข้ อมู ลข่ าวส ารร่วม กั น
โดยจัดทำ เว็บไซต์ของโรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3
4. ควรจัดทำ แผน งานวิชาการที่เป็น ลายลักษณ์ อักษ รและสามารถใช้ปฏิบัติงาน
ร่วมกันได้อย่างจริงจัง
ตารางที่ 14 แสดงค่าความถี่แนวทางการแก ้ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกั ดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขต กรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร ด้านการริหาร
งานวิชาการ
ข้อที่ แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ความถี่
1. ควรจัดให้มีบุคลากรผู้รับผิดชอบในการใช้นวัตกรรม และ
เทคโนโลยีในการดำเนินงานวิชาการ
11
2. ควรจัดกลุ่มการเรียนตามความถนัด และตามความสามารถของ
ผู้เรียน
9
3. ควรมีบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการรับผิดชอบทางด้านการจัดตา
รางเรียน ตารางสอน รวมทั้งการใช้ห้องเรียน ซึ่งก่อให้เกิด
ประโยชน์ทั้งต่อครูผู้สอนและนักเรียน
ให้มากที่สุด
7
70
4. โรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ควรมีการนำเอารายวิชาที่
ขาดแคลนบุคลากรในการสอน จัดทำเป็นแบบเรียนสำเร็จรูป
และนำเสนอไว้ในเว็บไซต์ของ
โรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 เพื่อสะดวกต่อการนำไป
ใช้ในการบริหารงานวิชาการ
6
จากตารางที่ 14 พบว่า ด้านการบริหารงานวิชาการ
1. ควรจัดให้มีบุคลากรผู้รับผิดชอบในการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีในการดำเนินงานวิชา
การ
2. ควรจัดกลุ่มการเรียนตามความถนัด และตามความสามารถของผู้เรียน
3. ควรมีบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการรับผิดชอบทางด้านการจัดตารางเรียน ตารางสอน รวมทั้ง
การใช้ห้องเรียน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อครูผู้สอนและนักเรียนให้มากที่สุด
4. โรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ควรมีการนำเอารายวิชาที่ขาดแคลนบุคลากรในการ
สอน จัดทำเป็นแบบเรียนสำเร็จรูปและนำเสนอไว้ในเว็บไซต์ของโรงเรียนใน สหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 เพื่อ
สะดวกต่อการนำไปใช้ในการบริหารงานวิชาการ
ตารางที่ 15 แสดงค่าความถี่แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
ด้านการจัดการเรียนการสอน
ข้อที่ แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ความถี่
1. ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ครูผู้สอนได้มี
ความรู้และความเข้าใจในการผลิตสื่อ และอุปกรณ์ประกอบ
การเรียนการสอน
17
71
2.
3.
ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการในการจัดทำแผนการเรียน
รู้อย่างต่อเนื่องภายในโรงเรียนที่อยู่ใน
สหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีความรู้ความเข้า
ใจในเรื่องการจัดทำแผนการเรียนรู้
ควรส่งเสริมและให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัด
ทำสื่อ มีการประกวดการจัดทำสื่อและอุปกรณ์การเรียนการ
สอน โดยจัดให้มีเวทีในการนำเสนอ
ผลงาน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้จัดทำสื่อและอุปกรณ์การ
เรียนการสอนได้เผยแพร่และแสดงผลงานของตนด้วย
14
7
4. โรงเรียนในกลุ่มสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ควรส่งเสริมและ
แลกเปลี่ยนบุคลากรเพื่อให้ความรู้ในการผลิตสื่อและอุปกรณ์ที่
ใช้ประกอบการเรียนการสอนร่วมกัน
5
จากตารางที่ 15 พบว่า ด้านการจัดการเรียนการสอน
1. ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีความรู้และความเข้าใจในการผลิต
สื่อ และอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน
2. ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการในการจัดทำแผนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ภายในโรง
เรียนที่อยู่ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดทำแผนการเรียนรู้
3. ควรส่งเสริมและให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดทำสื่อ มีการประกวดการจัดทำ
สื่ อ แ ล ะ อุ ป ก ร ณ์ ก า ร เรี ย น ก า ร ส อ น โ ด ย จั ด ใ ห้ มี เว ที ใ น ก า ร นํ า เส น อ ผ ล ง า น ซึ่ ง เป็ น
การเปิดโอกาสให้ผู้จัดทำสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนได้เผยแพร่และแสดงผลงานของตนด้วย
4. โรงเรียนในกลุ่มสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ควรส่งเสริมและแลกเปลี่ยนบุคลากรเพื่อให้ความ
รู้ในการผลิตสื่อและอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนร่วมกัน
ตารางที่ 16 แสดงค่าความถี่แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางวิชาการ
ข้อที่ แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ความถี่
1. ควรจัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานตามแผน หรือโครง
การพัฒนาครูด้านวิชาการ
9
72
2.
3.
ควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อส่งเสริมให้มีการวิจัยในชั้น
เรียน
ควรจัดทำทะเบียนแหล่งเรียนรู้ภายนอกที่สอดคล้องกับหลัก
สูตร มีการประสานงานและขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่
เกี่ยวข้องในการนำนักเรียนเข้าไปศึกษา
6
4
4. ควรจัดทำแผนงานเพื่อให้มีการนิเทศการสอนโดย
ตนเอง หรือโดยเพื่อนครู และผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง
2
จากตารางที่ 16 พบว่า ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางวิชาการ
1. ควรจัดให้ มีการป ระเมิน ผลการดำ เนิ น งาน ตามแผน ห รือโครงการพั ฒ น าครู
ด้านวิชาการ
2. ควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อส่งเสริมให้มีการวิจัยในชั้นเรียน
3. ค ว ร จั ด ทํ าท ะ เบี ย น แ ห ล่ ง เรี ย น รู้ ภ าย น อ ก ที่ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ห ลั ก สู ต ร แ ล ะ
มีการประสานงานและขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำนักเรียนเข้าไปศึกษา
4. ควรจัดทำแผนงานเพื่อให้มีการนิเทศการสอนโดยตนเอง หรือโดยเพื่อนครูและผู้บริหาร
อย่างต่อเนื่อง
ตารางที่ 17 แสดงค่าความถี่แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน
ข้อที่ แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ความถี่
1. ควรจัดทำคลังข้อสอบโรงเรียนในสหวิทยาเขต
กรุงธนบุรี 3 ทุกรายวิชาเพื่อช่วยให้ครูผู้สอนสามารถนำเอาข้อ
สอบเก่ามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7
73
2.
3.
โรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ควรมีการจัดตั้งหน่วย
งานกลางเพื่อทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมระเบียบและวิธี
ปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลการเรียนขึ้นมา โดย
ให้มีการกำหนดระเบียบ
และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลการเรียนที่
สามารถใช้ร่วมกัน
ฝ่ายบริหารควรให้การสนับสนุน ติดตาม และอำนวยความ
สะดวกให้มีการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการวัดผลและ
ประเมินผลให้มากยิ่งขึ้น เช่น โปรแกรมใหม่และการปรับปรุง
ประสิทธิภาพของ
เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถรองรับกับ
โปรแกรมที่นำมาใช้
6
4
4. ฝ่ายบริหารควรจัดให้มีการสรุปงานเป็นรายภาคเรียน หรือราย
ปี โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจ
หลักฐาน เพื่อความถูกต้องของทะเบียนนักเรียน และมีการ
ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนนักเรียนให้เป็นปัจจุบัน
2
จากตารางที่ 17 พบว่า ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนและงานทะเบียนนักเรียน
1. ควรจัดทำคลังข้อสอบโรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ทุกๆรายวิชาเพื่อช่วยให้ครูผู้สอน
สามารถนำเอาข้อสอบเก่ามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. โรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อทำ หน้าที่
ในการเก็บรวบรวมระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลการเรียนขึ้นมา โดยให้มีการกำหนด
ระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลการเรียนที่สามารถใช้ร่วมกัน
3. ฝ่ายบริหารควรให้การสนับสนุน ติดตาม และอำนวยความสะดวกให้มีการนำเอาเทคโนโลยี
ต่ า ง ๆ ม า ใ ช้ ใ น ก า ร วั ด ผ ล แ ล ะ ป ร ะ เมิ น ผ ล ใ ห้ ม า ก ยิ่ ง ขึ้ น เช่ น โ ป ร แ ก ร ม ใ ห ม่ แ ล ะ
การปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถรองรับกับโปรแกรมที่นำมาใช้
4. ฝ่ายบริหารควรจัดให้มีการสรุปงานเป็นรายภาคเรียน หรือรายปี โดยมีการแต่งตั้งคณะ
ก ร ร ม ก าร ต ร ว จ ห ลั ก ฐ าน เพื่ อ ค ว าม ถู ก ต้ อ งข อ งท ะ เบี ย น นั ก เรี ย น แ ล ะ มี ก าร ป รั บ ป รุ ง
ข้อมูลทะเบียนนักเรียนให้เป็นปัจจุบัน
74
ตารางที่ 18 แสดงค่าความถี่แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
ด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ
ข้อที่ แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ความถี่
1. ควรนำเอาผลที่ได้จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาใช้ในการ
พัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานทางวิชาการทุกๆ ครั้ง
8
2. ควรมีการนำเอาโปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์มาช่วยใน
การจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล มีการจัดทำสถิติต่างๆ เพื่อใช้
เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
5
3. ควรจัดให้มีหน่วยกลางเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับ
การประเมินผลการดำเนินงานขึ้นภายใน
โรงเรียน ซึ่งอาจจัดตั้งในรูปแบบของหน่วยงาน
ตรวจสอบคุณภาพภายใน
4
4. ควรจัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานทุกภาคเรียน เพื่อนำ
ผลการประเมินดังกล่าวมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนางาน
วิชาการเพื่อให้งานวิชาการ
มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2
จากตารางที่ 18 พบว่า ด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ
75
1. ควรนำเอาผลที่ได้จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนิน
งานทางวิชาการทุกๆ ครั้ง
2. ควรมีการนำเอาโปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล
มีการจัดทำสถิติต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
3. ควรจัดให้มีหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการประเมินผลการดำเนิน
งานขึ้นภายในโรงเรียน ซึ่งอาจจัดตั้งในรูปแบบของหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพภายใน
4. ควรจัดให้มีการประเมินผลการดำ เนินงานทุกภาคเรียน เพื่อนำ ผลการประเมิน
ดังกล่าวมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนางานวิชาการเพื่อให้งานวิชาการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
บทที่ 5
สรุปผลการวิจัย อภิปราย และข้อเสนอแนะ
การวิจัยเรื่อง “การศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร”
ในบทนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ไว้ดังต่อไปนี้
1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
2. วิธีดำเนินการวิจัย
3. สรุปผลการวิจัย
4. อภิปรายผล
5. ข้อเสนอแนะ
1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.1 เพื่อศึกษาระดับปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
1.2 เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
2. วิธีดำเนินการวิจัย
2.1 ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เป็นผู้บริหารโรงเรียนจำนวน
5 คน ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการจำนวน 5 คน และครู-อาจารย์ผู้สอนจำนวน 196 คน รวมทั้งสิ้น
จำนวน 206 คน
2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยศึกษาจาก
ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีจำนวน 2 ตอน คือ (1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบสอบถาม
(2) ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามฉบับที่
สร้างขึ้นมาให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ทำการตรวจสอบ ความถูกต้อง และความครอบคลุมของ
เนื้อหา เพื่อให้ได้ข้อคำถามที่มีความเที่ยงตรงและความสมบูรณ์ แล้วจึงนำแบบสอบถามฉบับ
สมบูรณ์ไปทำการทดลองใช้กับผู้บริหารและครูโรงเรียนแจงร้อนวิทยา จำนวน 30 คน เพื่อหา
77
ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของ ครอนบาค (Cronbach)ได้ค่า
สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น = 0.97
2.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง และ
ได้รับแบบสอบถามที่ตอบสมบูรณ์ครบถ้วน จำนวน 206 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100.00
2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows ซึ่งได้ดำเนินการวิเคราะห์ค่าสถิติ ค่าร้อยละ
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา แล้วจึงนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ในรูปตารางประกอบคำบรรยาย
3. สรุปผลการวิจัย
3.1 ผลการศึกษาระดับปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
กรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้าน มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน โดยเรียง
ลำดับของระดับปัญหาด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ (1) ด้านการวางแผน
งานวิชาการ (2) ด้านการจัดการเรียนการสอน (3) ด้านการบริหารงานวิชาการ (4) ด้านการพัฒนา
และส่งเสริมทางด้านวิชาการ (5) ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน
และ (6) ด้านการประเมินผลการจัดงานวิชาการ ตามลำดับ
เมื่อพิจารณารายละเอียดของแต่ละด้านเป็นรายข้อ พบว่า
1) ด้านการวางแผนงานวิชาการ มีปัญหาในภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับ
ปานกลางเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลระเบียบและ
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานวิชาการอย่างเป็นระบบและสะดวกในการนำไปใช้ มีปัญหาอยู่ในระดับ
มาก เป็นอันดับที่ 1 รองลงมาคือ การประเมินผลเพื่อปรับปรุงและพัฒนางานวิชาการ และบุคลากร
ผู้รับผิดชอบในการเก็บรวบรวมข้อมูล ระเบียบและแนวปฏิบัติทางราชการเกี่ยวกับงานวิชาการ
ตามลำดับ
2) ด้านการบริหารงานวิชาการ มีปัญหาในภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับ
ปานกลางเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า บุคลากรผู้รับผิดชอบในการใช้
นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการดำเนินงานวิชาการ มีปัญหาอยู่ในระดับมาก เป็นอันดับที่ 1 รอง
ลงมาคือ การจัดกลุ่มการเรียนให้นักเรียนเลือกเรียนตามความต้องการ ความถนัดและความสนใจ
เพื่อการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพ และ การจัดกลุ่มการเรียนตามโครงสร้างของหลักสูตร
ตามลำดับ
78
3) ด้านการจัดการเรียนการสอน มีปัญหาในภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับ
ปานกลางเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า บุคลากรที่จะให้ความรู้แก่ครูในการ
ผลิตสื่อและอุปกรณ์ใช้ประกอบการเรียนการสอน มีปัญหาอยู่ในระดับมาก เป็นอันดับที่ 1
รองลงมาคือ ครูขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำแผนการสอนและวิธีการเขียน
แผนการสอนที่ถูกต้อง และ งบประมาณสำหรับจัดทำ จัดหา สื่อการเรียนการสอน ตามลำดับ
4) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ มีปัญหาในภาพรวมและ
รายข้ออยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าการประเมินผล
การดำเนินการตามแผนหรือโครงการพัฒนาครูด้านวิชาการ มีปัญหาอยู่ในระดับมาก เป็นอันดับที่
1 รองลงมาคือ การเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และวิจัยในชั้นเรียน และ การส่งเสริมให้ครู-อาจารย์
มีความรู้ในการวิเคราะห์วิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ตามลำดับ
5) ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน มีปัญหาใน
ภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การจัด
ให้มีคลังข้อสอบครบทุกรายวิชา มีปัญหาอยู่ในระดับมาก เป็นอันดับที่ 1 รองลงมาคือ การรวบรวม
ระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลการเรียน และ การนำเทคโนโลยีมาใช้ใน
การดำเนินการเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผล ตามลำดับ
6) ด้านการประเมินผลการจัดงานวิชาการ มีปัญหาในภาพรวมและรายข้ออยู่ใน
ระดับปานกลางเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ใน
การปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานวิชาการ มีปัญหาอยู่ในระดับมาก เป็นอันดับที่ 1 รองลงมา
คือ การดำเนินการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ และ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บและ
วิเคราะห์ข้อมูล ตามลำดับ
3.2 ผลการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร พบว่า
1) ด้านการวางแผนงานวิชาการ (1) ควรจัดให้มีระบบฐานข้อมูลร่วมกัน
ระหว่างโรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 และจัดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านการจัดทำฐาน
ข้อมูลโดยตรง (2) ควรกำหนดแบบฟอร์มที่ใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เกิดความ
สะดวกในการป้อนข้อมูลลงบนฐานข้อมูล
2) ด้านการบริหารงานวิชาการ (1) ควรจัดให้มีบุคลากรผู้รับผิดชอบในการใช้
นวัตกรรม และเทคโนโลยีในการดำเนินงานวิชาการ (2) ควรจัดกลุ่มการเรียนตามความถนัด และ
ตามความสามารถของผู้เรียน
79
3) ด้านการจัดการเรียนการสอน (1) ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ
เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีความรู้และความเข้าใจในการผลิตสื่อ และอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน
(2) ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการในการจัดทำแผนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องภายในโรงเรียนที่
อยู่ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดทำแผน
การเรียนรู้
4) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางวิชาการ (1) ควรจัดให้มีการประเมินผลการ
ดำเนินงานตามแผน หรือโครงการพัฒนาครูด้านวิชาการ (2) ควรจัดอบรมเชิงปฎิบัติการ เพื่อส่ง
เสริมให้มีการทำวิจัยในชั้นเรียน
5) ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนและงานทะเบียนนักเรียน
(1) ควรจัดทำคลังข้อสอบโรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ทุกรายวิชา เพื่อช่วยให้ครูผู้สอน
สามารถนำเอาข้อสอบเก่ามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2) โรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3
ควรมีจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัด
ผลและประเมินผลการเรียนขึ้นมา โดยให้มีการกำหนดระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผล
และประเมินผลการเรียนที่สามารถใช้ร่วมกัน
6) ด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ (1) ควรนำเอาผลที่ได้จาก
การวิเคราะห์ สังเคราะห์มาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานทางวิชาการทุกๆ ครั้ง
(2) ควรนำเอาโปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล
มีการจัดทำสถิติต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
4. อภิปรายผล
จากผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยพบประเด็นที่สำคัญและสามารถนำมาอภิปรายได้ดังนี้
4.1 การศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า มี
ระดับปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการวางแผนงานวิชาการ เป็นปัญหาอยู่ในระดับ
ปานกลางที่ค่อนข้างมาก ซึ่งผลการวิจัยที่พบในครั้งนี้สอดคล้องกับผลวิจัยของรุจิรา
ผดุงแผ้ว (2541 : บทคัดย่อ) ซึ่งศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยภาพรวมและรายด้านพบว่ามีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง
โดยด้านการวางแผนงานวิชาการ เป็นปัญหาอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างน้อย นอกจากนี้
ผลการวิจัยที่ผู้วิจัยพบในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของ เจริญ ชาเรืองเดช (2542 : บทคัดย่อ)
ซึ่งพบว่า ปัญหาการปฏิบัติงานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา
80
จังหวัดนครพนม มีปัญหาการปฏิบัติงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อ
พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีปัญหาอยู่ในระดับน้อยเพียง 1 ด้าน คือ การวางแผนงานวิชาการ
และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ สุมาลี สังขะไชย (2542 : บทคัดย่อ) พบว่า การปฏิบัติงานของ
ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 4 การปฏิบัติงานวิชาการโดย
ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบพบว่า การปฏิบัติงานวิชาการด้าน
การวางแผนงานวิชาการ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของ
ถาวร กันเมล์ (2542 : บทคัดย่อ) ซึ่งได้ทำการศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยผลการวิจัยพบว่า ด้านการ
วางแผนงานวิชาการเป็นปัญหามากกว่าทุกด้าน ผู้วิจัยมีความเห็นว่าการที่ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจ
เกิดเนื่องมาจากการศึกษาในระดับมัธยมศึกษากำลังอยู่ในช่วงของการปฏิรูปการศึกษา จึงส่งผลให้
เกิดปัญหาด้านการวางแผนงานวิชาการอยู่ในระดับที่มากกว่าปัญหาด้านอื่นๆ เนื่องจากครูที่ต้อง
ปฏิบัติงานในส่วนของการวางแผนงานวิชาการยังขาดความร ู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนงาน
วิชาการส่วนหนึ่ง ประกอบกับภาระกิจหลักของครู คือ งานสอน จึงทำให้ครูมีปัญหาทางด้าน
การวางแผนงานวิชาการอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง
ถ้าพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า
1) ด้านการวางแผนงานวิชาการ มีปัญหาในภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับ
ปานกลาง ส่วนเรื่อง การเก็บรวบรวมข้อมูลระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานวิชาการอย่างเป็น
ระบบและสะดวกในการนำไปใช้ มีปัญหาอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าโรงเรียนมัธยม
ศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ส่วนใหญ่มักจะพบปัญหาในเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นผล
เนื่องมาจาก ขาดการตรวจสอบและติดตาม อีกทั้งยังขาดความร่วมมือกันของโรงเรียนที่อยู่ในสห
วิทยาเขต เดียวกัน โดยเฉพาะการนำเอาระบบฐานข้อมูลหรือโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์มาใช้งาน
ร่วมกัน
2) ด้านการบริหารงานวิชาการ มีปัญหาในภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับ
ปานกลาง ส่วนเรื่อง บุคลากรผู้รับผิดชอบในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการดำเนินงาน
วิชาการ มีปัญหาอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ทวีศักดิ์
หงส์อารยะชน (2542 : บทคัดย่อ) ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่อง การศึกษาสภาพและปัญหางานวิชาการ
ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมสามัญศึกษา กรุงเทพมหานคร สิ่งที่เป็น
ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือ เรื่อง การขาดบุคลากรที่มีถนัดในด้านวิชาชีพ ขาดแคลนงบประมาณ
อาคารสถานที่ไม่เพียงพอ ผู้วิจัยมีความเห็นว่า หากโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ได้
นำเอาแนวคิดการจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต กรมสามัญศึกษา (มปป. : 1) โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันในสหวิทยาเขต มาใช้จะทำให้ปัญหาข้างต้นสามารถลดลงไปได้
81
3) ด้านการจัดการเรียนการสอน มีปัญหาในภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับ
ปานกลาง ส่วนเรื่อง บุคลากรที่จะให้ความรู้แก่ครูในการผลิตสื่อและอุปกรณ์ใช้ประกอบการเรียน
การสอน มีปัญหาอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ทวีศักดิ์
หงส์อารยะชน (2542 : บทคัดย่อ) ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่อง การศึกษาสภาพและปัญหางานวิชาการ
ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมสามัญศึกษา กรุงเทพมหานคร สิ่งที่เป็น
ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของบุคลากร ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ การผลิตสื่อและอุปกรณ์เพื่อ
ใช้สำหรับประกอบการเรียนการสอน ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา
เป็นอย่างมาก
4) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ มีปัญหาในภาพรวมและ
รายข้ออยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเรื่อง การประเมินผลการดำเนินการตามแผนหรือโครงการ
พัฒนาครูด้านวิชาการ มีปัญหาอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ
ศรีวรรณ ปินใจ (2542 : บทคัดย่อ) ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่อง การศึกษาปัญหาการใช้หลักสูตรมัธยม
ศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 ในทรรศนะของผู้ปฏิบัติงานวิชาการ และผู้บริหารโรงเรียนมัธยม
ศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดเชียงราย สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ ด้านบุคลากร
ขาดงบประมาณในการส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมหรือประชุมทางวิชาการ เป็นผลให้บุคลากร
ขาดความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับระบบการประเมินผลการดำเนินการตามแผนหรือโครงการพัฒนา
ครูด้านวิชาการ
5) ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและงานทะเบียนนักเรียน มีปัญหาใน
ภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเรื่อง การจัดให้มีคลังข้อสอบครบทุกรายวิชา
มีปัญหาอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของดำรงค์ ภุมมา (2542 :
บทคัดย่อ) ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่อง การศึกษางานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศึกษา : ศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โดยสิ่งที่เป็นปัญหา
มากที่สุดคือ ครูมีชั่วโมงสอนมาก ทำให้ไม่มีเวลาออกข้อสอบ ทั้งนี้ผู้วิจัยมีความเห็นว่า ในการจัด
ทำคลังข้อสอบของโรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 มีความจำเป็นและเป็นปัญหาที่ควรได้รับ
การแก้ไขอย่างเร่งด่วน
6) ด้านการประเมินผลการจัดงานวิชาการ มีปัญหาในภาพรวมและรายข้ออยู่ใน
ระดับปานกลาง ส่วนเรื่อง การนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงาน
วิชาการ มีปัญหาอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ดำรงค์ ภุมมา
(2542 : บทคัดย่อ) ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่อง การศึกษางานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
กรมสามัญศึกษา : ศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ และพบว่า
นอกจากปัญหาด้านการออกข้อสอบของครูแล้ว ยังพบประเด็นที่เป็นปัญหาคือ การวิเคราะห์
82
ผลการประเมินผลงานด้านวิชาการไม่ชัดเจนและไม่นำผลการวิเคราะห์มาปรับปรุง และพัฒนางาน
วิชาการ
4.2 แนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร สรุปได้ดังนี้
1) ด้านการวางแผนงานวิชาการ (1) ควรจัดให้มีระบบฐานข้อมูลร่วมกันระหว่าง
โรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 และจัดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านการจัดทำฐานข้อมูล
โดยตรง (2) ควรกำหนดแบบฟอร์มที่ใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลร่วมกันเพื่อให้เกิดความสะดวก
ในการป้อนข้อมูลลงบนฐานข้อมูล และ (3) ควรจัดให้มีการเผยแพร่เอกสารและประชาสัมพันธ์
ข้อมูลข่าวสารร่วมกัน โดยจัดทำ เว็บไซต์ของโรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3
2) ด้านการบริหารงานวิชาการ (1) ควรจัดให้มีบุคลากรผู้รับผิดชอบในการใช้
นวัตกรรม และเทคโนโลยีในการดำเนินงานวิชาการ (2) ควรจัดกลุ่มการเรียนตามความถนัด และ
ตามความสามารถของผู้เรียน และ (3) ควรมีบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการรับผิดชอบทางด้านการจัด
ตารางเรียน ตารางสอน รวมทั้งการใช้ห้องเรียนซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อครูผู้สอนและนักเรียน
ให้มากที่สุด
3) ด้านการจัดการเรียนการสอน (1) ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้
ครูผู้สอนได้มีความรู้และความเข้าใจในการผลิตสื่อ และอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน
(2) ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการในการจัดทำแผนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องภายในโรงเรียนที่
อยู่ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการจัดทำแผนการ
เรียนรู้ และ (3) ควรส่งเสริมและให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดทำสื่อ มีการประกวด
การจัดทำสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยจัดให้มีเวทีในการนำเสนอผลงาน ซึ่งเป็นการเปิด
โอกาสให้ผู้จัดทำสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนได้เผยแพร่และแสดงผลงานของตนด้วย
4) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางวิชาการ (1) ควรจัดให้มีการประเมินผลการ
ดำเนินงานตามแผน หรือโครงการพัฒนาครูด้านวิชาการ (2) ควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อส่ง
เสริมให้มีการทำวิจัยในชั้นเรียน และ (3) ควรจัดทำทะเบียนแหล่งเรียนรู้ภายนอกที่สอดคล้องกับ
หลักสูตรและมีการประสานงานขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำนักเรียนเข้าไป
ศึกษา
5) ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนและงานทะเบียนนักเรียน
(1) ควรจัดทำคลังข้อสอบในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ทุกรายวิชาเพื่อช่วยให้ครูผู้สอนสามารถนำ
เอาข้อสอบเก่ามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2) โรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ควรมีการจัด
ตั้งหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและ
ประเมินผลการเรียนขึ้นมา โดยให้มีการกำหนดระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและ
83
ประเมินผลการเรียนที่สามารถใช้ร่วมกัน และ (3) ฝ่ายบริหารควรให้การสนับสนุน ติดตาม และ
อำนวยความสะดวกให้มีการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการวัดผลและประเมินผลให้มาก
ยิ่งขึ้น เช่น โปรแกรมใหม่และการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถ
รองรับกับโปรแกรมที่นำมาใช้
6) ด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ (1) ควรนำเอาผลที่ได้จากการ
วิเคราะห์ สังเคราะห์มาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานทางวิชาการทุกๆ ครั้ง
(2) ควรมีการนำเอาโปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล
มีการจัดทำสถิติต่างๆเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ และ (3) ควรจัดให้มีหน่วยงานกลางเพื่อทำ
หน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการประเมินผลการดำเนินงานขึ้นภายในโรงเรียน ซึ่งอาจจัดตั้งในรูป
แบบของหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพภายใน
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอสำหรับโรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3
1) ด้านการวางแผนงานวิชาการ
(1) ควรจัดให้มีระบบฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างโรงเรียนในสหวิทยาเขต
กรุงธนบุร ี 3 และจดั ใหม้ เี จา้ หนา้ ทรี่ บั ผดิ ชอบดา้ นการจดั ทาํ ฐานขอ้ มลู โดยตรง
(2) ควรกำหนดแบบฟอร์มที่ใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลร่วมกันเพื่อให้เกิดความ
สะดวกในการป้อนข้อมูลลงบนฐานข้อมูล
2) ด้านการบริหารงานวิชาการ
(1) ควรจัดให้มีบุคลากรผู้รับผิดชอบในการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีในการ
ดำเนินงานวิชาการ
(2) ควรจัดกลุ่มการเรียนตามความถนัด และตามความสามารถของผู้เรียน
3) ด้านการจัดการเรียนการสอน
(1) ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีความรู้ ความเข้าใจ
ในการผลิตสื่อ และอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน
(2) ควรจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการในการจัดทำแผนการเรียนรู้อย่างต่อ
เนื่องภายในโรงเรียนที่อยู่ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีความรู้ ความเข้าใจใน
เรื่องการจัดทำแผนการเรียนรู้
84
4) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางวิชาการ
(1) ควรจัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานตามแผน หรือโครงการพัฒนาครู
ด้านวิชาการ
(2) ควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมให้มีการทำวิจัยในชั้นเรียน
5) ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนและงานทะเบียนนักเรียน
(1) ควรจัดทำคลังข้อสอบโรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ทุกรายวิชา เพื่อ
ช่วยให้ครูผู้สอนสามารถนำเอาข้อสอบเก่ามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(2) โรงเรียนในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 ควรมีจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่
ในการเก็บรวบรวมระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลการเรียนขึ้นมา โดยให้
มีการกำหนดระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลการเรียนที่สามารถใช้ร่วมกัน
6) ด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ
(1) ควรนำเอาผลที่ได้จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาใช้ในการพัฒนาและ
ปรับปรุงการดำเนินงานทางวิชาการทุกๆ ครั้ง
(2) ควรมีการนำเอาโปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดเก็บ
และวิเคราะห์ข้อมูล มีการจัดทำสถิติต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
2. ข้อเสนอสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการวางแผนงานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
กรมสามัญศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษาอื่น การวางแผนงานเป็นการกำหนดนโยบายและ
ทิศทางในการพัฒนาโรงเรียนมัธยมศึกษา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไข
การดำเนินงานทางด้านวิชาการให้มีความเหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลต่อไปในอนาคต
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
กรมวิชาการ. (2533). หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533). กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์การศาสนา.
________. (2543). คู่มือครู แนวการจัดทำแผนการสอนพัฒนาศักยภาพ. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์ชวนพิมพ์.
________. (2543). รายงานผลการประเมินโครงการประเมินคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนระดับ
ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2543. กรุงเทพฯ : สำนักงานทดสอบทางการศึกษา
กรมสามัญศึกษา. (2535). เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง:
การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : กองการมัธยมศึกษากรม
สามัญศึกษา.
________. (2540). เกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ. 2539. กรุงเทพฯ :
กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
________. (2541). แผนพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระยะที่ 8 (พ.ศ.2540-2544).
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
________. (2543). เอกสารวิชาการประการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ประธานการบริหาร
กลุ่มโรงเรียน สังกัดกรมสามัญศึกษา ส่วนกลาง ประธานกรรมการการบริหาร
สหวิทยาเขต กรุงเทพมหานคร. ระหว่างวันที่ 27-28 มกราคม ณ บ้านผู้หว่าน สามพราน
จังหวัดนครปฐม. กรุงเทพฯ : กองการมัธยมศึกษา.
________. (2544). แนวทางการจัดทำธรรมนูญโรงเรียน. กรุงเทพฯ : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรม
สามัญศึกษา.
________. (มปป.). เอกสารชุดแนวทางปฏิรูปการศึกษาในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา
การจัดการศึกษาแบบสหวิทยาเขต. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.
กิติมา ปรีดีดิลก. (2532). การบริหารและการนิเทศการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : อักษราพิพัฒน์.
กมล ภู่ประเสริฐ. (2544). การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ : บริษัท ทิปส์พับบลิเคชั่น
จำกัด.
คณะกรรมการปฏิรูประบบบริหารการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ. (2543). รายงานการปฏิรูป
ระบบบริหารการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.
86
คมสันต์ ถานกางสุ่น. (2545). การพัฒนาโปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูลด้านงานทะเบียนวัดผล
และประเมินผล โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดอุดรธานี. ปริญญา
การศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ฉัตรศิริ ปิยะพิมลสิทธิ์. (เมษายน 2544). การวัดผลและประเมินผล : ความหมายและประเภท.
วารสารรายสะดวก. (http://www.watpon.com/Elearning/mea1.htm)
เจริญ ชาเรืองเดช. (2542). ปัญหาการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศึกษาจังหวัดนครพนม. รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษาศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ชัยพจน์ รักงาม.(2543). “การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย”. วารสารข้าราชการครู.
ปีที่ 20 ฉบับที่ 6 สิงหาคม-กันยายน.
ชาญชัย อาจินสมาจาร. (2540). การบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ.
ดำรงค์ ภุมมา. (2540). การศึกษางานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา : ศึกษา
เฉพาะกรณีโรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ. วิทยานิพนธ์ ปริญญา
การศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ถาวร กันเมล์. (2542). ปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ทวีศักดิ์ หงส์อารยะชน. (2542). การศึกษาสภาพและปัญหางานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษา ในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
การบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ประคอง กรรณสูตร. (2530). สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. กรุงเทพฯ :
บริษัทศูนย์หนังสือ ดร.ศรีสง่า จำกัด.
ประเสริฐ เชษฐพันธ์. (2542). การบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาการบริหารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒบางเขน.
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน. (2545). การบรหิ ารงานวชิ าการ. กรุงเทพฯ : ศนู ยส์ อื่ เสรมิ กรงุ เทพ.
พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2540). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 7.
กรุงเทพฯ : สำนักทดสอบการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร.
87
รุจิรา อุดรแผ้ว. (2541). ปัญหาการดำเนินงานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์. รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษาศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2543). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ชมรมเด็ก.
วินิจ เกตุขำ. (มปป). เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา AAA152512 การบริหารงานวิชาการ.
สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา ภาควิชาศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.์
ศรีวรรณ ปินใจ. (2542). ปัญหาการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 ใน
ทรรศนะของผู้บริหารงานวิชาการและผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศึกษาในจังหวัดเชียงราย. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร.
สนั่น เมตุลา. (2542). ปัญหาการใช้หลักสูตรด้วยตนเองของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามัญศึกษา จังหวัดนครพนม. รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษา
ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
สมนึก ภัททิยธนี. (2541). การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : ประสานการพิมพ์.
สหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 (2541). แผนแม่บทการจัดตั้ง สหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3. กรุงเทพฯ :
ฝ่ายแผนงานโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน.
สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (กรกฎาคม 2546). แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549). (http://www.nesab.go.th).
สุมาลี สังขะไชย. (2542). ศึกษาการปฏิบัติงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศึกษาเขตการศึกษา 4. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ.
อนศุ กั ด์ ิ สมิตสันต. (2540). การบรหิ ารวชิ าการ. กรุงเทพฯ : ภาควิชาการบริหารการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒบางเขน.
อาคม จันทสุนทร. (2543). “ทำไมต้องวิจัยและพัฒนา”. วารสารนิเทศการศึกษา. ปีที่ 1 ฉบับที่ 1
เมษายน-มิถุนายน.
อำภา บุญช่วย. (2537). การบริหารงานวิชาการในโรงเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
โอ เอสพริ้นติ้งเฮ้าส์.
88
ภาษาอังกฤษ
Armstrong, D. S., (1997). The Effect of Student Team Achievement Divisions Cooperative
Learning Technique on Upper Secondary Social Studies Student’s Academic
Achievement and Attitude Towards Social Studies Class (Block Scheduling, Twelfthgrade,
High School Students), Dissertation Abstracts International. 59(2) : 121 ; July.
Gerlach, V.S. and Ely. D.P., (1980). Teaching and Media : A Systematic Approach. (2d ed.)
Englewood Cliffs, New Jersey : Prentice-Hall, Inc
Glickman, C.D., (1981). Developmental Supervision : Alternative Practice For Helping
Teachers Improve Instruction. (Washington D.C. : Association for Supervision and
Curriculum Development).
Goldhammer R., and Others 2 nd.ed. (1980). Clinical Supervision. (New York : Holt Rinehart
and Winston.
Kimbrough, R. B. and Nunnery, M.Y., (1976). Educational Administration.
New York : Macmillan.
Maniraguha, S. S., (1998). Selected Factor Influencing Academic Success of First-Year Students
in Rwanda, Dissertation Abstracts International. 58(11) : 2189 ; May.
Mattox, D. D., (1987). A Study of In-Service Needs of Illinois Public School Elementary
Principals, Dissertation Abstracts International. 12(1) : 6061-A ; June.
McCarthy, W. M., (1971). The Role of the Secondary School Principal in New Jersey,
Dissertation Abstracts International. 32(2) : 705-A ; August.
Minudin, O.B., (1987). The Role of the Secondary School Principal in Satan, Malaysia,
Dissertation Abstracts International. 47(7) : 2403-A ; January.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
แบบสอบถามเพื่อการวิจัย
ภาคผนวก ข
รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ
รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือมีดังนี้
ดร. สาธิต สันนะกิจ ผู้อำนวยการระดับ 9 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช
บางขุนเทียน
ดร.วิโรจน  วัฒนานิมิตกูล ประธานกรรมการบรหิ ารหลักสตู รครศุ าสตรมหาบณั ฑติ
(หลักสูตรและการสอน)
สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
นายประสาร อุตมางคบวร อดีตผู้อำนวยการระดับ 9 โรงเรียนทวีธาภิเศก
นายทวีศักดิ์ จงประดับเกียรติ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสาธิตมัธยม
สถาบันราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
นายเกษม แย้มศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนแหลมบัววิทยา จังหวัดนครปฐม
101
ภาคผนวก ค
หนังสือราชการที่เกี่ยวข้อง
แบบสอบถามเพื่อการวิจัย
เรื่อง
การศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
**********************************************
ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย  ลงใน ( ) หน้าข้อความที่ตรงกับสภาพความเป็นจริง
1. ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง
( ) ผู้บริหารโรงเรียน
( ) ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ
( ) ครู-อาจารย์ผู้สอน
2. ปัจจุบันท่านสังกัดโรงเรียน
( ) โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์
( ) โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน
( ) โรงเรียนศึกษานารีวิทยา
( ) โรงเรียนทวีธาภิเศก 2
( ) โรงเรียนพิทยาลงกรณ์พิทยาคม
ตอนที่ 2 ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในสหวิทยาเขตกรุงธนบุรี 3 กรุงเทพมหานคร
คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย  ลงในช่องที่ตรงกับความเป็นจริง และข้อใดที่ท่านคิดว่ามีปัญหามาก และมากที่สุด โปรดเสนอแนวทางการแก้ปัญหาด้วย
ระดับปัญหา
ข้อ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
น้อย น้อย
ที่สุด
แนวทางการแก้ปัญหา
1.
ด้านการวางแผนงานวิชาการ
บุคลากรผู้รับผิดชอบในการเก็บรวบรวมข้อมูลระเบียบ
และแนวปฏิบัติทางราชการเกี่ยวกับงานวิชาการ
2. การเก็บรวบรวมข้อมูล ระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ
งานวิชาการอย่างเป็นระบบและสะดวกในการนำมาใช้
3. การจัดทำเอกสารคู่มือครูหรือคู่มือนักเรียน
4. การเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับงานวิชาการให้ผู้เกี่ยวข้อง
ทราบ
5. การจัดทำแผนงานวิชาการเป็นลายลักษณ์อักษร
6. การดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการ
7. การประเมินผลเพื่อปรับปรุงและพัฒนางานวิชาการ
8. การจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับงานวิชาการ
92
ระดับปัญหา
ข้อ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
น้อย น้อย
ที่สุด
แนวทางการแก้ปัญหา
9.
ด้านการบริหารงานวิชาการ
การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบของสายงานวิชาการ
10. การจัดกลุ่มการเรียนตามโครงสร้างของหลักสูตร
11. การจัดกลุ่มการเรียนสอดคล้องกับความพร้อมด้าน
อาคารสถานที่บุคลากรและวัสดุอุปกรณ์
12. การจัดกลุ่มการเรียนให้นักเรียนเลือกเรียนตามความ
ต้องการ ความถนัดและความสนใจ เพื่อการศึกษาต่อ
หรือการประกอบอาชีพ
13. การจัดตารางเรียน ตารางสอนรายบุคคลและตาราง
การใช้ห้องเรียน
14. การติดตามการใช้ตารางเรียนและตารางสอน
15. การจัดครูเข้าสอน ตรงตามความรู้ความสามารถและ
ความถนัดในวิชาที่สอน
16. การจัดครูเข้าสอนแทนในกรณีที่ครูขาดสอน
93
ระดับปัญหา
ข้อ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
น้อย น้อย
ที่สุด
แนวทางการแก้ปัญหา
17. การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงาน
วิชาการ
18. บุคลากรผู้รับผิดชอบในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ในการดำเนินงานทางวิชาการ
19. การจัดทำข้อมูลสถิติและการประเมินผลเพื่อปรับปรุง
และพัฒนาการเรียนการสอน
20.
ด้านการจัดการเรียนการสอน
ครูขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำแผนการสอน
และวิธีการเขียนแผนการสอนที่ถูกต้อง
21. การกระตุ้นและส่งเสริมให้ครูปรับปรุงและพัฒนา
แผนการสอน
22. การจัดทำแผนการสอนครบทุกรายวิชา
23. การจัดทำสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน
24. การนำสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนไปใช้
25. งบประมาณสำหรับจัดทำ จัดหา สื่อการเรียนการสอน
94
ระดับปัญหา
ข้อ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
น้อย น้อย
ที่สุด
แนวทางการแก้ปัญหา
26. การเก็บ บำรุงและรักษาสื่อ และอุปกรณ์การเรียน
การสอนอย่างเป็นสัดส่วน
27. บุคลากรที่จะให้ความรู้แก่ครูในการผลิตสื่อและอุปกรณ์
ใช้ประกอบการเรียนการสอน
28.
ด้านการพัฒนาและส่งเสริมทางด้านวิชาการ
ครูไม่เข้าใจกระบวนการจัดการเรียนการสอนในแบบ
ต่าง ๆ
29. การสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการจัดกระบวนการเรียน
การสอนแบบต่าง ๆ
30. การใช้สื่อและนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ๆ
31. การใช้แหล่งการเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน
32. การพัฒนาการเรียนอย่างต่อเนื่อง
33. แนวปฏิบัติในการจัดสอนซ่อมเสริม
34. การนำผลการสอนซ่อมเสริมมาวิเคราะห์และรายงาน
95
ระดับปัญหา
ข้อ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
น้อย น้อย
ที่สุด
แนวทางการแก้ปัญหา
35. การนำผลการวิเคราะห์มาปรับปรุงและพัฒนา
การจัดสอนซ่อมเสริม
36. การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน
37. การมีส่วนร่วมของนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอน
38. การจัดกิจกรรมนักเรียนตามโครงสร้างของหลักสูตร
39. การประเมินผลเพื่อปรับปรุงการจัดกิจกรรมนักเรียน
ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
40. การจัดโครงการพัฒนาครูด้านวิชาการ
41. การประเมินผลการดำเนินการตามแผนหรือโครงการ
พัฒนาครูด้านวิชาการ
42. การนำผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาครู
อย่างต่อเนื่อง
43. การจัดบรรยากาศทางวิชาการไม่เอื้อประโยชน์ต่อ
กระบวนการเรียนการสอน
96
ระดับปัญหา
ข้อ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
น้อย น้อย
ที่สุด
แนวทางการแก้ปัญหา
44. การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดบรรยากาศ
ทางวิชาการ
45. การประเมินผลการจัดบรรยากาศทางวิชาการ
46. การนำผลการประเมินการจัดบรรยากาศทางวิชาการ
ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
47. การส่งเสริมให้ครู-อาจารย์ มีความรู้ในการวิเคราะห์ วิจัย
เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
48. การเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และวิจัยในชั้นเรียน
49.
ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนและ
งานทะเบียนนักเรียน
การรวบรวมระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและ
ประเมินผลการเรียน
50. การกำหนดแนวปฏิบัติและจัดทำปฏิทินปฏิบัติงานเกี่ยว
กับการวัดผลและประเมินผลการเรียนเป็นลายลักษณ์
อักษร
97
ระดับปัญหา
ข้อ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
น้อย น้อย
ที่สุด
แนวทางการแก้ปัญหา
51. การปฏิบัติตามแนวปฏิบัติและปฏิทินปฏิบัติงานตาม
ระเบียบว่าด้วยการวัดผลและประเมินผลการเรียน
52. การนำผลการประเมินมาปรับปรุงการเรียนการสอน
53. การสร้างเครื่องมือ ในการวัดผลเป็นไปตามจุดประสงค์
การเรียนรู้ของรายวิชา
54. การวิเคราะห์และปรับปรุงเครื่องมือในการวัดผล
55. การจัดให้มีคลังข้อสอบครบทุกรายวิชา
56. การจัดให้มีเอกสารและแบบฟอร์มเกี่ยวกับการวัดผลและ
ประเมินผลการเรียนอย่างมีระบบและสะดวกต่อการใช้
57. การปรับปรุงเอกสารและแบบฟอร์มที่ใช้ในการวัดผล
และประเมินผลการเรียนให้เหมาะสมและสะดวกต่อ
การใช้
58. การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับ
การวัดผลและประเมินผล
98
ระดับปัญหา
ข้อ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ มาก
ที่สุด
มาก ปาน
กลาง
น้อย น้อย
ที่สุด
แนวทางการแก้ปัญหา
59. การรายงานผลการเรียนตามระเบียบว่าด้วยการวัดผลและ
ประเมินผลการเรียน
60. การจัดเก็บรักษาหลักฐานการวัดผลและประเมินผล
การเรียนอย่างเรียบร้อยปลอดภัย
61. ทะเบียนนักเรียนหรือหลักฐานงานทะเบียนนักเรียน
ขาดความครบถ้วนถูกต้องชัดเจนและเป็นปัจจุบัน
62.
ด้านการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ
การดำเนินการประเมินผลการจัดการงานวิชาการ
63. การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล
64. หลักฐานการประเมินผลการดำเนินงานวิชาการ
65. การวิเคราะห์ผลการประเมินการดำเนินงานวิชาการ
66. การนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ในการปรับปรุงและ
พัฒนาการดำเนินงานวิชาการ
ขอขอบพระคุณท่านที่ให้ข้อมูลเป็นวิทยาทานในการวิจัยเพื่อการศึกษา
99
ภาคผนวก ง
ประวัติผู้วิจัย
106
ประวัติส่วนตัว
ชื่อ นางสาวจิรพร เตียวิรัตน์
วันเกิด 18 กุมภาพันธ์ 2499
สถานที่เกิด 183 ถนนจนั ทนาราม ตำบลวัดสิงห  อาํ เภอวดั สงิ ห  จังหวัดชัยนาท
สถานที่อยู่ปัจจุบัน 88/565 ถนนพระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ
ตำแหน่งหน้าที่การงาน อาจารย์ 2 ระดับ 7 สอนวิชาคณิตศาสตร์
สถานที่ทำงานปัจจุบัน โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน 88/2527 ถนนพระราม 2
แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
ประวัติการศึกษา
พ.ศ. 2516 มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเบญจมราชูทิศ อำเภอเมือง
จังหวัดอุทัยธานี
พ.ศ. 2518 ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
พ.ศ. 2520 ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) วิชาเอกคณิตศาสตร์
วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
พ.ศ. 2524 ปริญญาการศึกษาบัณฑิต วิชาเอกคณิตศาสตร  คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (บางแสน) จังหวัดชลบุรี
พ.ศ. 2546 ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา


การศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ (ตอนที่ 1)
การศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการบริหารงานวิชาการ (ตอนที่ 2)

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การศึกษาการบังคับใช้การดำเนินการมาตรการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ (ตอนที่ 2)



ถามจะให้ทางเลือกในการตอบ 5 ทางเลือก คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ซึ่งข้อคำถามประกอบด้วย ข้อความในเชิงบวก ( Positive ) และข้อความในเชิงลบ ( Negative) มีระดับการวัดความคิดเห็น 5 ระดับดังนี้
คำถามเชิงบวก คำถามเชิงลบ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง ระดับคะแนน 5 1
เห็นด้วย ระดับคะแนน 4 2
ไม่แน่ใจ ระดับคะแนน 3 3
ไม่เห็นด้วย ระดับคะแนน 2 4
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ระดับคะแนน 1 5
ดังนั้น เกณฑ์การพิจารณาขอบเขตของคะแนนเฉลี่ยเพื่อใช้ในการแปลผลตามความหมายของข้อมูลกำหนดไว้เป็น 3 ระดับ มีเกณฑ์การพิจารณาจากพิสัยดังนี้
พิสัย = (คะแนนสูงสุด - คะแนนต่ำสุด)
3
= (5 - 1 )
3
= 1.33
จากเกณฑ์ดังกล่าวนำมากำหนดระดับคิดเห็น ได้ดังนี้
คะแนนเฉลี่ย
3.67 - 5.00
หมายถึง
อยู่ในระดับสูง
2.34 - 3.66
หมายถึง
อยู่ในระดับปานกลาง
1.00 - 2.33
หมายถึง
อยู่ในระดับต่ำ
51
การพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ผู้ศึกษาดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการดังนี้
1.1 ติดต่อกับกองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจจราจร ในการหาประชากรจาก
ข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจนครบาล
1.2 ขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากสถานีตำรวจเพื่อแจกแบบสอบถามกับผู้กระทำผิดที่มาชำระค่าปรับ
2. การสร้างแบบสอบถาม โดยใช้ข้อมูลจากการวิจัย บทความและเอกสารต่างๆ สร้างเป็นแบบสอบถามในด้านต่างๆ และนำแบบสอบถามฉบับร่างไปให้กรรมการวิทยานิพนธ์ 3 ท่านและผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และทำการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมทั้งภาษาและเนื้อหา
3.ได้นำแบบสอบถามไปทดสอบ ( Try Out ) กับกลุ่มผู้กระทำผิด จำนวน 20 คนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างจริง จากสถานีตำรวจนครบาลทุ่งครุ พบว่าในบางข้อของคำถามยังไม่ชัดเจน ไม่ครอบคลุมในบางส่วน การลำดับข้อคำถามยังมีความสับสนทำให้กลุ่มตัวอย่างไม่เข้าใจในข้อคำถามเกิดความสับสน ดังนั้นผู้วิจัยจึงทำการปรับปรุงข้อคำถามใหม่ให้รัดกุมและสมบูรณ์ขึ้น และนำไปหาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยโปรแกรม SPSS for Windows ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.9511
4. นำแบบสอบถามที่ได้รับการปรับปรุงแล้วดำเนินการเก็บข้อมูลโดย การสอบถามกับประชากรที่ศึกษา
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัย จะได้นำแบบสอบสอบถามไปให้กับเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับของสถานีตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยแจกจ่ายให้กับผู้กระทำความผิดที่มาชำระค่าปรับ ในระยะเวลา 1 เดือน
52
การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ศึกษาได้นำแบบสอบถามมาลงรหัสเพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ นำข้อมูลที่ลงรหัสเรียบร้อยแล้วไปบันทึกไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS for Windows โดยใช้ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และ ร้อยละ 99 เป็นเกณฑ์ในการยอมรับหรือปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1. สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานกับตัวแปรอิสระทุกตัว
2. ค่า t-test เพื่อหาความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างตัวแปร 2 กลุ่ม
3. ค่าความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) เพื่อหาค่าความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของตัวแปรมากกว่า 2 กลุ่ม
4. การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) โดยการกำหนดเกณฑ์ในการแปลความหมายค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน มีดังนี้
ค่า r ความหมาย
0.8 ขึ้นไป มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง
0.61- 0.80 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง
0.41- 0.60 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง
0.21- 0.40 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
0.01- 0.20 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ
0.00 ไม่มีความสัมพันธ์
53
การทดสอบสมมติฐาน
สมมติฐานที่ 1 ผู้กระทำผิดที่มีปัจจัยส่วนบุคคลต่างกันมีผลในบังคับใช้การดำเนินการ
บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ต่างกัน
สถิติที่ใช้ในการทดสอบ ตัวแปรเพศและประสบการณ์การขับขี่ด้วยค่า t – test และ
ทดสอบตัวแปร อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ ด้วย One Way ANOVA
สมมติฐานที่ 2 ผู้กระทำผิดที่มีปัจจัยภายนอกมีความสัมพันธ์ต่อการบังคับใช้การดำเนิน การบันทึก คะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
สถิติที่ใช้ในการทดสอบ คือค่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
เกณฑ์ในการแปลความหมายค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน มีดังนี้
ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์
แสดงว่า
0.8 ขึ้นไป มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับมาก
0.61 – 0.80 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับค่อนข้างมาก
0.41 – 0.60 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง
0.21 – 0.40 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับค่อนข้างน้อย
0.01 – 0.20 มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับน้อย
0.00 ไม่มีความสัมพันธ์กัน
วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) นำค่าที่ได้มาทำการแปลผล ดังนี้
1. ค่า r เป็นบวกและมีค่ามากกว่า 1 ขึ้นไป แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองตัวมีความสัมพันธ์กัน
เชิงบวก แสดงว่า ตัวแปรตัวหนึ่งมีค่าสูงมากขึ้น ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์นั้นก็จะสูงมากขึ้นเช่นเดียวกัน
2. ค่า r มีค่าน้อยกว่า 0 หรือติดลบ แสดงว่า ตัวแปรทั้งสองตัวมีความสัมพันธ์กันเชิงลบ แสดงว่า ตัวแปรตัวหนึ่งมีค่าสูงขึ้นมากเท่าใด ตัวแปรอีกตัวหนึ่งก็จะต่ำลงมากเท่านั้น
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 379 ชุด เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่ทำการ ศึกษาศึกษา การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการการมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการการมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ดังจะนำเสนอผลการวิจัยตามลำดับดังนี้
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป
ตารางที่ 4 แสดงจำนวน ค่าร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามเพศ
เพศ
จำนวน
ร้อยละ
ชาย
หญิง
329
50
86.80
13.20
รวม
379
100.00
ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 379 คน แยกเป็น ชาย จำนวน 329 คน คิดเป็นร้อยละ 86.80 และเป็น หญิง จำนวน 50 คน คิดเป็นร้อยละ 13.20
55
ตารางที่ 5 แสดงจำนวน ค่าร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามอายุ
อายุ
จำนวน
ร้อยละ
18-27 ปี
28-37 ปี
38-47 ปี
48 ปีขึ้นไป
92
176
82
29
24.30
46.40
21.60
7.70
รวม
379
100.00
พิจารณาอายุพบว่า อายุ 18-27 ปี จำนวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 24.30 อายุ 28-37 ปี
จำนวน176 คน คิดเป็นร้อยละ 46.40 อายุ 38-47 ปี จำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 21.601 อายุ 48 ปีขึ้นไป จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 7.70
ตารางที่ 6 แสดงจำนวน ค่าร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามระดับการศึกษา
ระดับการศึกษา
จำนวน
ร้อยละ
ประถมศึกษา
มัธยมศึกษา/ปวช.
อนุปริญญา/ปวส.
ปริญญาตรี
สูงกว่าปริญญาตรี
193
117
41
5
23
50.90
30.90
10.80
1.30
6.10
รวม
379
100.00
พิจารณาระดับการศึกษา พบว่า ระดับประถมศึกษา จำนวน 193 คน คิดเป็นร้อยละ 50.90 มัธยมศึกษาตอน/ปวช. จำนวน 117 คน คิดเป็นร้อยละ 30.90 อนุปริญญา/ปวส. จำนวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 10.80 คน ปริญญาตรี จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 1.30 และ สูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 6.10
56
ตารางที่ 7 แสดงจำนวน ค่าร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามอาชีพ
อาชีพ
จำนวน
ร้อยละ
รับจ้าง
รับราชการ
ธุรกิจส่วนตัว
ค้าขาย
อื่นๆ
235
31
39
43
31
62.00
8.20
10.30
11.30
8.20
รวม
379
100.00
พิจารณาด้านอาชีพพบว่า ประกอบอาชีพรับจ้าง จำนวน 235 คิดเป็นร้อยละ 62.00 รับราชการ จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 8.20 ธุรกิจส่วนตัว จำนวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 10.30 ค้าขายจำนวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ 11.30 และอื่นๆ จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 8.20
ตารางที่ 8 แสดงจำนวน ค่าร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามรายได้ต่อเดือน
รายได้ต่อเดือน
จำนวน
ร้อยละ
ต่ำกว่า 5,000 บาท
5,001- 10,000 บาท
10,001-15,000 บาท
15,001-20,000 บาท
20,000 ขึ้นไป
171
116
36
48
8
45.10
30.60
9.50
12.70
2.10
รวม
379
100.00
พิจารณาด้านรายได้ พบว่า มีรายได้ต่อเดือน รายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท จำนวน 171 คน คิดเป็นร้อยละ 45.10 รายได้ 5,001-10,000 บาท จำนวน 116 คน คิดเป็นร้อยละ 30.60 รายได้ 10,001-15,000 บาท จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 9.50 รายได้ 15,001-20,000 บาท จำนวน 48 คน คิดเป็นร้อยละ 12.70 รายได้ และรายได้สูงกว่า 20,000 บาท จำนวน 8 คน คิดเป็น 2.10
57
ตารางที่ 9 แสดงจำนวน ค่าร้อยละ ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามประสบการณ์การขับขี่
ประสบการณ์การขับขี่
จำนวน
ร้อยละ
น้อยกว่า 1 ปี
1-5ปี
5-10 ปี
10 ปีขึ้นไป
34
122
77
146
9.00
32.20
20.30
38.50
รวม
379
100.00
พิจารณาด้านประสบการณ์การขับขี่พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์การขับขี่ น้อยกว่า 1 ปี จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อนละ 9.00 1-5ปี จำนวน 122 คน คิดเป็นร้อยละ 32.20 5-10 ปี จำนวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 20.30 และ 10 ปีขึ้นไป จำนวน 146 คน คิดเป็นร้อยละ 38.50
58
ตารางที่ 10 แสดงค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบสอบถาม เกี่ยวกับปัจจัยการรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ข้อความ
ไม่เห็นด้วย่างยิ่ง
ไม่เห็นด้วย
ไม่แน่ใจ
เห็นด้วย
เห็นด้วย่างยิ่ง
⎯X
SD.
ระดับ
1. ท่านได้รับข่าวสารการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ผู้กระทำผิดกฎจราจร
18.20
23.70
25.90
23.70
8.40
2.80
1.23
ปานกลาง
2. ท่านไม่เคยทราบว่าเมื่อกระทำผิดกฎจราจรบางข้อหา ต้องถูกบันทึกคะแนน
14.80
28.00
34.80
18.20
4.20
2.69
1.06
ปานกลาง
3. ท่านทราบว่าการผิดกฎจราจรของท่าน ต้องถูกบันทึกคะแนน และ อาจทำให้ต้องเข้ารับการอบรม และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
12.10
29.30
26.60
21.90
10.00
2.88
1.18
ปานกลาง
4. ท่านเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินการบันทึกคะแนนอบรมผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
16.90
18.20
28.80
26.60
9.50
2.94
1.23
ปานกลาง
5. ท่านพึ่งรับทราบว่าจะต้องถูกบันทึกคะแนนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อมาชำระค่าปรับ
7.90
27.20
33.80
19.30
11.90
3.00
1.12
ปานกลาง
6. ท่านทราบว่าหากท่านกระทำผิดในข้อหาเดียวกันเกินกว่า 2 ครั้งใน 1 ปี ท่านต้องเข้ารับการอบรมและทดสอบ
22.40
26.40
35.60
12.70
2.90
2.47
1.06
ปานกลาง
7. ท่านทราบว่าหากท่านถูกบันทึกคะแนนมากกว่า 60 คะแนน ใน 1 ปี ท่านต้องถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
16.10
37020
24.80
11.10
10.80
2.63
1.20
ปานกลาง
8. ท่านไม่เคยทราบว่าเมื่อมาชำระค่าปรับแล้วจะต้องถูกยึดใบอนุญาตขับขี่มีกำหนด 15 วัน เพื่อการดำเนินการบันทึกคะแนน
19.30
27.70
13.50
23.50
6.10
2.69
1.20
ปานกลาง
รวม
2.76
0.85
ปานกลาง
59
ตารางที่ 11 แสดงค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบสอบถามเกี่ยวกับ ทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ข้อความ
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ไม่เห็นด้วย
ไม่แน่ใจ
เห็นด้วย
เห็นด้วย่างยิ่ง
⎯X
SD.
ระดับ
1. การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต เป็นมาตรการลงโทษที่เหมาะสม
17.90
23.00
21.60
22.70
14.80
2.93
1.33
ปานกลาง
2. การดำเนินการคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต ไม่มีผลทำให้ผู้กระทำผิดกฎจราจรน้อยลง
14.00
15.80
34.00
25.10
11.10
3.03
1.19
ปานกลาง
3. ควรมีการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต อย่างจริงจัง
16.60
23.70
24.80
20.60
14.20
2.92
1.29
ปานกลาง
4. ควรใช้วิธีการเปรียบเทียบปรับในอัตราสูง แทนการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
16.10
37.70
19.00
21.60
5.50
2.63
1.15
ปานกลาง
5. การที่ผู้ขับขี่ กระทำผิดซ้ำในข้อหาเดียวกันเกิน 2 ครั้ง ใน 1 ปี ต้องถูกอบรมและทดสอบ จึงจะได้รับใบอนุญาตขับขี่คืนเป็น การลงโทษที่เหมาะสม
17.70
28.80
24.50
15.30
13.70
2.79
1.29
ปานกลาง
6. การที่ผู้ขับขี่ กระทำผิดและถูกบันทึกคะแนนเกิน 60 คะแนน ใน 1 ปี ต้องถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 30 วัน จึงจะได้รับใบอนุญาตขับขี่คืนเป็นการลงโทษที่เหมาะสม
15.80
25.90
26.10
19.50
12.70
2.87
1.26
ปานกลาง
7. การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีโทษรุนแรงเกินไป
19.00
33.50
18.20
19.80
9.50
2.67
1.25
ปานกลาง
8. การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้ หรือลงโทษตามการดำเนินการบันทึกคะแนน ฯ อย่างจริงจังทำให้มีผู้กระทำผิดกฎจราจรน้อยลง
13.70
21.90
24.80
25.60
14.00
3.04
1.26
ปานกลาง
รวม
2.86
0.89
ปานกลาง
60
ตารางที่ 12 แสดงค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ข้อความ
ไม่เห็นด้วย่างยิ่ง
ไม่เห็นด้วย
ไม่แน่ใจ
เห็นด้วย
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
⎯X
SD.
ระดับ
1. การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต ทำให้ผู้ขับขี่มีความระมัดระวังไม่กระทำผิดกฎจราจร
16.40
15.30
17.90
22.70
27.70
3.30
1.43
ปานกลาง
2. ทุกวันนี้ผู้ขับขี่กระทำผิดกฎจราจรมากขึ้น
13.20
16.90
13.20
36.10
20.60
3.34
1.33
ปานกลาง
3. การกระทำผิดกฎจราจรแล้วต้องถูกบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต ทำให้ผู้ขับขี่ไม่กล้าฝ่าฝืนกระทำผิดกฎจราจร
10.80
19.80
30.90
29.30
9.20
3.06
1.14
ปานกลาง
4. เมื่อกระทำผิดกฎจราจร และถูกดำเนินการบันทึกคะแนน ฯ แล้ว ทำให้ผู้ขับขี่ไม่กล้าทำผิดกฎจราจรอีก
9.80
21.60
31.90
27.70
9.00
3.04
1.12
ปานกลาง
5. เมื่อกระทำผิดกฎจราจร และถูกดำเนินการบันทึกคะแนนแล้วทำให้ผู้ขับขี่ไม่กล้ากระทำผิดผิดซ้ำในข้อหาเดิมอีก
11.10
21.10
35.90
28.00
4.00
2.93
1.04
ปานกลาง
6. ท่านมักจะเร่งความเร็วเพื่อผ่านทางแยกเมื่อได้รับสัญญาณไฟสีเหลือง
17.70
22.70
24.80
28.00
6.90
2.84
1.21
ปานกลาง
7. ท่านพยายามรักษากฎระเบียบเกี่ยวกับจราจร แม้จะไม่มีการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
13.50
19.30
11.10
47.20
9.00
3.19
1.24
ปานกลาง
8. ท่านพยายามรักษากฎระเบียบเกี่ยวกับจราจร แม้จะไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมการจราจรอยู่
19.00
16.60
9.20
39.30
15.80
3.16
1.39
ปานกลาง
รวม
3.11
1.01
ปานกลาง
61
ตารางที่ 13 แสดงค่าร้อยละ คะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบสอบถามเกี่ยวกับ
การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ข้อความ
ไม่เห็นด้วย่างยิ่ง
ไม่เห็นด้วย
ไม่แน่ใจ
เห็นด้วย
เห็นด้วย่างยิ่ง
⎯X
SD.
ระดับ
1. การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ทำให้ผู้ขับขี่มีการปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น
16.40
15.30
17.90
22.70
22.70
3.30
1.43
ปานกลาง
2. การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการจับกุมผู้กระทำผิดกฎจราจรมากขึ้น
13.70
21.90
24.80
25.60
14.00
3.04
1.26
ปานกลาง
รวม
3.17
1.17
ปานกลาง
ผลการวิเคราะห์ค่าระดับของปัจจัยจากตารางที่ 4-8 พบว่า
ปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ พบว่า มีค่าอยู่ในระดับปานกลาง (⎯X = 3.17 , S.D=1.17)
ปัจจัยด้านการรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีค่าอยู่ใน ระดับปานกลาง (⎯X = 2.76 , S.D=0.85) ความคิดเห็นที่มีค่าระดับต่ำสุดได้แก่ได้แก่ถ้ากระทำผิดเกินกว่า 2 ครั้งใน 1 ปี ต้องเข้าทำการอบรมและทดสอบ
ปัจจัยด้านทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีค่าอยู่ในระดับปานกลาง (⎯X =2.86 , S.D= 0.89 ) ความคิดเห็นที่มีค่าระดับต่ำสุดได้แก่ควรใช้วิธีการเปรียบเทียบปรับในอัตราสูง แทนการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
62
ปัจจัยด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามมาตรการการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีค่าอยู่ในระดับปานกลาง (⎯X = 3.11, S.D = 1.00 ) ความคิดเห็นที่มีค่าระดับต่ำสุดได้แก่ข้อคำถามที่ผู้กระทำผิดเร่งความเร็วเพื่อผ่านทางแยกเมื่อได้รับสัญญาณไฟเหลือง
ตารางที่ 14 แสดงปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ มาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ปัญหาและข้อเสนอแนะ
จำนวน
ร้อยละ
1. ควรดำเนินการกับการกระทำผิดในข้อหาอื่น ๆ ด้วย เช่น การจอดรถ การแซงรถในลักษณะปาดหน้ารถผู้อื่น
2. ควรมีการตักเตือนก่อนการจับกุม
3. การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รุนแรงเกินไป
28
5
12
62.2
11.1
26.7
รวม
45
100
ผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 14 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีข้อเสนอแนะควรดำเนินการตามการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ กับข้อหาอื่น ๆ ร้อยละ 62.2 รองลงมาคือมีความเห็นว่าการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินไป ร้อยละ 26.7 และควรให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตักเตือนก่อนจับกุม ร้อยละ 11.1
63
ผลการทดสอบสมมติฐาน
การทดสอบสมมติฐาน เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึก
คะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
ผลการทดสอบสมมติฐานที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตาม
มาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ แตกต่าง
กัน
ตารางที่ 15 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบ
รม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่กับตัวแปรเพศ
ตัวแปร N ⎯X SD. t Sig.
เพศ
ชาย
329 3.229 1.153
การบังคับใช้กฎหมายตาม
มาตรการบันทึกคะแนน อบ
รม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำ
ผิด และการพักใช้ใบอนุญาต
ขับขี่
เพศ
หญิง
50 2.790 1.217
2.396 .020
ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05
ผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 15 พบว่า เพศของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการ
บังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบ
อนุญาตขับขี่ขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ โดย
เพศชายมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ ปานกลาง (⎯X =3.229 , S.D= 1.153 ) และเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยอยู่ใน
ระดับปานกลาง(⎯X =2.790 , S.D= 1.217 )
64
ตารางที่ 16 การวิเคราะห์ความแปรปรวนปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ จำแนกตามตัวแปรอายุ
ตัวแปร
แหล่งความแปรปรวน
SS
df
MS
F
Sig.
Between Groups
12.641
3
4.214
Within Groups
504.211
375
1.345
อายุ
Total
516.852
378
3.134
.026
ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 16 พบว่า อายุของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ตารางที่ 17 การวิเคราะห์ความแปรปรวนปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ จำแนกตามตัวแปรระดับการศึกษา
ตัวแปร
แหล่งความแปรปรวน
SS
df
MS
F
Sig.
Between Groups
52.044
4
13.011
Within Groups
464.808
374
1.246
ระดับการศึกษา
Total
516.852
378
10.469
.000
ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 17 พบว่า ระดับการศึกษาของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
65
ตารางที่ 18 การวิเคราะห์ความแปรปรวนปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ จำแนกตามตัวแปรรายได้
ตัวแปร
แหล่งความแปรปรวน
SS
df
MS
F
Sig.
Between Groups
35.046
4
8.761
Within Groups
481.806
374
1.288
รายได้
Total
516.852
378
6.801
.000
ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 18 พบว่า รายได้ของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ตารางที่ 19 การวิเคราะห์ความแปรปรวนปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
จำแนกตามตัวแปรอาชีพ
ตัวแปร
แหล่งความแปรปรวน
SS
df
MS
F
Sig.
Between Groups
11.945
8
2.986
Within Groups
504.908
374
1.350
อาชีพ
Total
516.852
378
2.212
.067
ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 19 พบว่า อาชีพของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ แตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งไม่ยอมรับสมมติฐานที่ตั้ง
66
ตารางที่ 20 การวิเคราะห์ความแปรปรวนปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่จำแนกตามตัวแปรประสบการณ์การขับขี่
ตัวแปร
แหล่งความแปรปรวน
SS
df
MS
F
Sig.
Between Groups
24.044
3
8.015
Within Groups
492.808
375
1.314
ประสบการณ์การขับขี่
Total
516.852
378
6.099
.000
ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 20 พบว่า ประสบการณ์การขับขี่ของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
67
ผลการทดสอบสมมติฐานที่ 2 ปัจจัยภายนอกมีความสัมพันธ์ต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ตารางที่ 21 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่กับตัวแปรการรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ตัวแปร
⎯X
SD.
r
Sig.
การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาต
ขับขี่
3.171
1.169
การรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
2.764
1.169
0.615
.000
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ผลการวิเคราะห์จากตาราง 21 พบว่า ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก ในระดับค่อนข้างมาก (r = 0.615) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
68
ตารางที่ 22 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตัวแปรทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ตัวแปร
⎯X
SD.
r
Sig.
การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการการมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาต
ขับขี่
3.171
1.169
ทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
2.861
0.890
0.750
.000
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 22 พบว่า ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก ในระดับค่อนข้างมาก (r = 0.750 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
69
ตารางที่ 23 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่กับตัวแปรการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ตัวแปร
⎯X
SD.
r
Sig.
การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการการมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาต
ขับขี่
3.171
1.169
การปฏิบัติตามกฎหมาย ตามการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
3.108
1.007
0.781
.000
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ผลการวิเคราะห์จากตารางที่ 23 พบว่า ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก ในระดับค่อนข้างมาก (r = 0.781) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
70
สรุปผลจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการการมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน พบว่า
1. ปัจจัยส่วนบุคคลประกอบด้วย ตัวแปรเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างกัน มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนตัวแปรอาชีพที่แตกต่างกันมีผลในการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกันมีผลในในการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ปัจจัยภายนอกมีความสัมพันธ์ต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึก คะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ได้แก่
2.1 การรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ในระดับค่อนข้างมาก (r = 0.615) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
2.2 ทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ที่ส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ในระดับค่อนข้างมาก (r = 0.750) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
2.3 การปฏิบัติตามกฎหมาย ตามการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ที่ส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ในระดับค่อนข้างมาก (r = 0.781) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
บทที่ 5
สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีวัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาผลการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
2. เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
3. เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หาแนวทางทางปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการ
บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดปัญหาการจราจร และผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรในกรุงเทพมหานคร
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยผู้วิจัยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.9511
สรุปผลการวิจัย
ผลจากการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ สรุปได้ดังนี้
1. ปัจจัยส่วนบุคคลประกอบด้วย ตัวแปรเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนตัวแปรอาชีพที่แตกต่างกันมีผลในการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกันมีผลในในการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. การรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ที่ส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่
72
กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ในระดับค่อนข้างสูง (r = 0.615) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. ทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ที่ส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ในระดับค่อนข้างสูง (r = 0.750) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
5. การปฏิบัติตามกฎหมาย การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ที่ส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ในระดับค่อนข้างสูง (r = 0.781) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
การอภิปรายผลการวิจัย
ผลการศึกษาในครั้งนี้จะนำเสนอประเด็นสำคัญที่พบในการวิจัยดังต่อไปนี้
ผลการศึกษาสมมติฐานที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ แตกต่างกัน ผลการศึกษามีรายละเอียดดังนี้
ปัจจัยเพศ ผลการศึกษาพบว่า เพศของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการ บังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการศึกษาที่สอดคล้องนี้ อาจเป็นเพราะส่วนใหญ่เพศชายจะมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องยนต์ และรถยนต์ดีกว่าเพศหญิง และเพศชายมักจะมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เกิดความชำนาญและประสบการณ์ที่มากกว่า นอกจากนี้เพศชายยังมีพฤติชอบเสี่ยง และขับรถเร็ว มีนิสัยคึกคะนอง ใจร้อน แต่มีการตัดสินใจในระหว่างการขับขี่รถยนต์เมื่อเกิดภาวะขับขันที่ดีกว่าเพศหญิง สอดคล้องกับแนวคิดของพัฒน์ สุจำนงค์ (2532: 80-82) ได้ให้ข้อสนับสนุนที่ว่า เพศเป็นสถานภาพที่บุคคลมีมาตั้งแต่เกิด บุคคลมีความสถานภาพที่แตกต่างกันย่อมมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันด้วย จากผลการศึกษาครั้งนี้จึงกล่าวได้ว่า เพศของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมี
73
ผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ปัจจัยอายุ ผลการศึกษาพบว่า อายุของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการ บังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการศึกษาที่สอดคล้องนี้ อาจเป็นเพราะบุคคลที่มีอายุต่างกันย่อมมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ผู้มีอายุมากกว่า ย่อมมีประสบการณ์ด้านต่างๆ มากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย สอดคล้องกับแนวคิดของพัฒน์ สุจำนงค์ (2532: 80-82) ได้ให้ข้อสนับสนุนที่ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์ เกี่ยวข้องกับสถานภาพที่ได้มาแต่กำเนิด เช่น เพศ อายุ หรืออาจเป็นสถานภาพที่บุคคลนั้นได้มาจากการกระทำ เช่นยศ ตำแหน่ง เมื่อบุคคลมีความสถานภาพที่แตกต่างกันย่อมมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ บรรจง ใหญ่ยงค์ (2542) ที่พบว่า อายุ และระดับการศึกษาของประชากรมีความสัมพันธ์กับปฏิบัติตามกฎจราจร จากผลการศึกษาจึงกล่าวได้ว่า อายุของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการการบังคับใช้กฎหมาย ตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ปัจจัยระดับการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ระดับการศึกษาของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการศึกษาที่สอดคล้องนี้ อาจเป็นเพราะการที่บุคคลมีความรู้ ทำให้เกิดทัศนคติที่ดี และส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ ไม่ให้เบี่ยงเบนไปจากกฎเกณฑ์ของสังคม เมื่อได้รับรู้กฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ก็จะมีทัศนคติที่ดีว่า กฎเกณฑ์ที่กำหนดใช้สำหรับควบคุมการจราจรให้เป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย ซึ่งจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของมาตรการบันทึกคะแนนได้ง่ายกว่าผู้ที่มีการศึกษาน้อย เพราะวัตถุประสงค์เบื้องต้นของการบังคับใช้กฎหมายจราจรก็คือการจูงใจไม่ให้มีการละเมิด
74
กฎหมายจราจร แรงจูงใจเช่นว่านี้ ประการหนึ่งก็คือ ด้านจิตวิทยา ได้แก่ ความกลัวที่จะถูกเปรียบเทียบปรับ การจำคุก การถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ การเสื่อมเสียศักดิ์ศรี ความอับอายเนื่องจากแรงกดดันทางสังคม แรงจูงใจอีกประการหนึ่งก็คือการเป็นตัวอย่างที่ดี ได้แก่ การกระทำสิ่งที่ถูกต้องและการเป็นตัวอย่างแก่บุคคลอื่น โดยเฉพาะเยาวชน ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจราจรก็เป็นแรงจูงใจอีกประการหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะประยุกต์ใช้วิธีการทุกๆ วิธี เพื่อห้ามปรามบุคคลจากการละเมิดกฎหมายจราจร เป้าหมายแรก คือ การได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความเต็มใจ ประการต่อมาก็คือ การดำเนินการต่อผู้ที่ละเมิดกฎหมายไม่ว่าจะด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อด้วยวิธีการตามความเหมาะสม จากเหตุผลดังกล่าว ผู้ที่มีการศึกษาสูงจะเข้าใจจุดมุ่งหมายได้ง่าย กว่าผู้ที่การศึกษาน้อย จากผลการศึกษาครั้งนี้ประกอบกับจุดมุ่งหมายของมาตรการบันทึกคะแนนดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ผลการศึกษาของ บรรจง ใหญ่ยงค์ (2542) ยังให้ข้อสนับสนุนว่า อายุและระดับการศึกษาของประชากรมีความสัมพันธ์กับปฏิบัติตามกฎจราจร ผลการศึกษาครั้งนี้จึงกล่าวได้ว่า ระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ที่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ปัจจัยรายได้ของผู้ขับขี่ ผลการศึกษาพบว่า รายได้ของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการศึกษาที่สอดคล้องนี้ อาจเป็นเพราะผู้ที่ขับขี่รถที่กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมที่เร่งรีบ โดยมักอ้างว่าต้องรีบไปประกอบธุรกิจ ประกอบกับปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครที่หนาแน่นทุกวันและยังแก้ไขไม่ได้ ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์เกิดความเครียด โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถรับจ้างที่ต้องแข่งแย่งผู้โดยสาร มีความเสี่ยงสูงที่จะกระทำผิดกฎจราจร ทั้งนี้เพราะรายได้ของผู้ที่รับจ้างขับรถขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร ระยะเวลาในการขับขี่ในแต่ละวันที่มีผลต่อรายได้ ผู้ทีมีรายได้น้อยจะเร่งรีบประกอบอาชีพ จนอาจขาดความระมัดระวังในการขับขี่รถยนต์ เพราะต้องส่งสินค้าให้ทันกับความต้องการของลูกค้า หรือปัจจัยทางด้านจิตใจเช่น ความเครียดที่เกิดจากรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ทำให้มีพฤติกรรมในการขับรถที่อาจก่อให้เกิดการกระทำผิดกฎจราจรได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตำรวจจราจรของกองกำกับการตำรวจจราจรที่อธิบายไว้ว่า คนขับรถอาจก่อปัญหาการจราจรได้จากปัจจัยทางด้านจิตใจ ได้แก่ อารมณ์ของคนขับรถ อายุ เพศ ตลอดจนการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับรายได้ของบุคคลอาจส่งผลต่อจิตใจของผู้ขับขี่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการกระทำผิดได้ ผลจากการศึกษาครั้งนี้จึงกล่าวได้ว่ารายได้ที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้
75
กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ปัจจัยอาชีพ ผลการศึกษาพบว่า อาชีพของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการ บังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการศึกษาที่ไม่สอดคล้องนี้ อาจเป็นเพราะไม่ว่าผู้ที่ประกอบอาชีพใดย่อมมีความเสี่ยงในการขับขี่เช่นเดียวกัน ดังนั้นมาตรการการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษา ของ ชำนาญ มีปลอด (2536) ที่ พบว่า สาเหตุของกระทำผิดกฎจราจรได้แก่ความมักง่ายของผู้ขับขี่ ความประมาท ความรีบเร่ง ความเห็นแก่ตัว ความใจร้อน ความคึกคะนองและความมักง่าย และสอดคล้องกับแนวคิดของเมอร์ตัน (Merton) ที่กล่าวถึง การแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ว่า เพราะมีเป้าหมายของความสำเร็จ ที่บุคคลทำด้วยวิธีใดก็ตามที่จะให้ได้เงินและอำนาจไม่ว่าจะเป็นการผิดกฎหมาย ผิดระเบียบแบบแผนใดก็ตาม เป็นการเน้นในเรื่องจุดหมายปลายทาง มากกว่าวิธีการต่าง ๆ ที่สังคมกำหนด ที่เป็นเช่นนี้เพราะสังคมเน้นเรื่องวัตถุนิยมมากเกินไป คนมีเงินได้รับการยกย่องสรรเสริญ ตลอดจนบุคคลทุกคนไม่มีโอกาสได้รับความสำเร็จเท่าเทียมกัน คนยากจนย่อมมีโอกาสน้อยกว่าคนมั่งมีในหลาย ๆ ด้าน เช่น โอกาสในการศึกษา การอยู่ดีกินดี การอบรมสั่งสอนดี ระเบียบวินัยดี ควบคุมตนเองดี สิ่งแวดล้อมดี เป็นต้นโอกาสที่จะได้รับความสำเร็จจึงยากลำบาก เมื่อทำดีไม่ได้ก็อาจจะออกมาในรูปทำชั่ว เช่น เป็นนักเลงอันธพาล หลอกลวง ปล้นสะดม เป็นต้น ซึ่งปรากฏเสมอว่า ชนชั้นต่ำ หรือยากจน กระทำผิดมากเพราะเหตุดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนฐานะดีจะไม่กระทำการฝืนระเบียบ เพราะชนชั้นสูงหรือมั่งมีอาจจะกระทำผิดเพราะแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้บุคคลต้องกระทำเพื่อความสำเร็จ ผลจากการศึกษาจึงสรุปได้ว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพแตกต่างกันมีผลต่อการ บังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ปัจจัยประสบการณ์การขับขี่ ผลการศึกษาพบว่า ประสบการณ์การขับขี่ของผู้ขับขี่ที่กระทำผิดที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน การบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
76
ผลการศึกษาที่สอดคล้องนี้ อาจเป็นเพราะผู้ที่มีประสบการณ์ในการขับขี่มาก ย่อมมีการตัดสินใจที่ดีกว่าผู้มีประสบการณ์ในการขับขี่น้อยกว่า เมื่อมีประสบการณ์ในการขับขี่รถยนต์มากก็ย่อมมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์ และความชำนาญในการใช้รถยนต์มากกว่าผู้ที่มีประสบการณ์น้อย ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์คับขัน จะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ไม่ดีเท่ากับผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า จากการศึกษาจึงเห็นได้ว่า ผู้มีประสบการณ์ในการขับขี่ที่แตกต่างกันมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ผลการศึกษาสมมติฐานที่ 2 ปัจจัยภายนอกมีความสัมพันธ์ต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีผลการศึกษาดังนี้
ผลการวิเคราะห์ พบว่า การรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำ
ผิดและการพักใช้ใบ อนุญาต ขับขี่มีความสัมพันธ์กับการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ในระดับค่อนข้างสูง (r = 0.615) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ผลการศึกษาที่สอดคล้องนี้ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพต้องให้ประชาชนรับรู้ และปฏิบัติตาม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ อิทธิ มุสิกะพงษ์ (2534 : 11 อ้างถึงใน สมศักดิ์ บุญถม 2541 : 37) ที่อธิบายถึงกฎหมายจราจรไว้ว่า กฎหมายจราจรซึ่งวิธีที่จะทำให้ประชาชนช่วยกันรักษาประสิทธิภาพของกฎหมายนั้น มี 3 ประการ ประการแรกคือ ประชาชนต้องทราบเกี่ยวกับกฎหมาย ตามหลักกฎหมายแล้วถือว่าประชาชนต้องรูกฎหมาย ผู้ใดจะกระทำผิดโดยอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วโอกาสที่บุคคลจะรู้ว่ามีการตรากฎหมายอะไรบ้างนั้น มีน้อยมากปกติการเผยแพร่โฆษณากฎหมายที่ตราออกมาก็ใช้วิธีพิมพ์เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นหนังสือของทางราชการ โดยกฎหมายทุกฉบับจะเขียนไว้เหมือนกันว่าให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หรือ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดไปจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป” เป็นต้น ประการที่ 2 คือ การฝึกให้ประชาชนมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย เพราะประชาชนจะต้องเคารพกฎเกณฑ์ข้อบังคับ เพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสงบสุข เคารพในสิทธิของกันและกัน ดังนั้นประชาชนควรได้รับการฝึกฝนให้มีระเบียบวินัย เคารพในสิทธิของผู้อื่นและให้ความร่วมมือกับทางบ้านเมืองที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ในเรื่องนี้ต้องเริ่มกระทำกันตั้งแต่เด็ก เช่น การข้ามถนนตรงทางม้าลาย ข้ามสะพานลอย ไม่ทิ้งเศษสิ่งของลงบนถนน เป็นต้น จนเกิดความเคยชินต่อการเคารพในกฎเกณฑ์
77
ต่างๆที่กำหนดขึ้น และจะส่งผลสืบเนื่องไปถึงการตั้งใจปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องอื่นๆ โดยเคร่งครัดและอัตโนมัติ และประการที่ 3ต้องมีการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว การใช้มาตรการนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องทำการจับกุมผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด และโดยทันที และทำการสอบสวนแล้ว และใช้ดุลพินิจพิจารณาว่า ควรลงโทษผู้กระทำผิดสถานใด ซึ่งหากเป็นความผิดครั้งแรกในข้อหาความผิดที่ไม่ร้ายแรงก็เปรียบเทียบปรับในอัตราที่สมควร แต่หากเป็นความผิดที่อาจเกิดอันตรายแก่ชีวิต หรือทรัพย์สินแล้วก็ต้องพิจารณาเปรียบ เทียบปรับในอัตราที่หนัก เพื่อให้เข็ดหลาบและจะไม่กระทำผิดซ้ำอีก นอกจากนี้แนวคิดของวิมลสิทธิ์ หรยางกูล (2526: 7-9) ให้ข้อสนับสนุนพฤติกรรมของมนุษย์ว่า พฤติกรรมจะมีขั้นตอนของกระบวนการเกิดพฤติกรรม 3 กระบวนการ คือ กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่รับข่าวสารจาก กระบวนรู้ เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางจิตที่รวมการเรียนรู้ การจำ การคิด และกระบวนการเกิดพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมเป็น กระบวนการที่บุคคลมีพฤติกรรมเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม มีความ สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมผ่านการกระทำสังเกตได้จากภายนอกเป็นพฤติกรรมภายนอกสิ่งที่กำหนด พฤติกรรมของมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกันออกไป และพัฒน์ สุจำนงค์ (2532:80-82) ได้กล่าวถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวกับกฎหมายว่า พฤติกรรมบางส่วนของมนุษย์ถูกกำหนดโดยกฎหมาย เช่น การขับขี่รถยนต์บนท้องถนน ต้องปฏิบัติตามกฎจราจร จากแนวคิดทฤษฎีดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาในครั้งนี้จึงกล่าวได้ว่า การรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิดและการพักใช้ใบอนุญาต ขับขี่มีความสัมพันธ์กับการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
จากแบบสอบถามที่มีคะแนนค่าเฉลี่ยสูงสุดพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามทราบอยู่แล้วว่าการกระทำผิดของตนจะต้องถูกบันทึกคะแนนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อมาชำระค่าปรับ อาจแสดงให้เห็นว่าผู้ขับขี่มีการรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิดและการพักใช้ใบอนุญาต แต่จากแบบสอบถามที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด กลับพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามไม่ทราบว่าการกระทำผิดซ้ำในข้อหาเดียวกันภายในระยะเวลา 1 ปี จะต้องถูกเข้ารับการอบรมและทดสอบ อาจแสดงให้เห็นว่าผู้ขับขี่ยังไม่ทราบในรายละเอียดของการดำเนินการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิดและการพักใช้ใบอนุญาตว่ามีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร
ผลการวิเคราะห์ พบว่า ทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่
78
กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีความสัมพันธ์กับการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ในระดับค่อนข้างสูง (r = 0.750) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ผลการศึกษาที่สอดคล้องนี้ อาจเป็นเพราะว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากความรู้ ทัศนคติ
และประสบการณ์ การที่ผู้กระทำผิดมีพฤติกรรมที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จัดได้ว่าเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน ที่หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้การกระทำผิดเกิดได้จากนิสัยส่วนตัว ความไม่รู้กฎหมาย หรือมีทัศนคติไม่ดีต่อกฎหมายและเกิดการขัดแย้ง ซึ่งชุดา จิตพิทักษ์ (2536: 58-77) ได้อธิบายไว้ว่า สิ่งที่กำหนดพฤติกรรมมนุษย์มีหลายประการ เช่น ลักษณะนิสัยส่วนตัว ได้แก่ ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติหรือเจตคติ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของบุคคล เป็นแนวโน้มหรือขั้นเตรียมพร้อมของพฤติกรรม และถือว่าทัศนคติมีความสำคัญในการกำหนดพฤติกรรม และบุคลิกภาพ สอดคล้องกับแนวคิดของพัฒน์ สุจำนงค์ (2532:80-82) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์เกี่ยวกับกฎหมายที่ว่า พฤติกรรมบางส่วนของมนุษย์ถูกกำหนดโดยกฎหมาย เช่น การขับขี่รถยนต์บนท้องถนน ต้องปฏิบัติตามกฎจราจร และทัศนคติ มีอิทธิพลต่อการแสดงออกของมนุษย์ เช่นนักเรียนที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อครูก็มักจะแสดงพฤติกรรมแปลก ๆ เช่น ไม่ตั้งใจเรียน ขาดเรียน นอกจากนี้แนวคิดของเมอร์ตัน (สุพัตรา สุภาพ (2541: 133-137 อ้างถึง Robert K. Merton) กล่าวว่า พฤติกรรมเบี่ยงเบนเป็นเรื่องจากกฎเกณฑ์ เหล่านี้ ล้มเหลว ทำให้ไม่มีผู้ปฏิบัติตามหรือละเมิดดังกล่าว ความล้มเหลวของกฎเกณฑ์ หรือละเมิดดังกล่าวอาจมีสาเหตุ 3 ประการ คือ การไร้ กฎเกณฑ์ เป็นภาวะที่เราไม่มีกฎเกณฑ์คอยบอกว่าต้องทำอะไรความขัดแย้งของกฎเกณฑ์ เป็นภาวะที่คนเรารู้สึกว่า ถูกบีบหรือบังคับให้กระทำตามบรรทัดฐานที่ตรงข้ามหรือขัดแย้งกัน การฝ่าฝืน เป็นภาวะที่คนเรารู้สึกว่า การเชื่อกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่ได้ทำให้ตนได้รับประโยชน์หรือได้รับโทษอะไร เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว อาจจะทำให้มาตรฐานของความประพฤติที่เคยปฏิบัติมาจนเป็นประเพณีกลายเป็นสิ่งล้าสมัย และสังคมก็ไม่มีมาตรฐานใหม่ให้สมาชิกปฏิบัติ บุคคลที่ได้รับผลจากการเสียระเบียบทางสังคมอาจจะทำให้กลาย เป็นไม่สนใจทำตามระเบียบ เช่น ติดยาเสพติด ฝ่าฝืนกฏจราจร หรือฝ่าฝืนกฎหมาย และสังคมเองก็จะรู้สึกได้รับแรงกระทบจากความไร้ระเบียบนั้นและอาจจะแก้ไขด้วยการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์บางอย่างหรืออาจจะรักษากฎเกณฑ์ที่ขัดแย้งนั้นไว้หรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นข้อสนับสนุนว่า สิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ในระดับ มหภาคได้แก่ วัฒนธรรม บรรทัดฐานของสังคม ความคาดหวังในบทบาท สถานภาพ สถาบัน หรือองค์กรในสังคม ส่วนในระดับจุลภาค คือมองตั้งแต่ตัวบุคคลนั่นเอง และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์ได้แก่ การรับรู้ การเรียนรู้ ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม ฯลฯ ซึ่งรวมอยู่ในบุคลิกภาพของบุคคลนั้น แสดงให้เห็นว่า แม้นบุคคลจะมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายหรือ
79
มาตรการที่บังคับใช้ แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของคนบางกลุ่มบางคน ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง ทำให้คนมีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายของตน โดยไม่คำนึงถึงวิธีปฏิบัติอื่น ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เมอร์ตัน (สุพัตรา สุภาพ 2541: 133-137 อ้างถึง Robert K.Merton) ได้อธิบายไว้ว่า เป็นสภาพไร้บรรทัดฐาน หรือไร้ กฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ คนยึดถือวิธีการที่ละเมิดต่อกฎหมาย เพื่อให้ บรรลุเป้าหมายอันพึงประสงค์ เช่น ความร่ำรวย ฯ เป้าหมายจึงกลายเป็น ตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคล ส่วนจะใช้วิธีการอย่างไรไม่สำคัญ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม ขอเพียงให้ บรรลุเป้าหมายที่ต้องการก็เพียงพอ ทั้งนี้พฤติกรรมของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับทัศนคติที่มีต่อสิ่งนั้นๆ ด้วย จากแนวคิดทฤษฎีดังกล่าวและผลจากการศึกษาที่ได้ในครั้งนี้จึงกล่าวได้ว่า ทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
จากแบบสอบถามที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมาย ตามมาตรการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิดอย่างจริงจังจะทำให้มีผู้กระทำผิดกฎจราจรลดน้อยลง อาจแสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตว่าเป็นมาตรการที่สามารถทำให้ผู้ขับขี่เกรงกลัวและไม่กล้ากระทำผิด และจากแบบสอบถามที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดพบว่า ควรใช้วิธีการเปรียบเทียบปรับในอัตราสูงแทนการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นด้วยกับมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต มากกว่าการลงโทษโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดในอัตราสูง
ผลการวิเคราะห์ พบว่า การปฏิบัติตามกฎหมาย ตามการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีความสัมพันธ์กับการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ในระดับค่อนข้างสูง (r = 0.615) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ผลการศึกษาที่สอดคล้องนี้ อาจพอแสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายเป็นการนำกฎหมายมาเป็นแนวทางในการควบคุมความประพฤติให้ประชาชนปฏิบัติตาม ซึ่ง ประธาน วัฒนพาณิชย์ (2522 : 148-154) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายไว้ว่า การบังคับใช้กฎหมายโดยทั่วไป เป็นการนำกฎหมายมาบังคับใช้ เพื่อควบคุมความประพฤติของสมาชิก และสุพัตรา สุภาพ (2541: 133-137) ได้อธิบายไว้ว่า การปฏิบัติตาม เป็นการยอมรับปฏิบัติตามจุดหมาย
80
ปลายทาง และวิธีการที่สังคมกำหนด โดยการยอมรับกฎเกณฑ์และนำไปปฏิบัติ เพื่อต้องการประสบผลสำเร็จ หรือทำตามที่สังคมเห็นว่าถูกต้อง โดยมีความพอใจในสิทธิหน้าที่ของตน ตลอดจนมีการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นตามสังคมกำหนด ซึ่งจะพบว่ามีบุคคลประเภทนี้จะมีมากที่สุด มิฉะนั้นแล้วสังคมจะดำรงอยู่ไม่ได้ โดยมีสถาบันสังคมต่าง จะพยายามให้บุคคลปฏิบัติตามระเบียบวินัย เพื่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคล ให้ดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควรและให้สังคมมีความเป็นระเบียบ ส่วนผู้ที่แหวกแนว เป็นการปรับตัวแบบที่เน้นในเรื่องเป้าหมายของความสำเร็จ ด้วยวิธีใดก็ตามที่จะให้ได้เงินและอำนาจไม่ว่าจะเป็นการผิดกฎหมาย ผิดระเบียบแบบแผนใดก็ตาม เป็นการเน้นในเรื่องจุดหมายปลายทางมากกว่าวิธีการต่าง ๆ ที่สังคมกำหนด เมื่อทำดีไม่ได้ก็อาจจะออกมาในรูปกระทำความผิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนฐานะดีจะไม่กระทำการฝืนระเบียบ เพราะชนชั้นสูงหรือมั่งมีอาจจะกระทำผิดเพราะแรงกดดันบางอย่าง ซึ่งเมื่อกระทำผิดก็ต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สอดคล้องกับแนวคิดของ ประธาน วัฒนพาณิชย์ (2522 : 148-154อ้างถึงใน สมศักดิ์ บุญถม 2541 : 44) ที่อธิบายไว้ว่า การบังคับใช้กฎหมายผ่านกระบวนการยุติ ธรรมของรัฐ จะต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับหลักความถูกต้องตามหลักนิติธรรมสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยภายในสังคม โดยการบังคับใช้กฎหมายก่อนการกระทำความผิด เป็นการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด และการบังคับใช้กฎหมายผ่านกระบวนการยุติ ธรรมของรัฐ จะต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับหลักความถูกต้องตามหลักนิติธรรมสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยภายในสังคม โดยการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด โดยที่การบังคับใช้กฎหมายภายหลังการกระทำความผิด เป็นการดำเนินการต่อผู้กระทำผิด โดยเจ้าพนักงานจราจร พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานอื่นตามที่กฎหมายให้อำนาจ จับกุมตัวผู้กระทำผิดส่งพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจทำการสอบสวนดำเนินคดีตามที่กฎหมายกำหนด การลงโทษผู้กระทำผิดด้วยมาตรการการบันทึกคะแนน อบรม เป็นมาตรการที่มุ่งหวังไม่ให้ผู้กระทำความผิดทำความผิดซ้ำ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของนิวแมน (จรรยา สุวรรณทัต 2515: 54 อ้างถึง Newman 1978: 202) ที่อธิบายไว้ว่า การลงโทษเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ที่สังคมมีต่อผู้กระทำผิด ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายโต้ตอบหรือแก้แค้นต่อผู้กระทำผิดด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับความทุกข์หรือความเจ็บปวดเท่าที่ผู้เสียหายได้รับ อย่างไรก็ตามการลงโทษในปัจจุบัน มิใช่เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับความทุกข์จากผลที่ตนได้ก่อขึ้นเท่านั้น แต่มุ่งป้องกันและแก้ไขมิให้ผู้กระทำผิดได้กระทำผิดซ้ำขึ้นอีก และแนวคิดของ นิวแมน และ จอห์นสัน (จรรยา สุวรรณทัต 2515: 54 อ้างถึง Newman 1978: 202 และ Johnson 1979: 33) ให้ข้อสนับสนุนที่ว่า การยับยั้งเป็นการปฏิบัติตาม อันเป็นผลของการผูกมัดในทางลบ(ความกลัว) ต่อผลในทางลบ (การบังคับใช้อย่างเป็นทางการ) และจะนำเอาการลงโทษ เพื่อการยับยั้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็ต่อเมื่อข้อผูกมัดทางบวก ล้มเหลวที่จะควบคุมพฤติกรรมที่จะเบี่ยงเบนแล้วเท่านั้น นอกจากนี้การลงโทษโดยการอบรมยังเป็นการขัดเกลาผู้กระทำผิดให้มีความรู้ และทัศนคติที่ดีต่อ
81
การดำเนินการบันทึกคะแนน เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่รถยนต์และไม่กระทำความผิดซ้ำ จากแนวคิดทฤษฎีดังกล่าวและผลการศึกษาในครั้งนี้จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติตามกฎหมาย ตามการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
จากแบบสอบถามที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผู้ตอบแบบสอบถามยังมีความเห็นว่าปัจจุบันผู้ขับขี่ยังมีการกระทำผิดมาก อาจแสดงให้เห็นว่าการบังคับตามการดำเนินการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิดและการพักใช้ใบอนุญาต ยังไม่จริงจังเท่าที่ควร และจากแบบสอบถามที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่การเร่งความเร็วเพื่อผ่านทางแยกเมื่อได้รับสัญญาณไฟเหลือง อาจแสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามยังขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายจราจรจึงยังปฏิบัติฝ่าฝืนอยู่
ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย
1. การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาต ปัจจุบันมีการดำเนินการเฉพาะ 16 ฐานความผิด ตาม ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ลงวันที่ 20 เมษายน 2542 ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนะในการดำเนินการกับการกระทำผิดในข้อหาอื่น ๆ ให้ครอบคลุม เช่น การจอดรถ การแซงรถในลักษณะปาดหน้ารถผู้อื่น เป็นต้น
ผู้วิจัยมีเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยควรเพิ่มเติมฐานความผิดต่าง ๆ ครอบคลุม ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เนื่องจากการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ เป็นมาตรการที่ใช้ยับยั้งพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมาจราจร เป็นมาตรการที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาจราจรโดยการอบรมผู้กระทำผิดให้เกิดทัศนคติที่ดีในการขับขี่ โดยมุ่งหวังไม่ให้ผู้กระทำผิดทำการกระทำผิดซ้ำอีก ซึ่งเป็นการขัดเกลาทางสังคมที่ต้องการแก้ไขพฤติกรรมเบี่ยงเบนในสังคมที่เกิดภาวะไร้ระเบียบ และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุและการจราจรที่ติดขัดกรุงเทพมหานครให้ลดน้อยลง
2. ผู้ตอบแบบสอบถามเสนอให้มีการตักเตือนก่อนการจับกุมในฐานความผิดตาม ข้อกำหนด เรื่อง การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาต
ผู้วิจัยในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบงานด้านจราจร และเป็นเจ้าพนักงานจราจรตามกฎหมาย มีหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายจราจร เห็นว่าเจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจในการ
82
ว่ากล่าวตักเตือนเมื่อพบการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเจ้าพนักงานจราจรอาจจะใช้ดุลยพินิจในการจับกุม หรือว่ากล่าวได้ตามพฤติการณ์ในการกระทำความผิด หากเห็นว่าการกระทำผิดของผู้ขับขี่เป็นในลักษณะมีเจตนาอย่างชัดเจน เช่น การฝ่าฝืนสัญญาณไฟ การแซงรถในที่คับขับ การขับรถในลักษณะประมาทหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายต่อบุคคลอื่น คงจะไม่สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ แต่ในทางกลับกันหากเป็นการกระทำโดยไม่มีเจตนา หรือเป็นความผิดที่ไม่ชัดเจน หรือไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ก็ควรเป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานจราจรในการว่ากล่าวตักเตือน
3. ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่าการพักใช้ใบขับขี่รุนแรงเกินไป สาเหตุอาจเนื่องจากเมื่อถูกพักใช้ใบอนุญาต แล้วผู้กระทำผิดจะไม่สามารถขับขี่รถได้ตามกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้กระทำผิด
ผู้วิจัยวิเคราะห์ว่าการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ จะกระทำก็ต่อเมื่อผู้กระทำผิดได้กระทำความผิด และถูกบันทึกคะแนนเกินกว่า 60 คะแนน ภายใน 1 ปี การลงโทษผู้กระทำผิดด้วยพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ เป็นมาตรการที่มุ่งหวังไม่ให้ผู้กระทำความผิดทำความผิดซ้ำ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ นิวแมน (จรรยา สุวรรณทัต 2515: 54 อ้างถึง Newman 1978: 202) ที่อธิบายไว้ว่า การลงโทษเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ที่สังคมมีต่อผู้กระทำผิด ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายโต้ตอบหรือแก้แค้นต่อผู้กระทำผิดด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับความทุกข์หรือความเจ็บปวดเท่าที่ผู้เสียหายได้รับ อย่างไรก็ตามการลงโทษในปัจจุบัน มิใช่เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับความทุกข์จากผลที่ตนได้ก่อขึ้นเท่านั้น แต่มุ่งป้องกันและแก้ไขมิให้ผู้กระทำผิดได้กระทำผิดซ้ำขึ้นอีก
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1.ควรศึกษาปัจจัยอื่นที่มีผลต่อประสิทธิผลในการดำเนินการมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
2. ควรศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบกับทัศนคติของผู้ขับขี่ที่มีต่อการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
บรรณานุกรม
กฤษดา จันทร์ศรี. (2537). ปัญหาการจราจรในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
กองบังคับการตำรวจจราจร, กองบัญชาการตำรวจนครบาล. (2542). คู่มือปฏิบัติงานตำรวจจราจร. กองบังคับการตำรวจจราจร.
กองกำกับการนโยบายและแผน, กองบัญชาการตำรวจภูธร. (2530). การบริหารการจราจร.
กองกำกับการนโยบายและแผน กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3.
คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก, สำนักงาน. (2537). สรุปการแก้ไขปัญหาการจราจรของรัฐบาลปัจจุบัน” (เอกสารอัดสำเนา) , กรกฎาคม 2537
งามพิศ สัตย์สงวน. (2537).วัฒนธรรมความยากจน : สลัมแห่งหนึ่งของกรุงเทพ ฯ , วัฒนธรรมเมือง : ชุมชนเมืองและการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพและปริมณฑล . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ.
งามพิศ สัตย์สงวน. (2538).หลักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม (พิมพ์ครั้งที่ 3) . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ธรรมสภา.
จรรยา สุวรรทัต. (2515). การลงโทษเด็กเพิ่มหรือลดปัญหาในแง่จิตวิทยา. วารสารจิตวิทยา.
จิตติมา เทพอารักษ์กุล. (2543). มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำ
ผิดกฎหมายจราจร. กรุงเทพฯ: วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์. (2532). สังคมวิทยา . พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชุดา จิตพิทักษ์. (2536). พฤติกรรมศาสตร์เบื้องต้น. สงขลา : โครงการตำราวิชาการ มูลนิธิมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒน์สงขลา.
ชำนาญ มีปลอด. (2536). พฤติกรรมการกระทำผิดกฎจราจรในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ตำรวจจราจร, กองบังคับการ. (2525). คู่มือการปฏิบัติงานตำรวจจราจร. กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์ตำรวจ.
บรรจง ใหญ่ยงค์, ร.ต.อ. (2542). การกระทำผิดกฎจราจรของผู้ขับขี่ยานพาหนะในเขต กรุงเทพมหานคร ศึกษาเฉพาะกรณีกองบังคับการตำรวจนครบาล 2. กรุงเทพฯ: วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
84
ประจวบ วงศ์สุข. (2535). ปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางด้านการจราจร
ศึกษาเฉพาะในเขต สภต.ภูพิงค์ราชนิเวศน์. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477.
พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ครุสภา.
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535.
พัฒน์ สุจำนงค์. (2532). กฎหมายควบคุมอาหารและมาตรฐานอาหาร. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2532
วิมลสิทธิ์ หรยางกูร. (2526). พฤติกรรมมนุษย์กับสภาพแวดล้อม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2526
ศราวุฒิ พนัสขาว. (2522). อาชญากรรมพื้นบ้าน การฝ่าฝืนกฎหมายจราจร. วิทยานิพนธ์ มหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม บัณฑิตวิทยาลัยมหิดล.
ศราวุฒิ พนัสขาว. (2526).ปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุจราจร . กรุงเทพมหานคร :
วัฒนชัยการพิมพ์.
สุนทร เฉลิมเกียรติ. พ.ต.ต. (2540). ปัจจัยที่มีต่อการฝ่าฝืนกฎจราจรของผู้ใช้รถใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ สังคมวิทยามหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุพัตรา สุภาพ. (2541). สังคมวิทยา . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช , 2541
___________ (2541).ปัญหาสังคม . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช , 2541
สมศักด์ บุญถม. ร.ต.อ. (2541). ปัจจัยที่มีต่อการบังคับใช้กฎหมายจราจรของตำรวจจราจร. วิทยานิพนธ์ สังคมวิทยามหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุรพล กาญจนะจิตรา. (2534).ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ . กรุงเทพมหานคร : กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย.
เสริน ปุณณะหิตานนท์. (2523).การกระทำผิดในสังคม สังคมวิทยาอาชญากรรมและพฤติกรรมเบี่ยงเบน. กรุงเทพมหานคร : บริษัทเดอะบิสซิเนสเพรส จำกัด.
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ. ข้อกำหนดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง การบันทึกคะแนน อบรม
ทดสอบ การยึดและการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ลงวันที่ 20 เมษายน 2542. สำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ.
อารีย์ พันธ์มณี. (2534).จิตวิทยาสังคมชั้นสูง . กรุงเทพมหานคร : เลิฟแอนด์ลิฟเพรส.
85
Conklin John E. (1981). Criminology . New York : Macmillan Publishing Co. , Inc. ,
Campbell BP. (1994). Risk taking in male drive.Relationship among personality,experimental
Measures , obserational data and driver records, MAI32.
Gorecki Jan. (1979). A Theoty of Criminal Juctice. New York , Columbia University Press ,
Johnson Richard E. (1979). Juvenile Delinquenoy and Its Origins : Integrated Theoritical Approach . Cambridge , Cambridge University Press .
Newman Graeme. (1978). The Punishment Response. New York : I.B. Lippincott Company .
Mannheim Hermann. (1960). Pioneer in Criminology . London : Steven and Son Limited.
Little Charles R. (1975). Deterrents or Labeling, Social Forces. 53 (March 1975) : 398-410
ภาคผนวก
แบบสอบถาม
คำชี้แจง การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษา การบังคับใช้ในการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ข้อแนะนำเกี่ยวกับแบบสอบถาม
ส่วนที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคล 6 ข้อ เป็นคำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 6 ข้อ
ส่วนที่ 2 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบังคับใช้ในการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ จำนวน 24 ข้อ ดังนี้
1. คำถามเกี่ยวกับ การรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ จำนวน 8 ข้อ
2. คำถามเกี่ยวกับทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ จำนวน 8 ข้อ
3. คำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามการดำเนินการ บันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาต ขับขี่ จำนวน 8 ข้อ
4. คำถามเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย จำนวน 2 ข้อ
ส่วนที่ 3 ปัญหาและข้อเสนอแนะ
หน้า 1/5
แบบสอบถาม
เรื่อง การบังคับใช้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ชุดที่
ส่วนที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคล
คำชี้แจง โปรดเติมคำในช่องว่างหรือใส่เครื่องหมาย √ ในช่องที่ท่านเลือก
1. เพศ
1. ชาย 2. หญิง
2. อายุ
1. 18-27 ปี 2. 28-37 ปี 3. 38-47 ปี 4. 48 ปีขึ้นไป
3. ระดับการศึกษา
1.ประถมศึกษา 2.มัธยมศึกษา/ปวช 3.อนุปริญญา/ปวส.
4.ปริญญาตรี 5.สูงกว่าปริญญาตรี
4. อาชีพ
1. รับจ้าง 2. รับราชการ 3. ธุรกิจส่วนตัว
4. ค้าขาย 5. อื่นๆ
5. รายได้ต่อเดือน
1. ต่ำกว่า 5,000 บาท 2. 5,001- 10,000 บาท
3. 10,001-15,000 บาท 4 15,001-20,000 บาท
5. 20,000 ขึ้นไป
6. ประสบการณ์การขับขี่
1. น้อยกว่า 1 ปี 2. 1-5 ปี 3. 5-10 ปี 4. 10 ปีขึ้นไป
หน้า 2/5
ส่วนที่ 2 ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการบังคับใช้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
คำชี้แจง กรุณาใส่เครื่องหมาย / ลงในช่องความคิดเห็นที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด
เพียงข้อเดียว
ระดับความคิดเห็น
ข้อความ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เห็นด้วย
ไม่แน่ใจ
ไม่เห็นด้วย
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
การรับรู้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
1. ท่านได้รับข่าวสารการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ผู้กระทำผิดกฎจราจร
2. ท่านไม่เคยทราบว่าเมื่อกระทำผิดกฎจราจรบางข้อหา ต้องถูกบันทึกคะแนน
3. ท่านทราบว่าการผิดกฎจราจรของท่าน ต้องถูกบันทึกคะแนน และ อาจทำให้ต้องเข้ารับการอบรม และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
4. ท่านเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินการบันทึกคะแนนอบรมผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
5. ท่านพึ่งรับทราบว่าจะต้องถูกบันทึกคะแนนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อมาชำระค่าปรับ
6. ท่านทราบว่าหากท่านกระทำผิดในข้อหาเดียวกันเกินกว่า 2 ครั้งใน 1 ปี ท่านต้องเข้ารับการอบรมและทดสอบ
7. ท่านทราบว่าหากท่านถูกบันทึกคะแนนมากกว่า 60 คะแนน ใน 1 ปี ท่านต้องถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
8. ท่านไม่เคยทราบว่าเมื่อมาชำระค่าปรับแล้วจะต้องถูกยึดใบอนุญาตขับขี่มีกำหนด 15 วัน เพื่อการดำเนินการบันทึกคะแนน
หน้า 3/5
ระดับความคิดเห็น
ข้อความ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เห็นด้วย
ไม่แน่ใจ
ไม่เห็นด้วย
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ทัศนคติต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
1. การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต เป็นมาตรการลงโทษที่เหมาะสม
2. การดำเนินการคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต ไม่มีผลทำให้ผู้กระทำผิดกฎจราจรน้อยลง
3. ควรมีการบังคับใช้การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบ ผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต อย่างจริงจัง
4. ควรใช้วิธีการเปรียบเทียบปรับในอัตราสูง แทนการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
5. การที่ผู้ขับขี่ กระทำผิดซ้ำในข้อหาเดียวกันเกิน 2 ครั้ง ใน 1 ปี ต้องถูกอบรมและทดสอบ จึงจะได้รับใบอนุญาตขับขี่คืนเป็น การลงโทษที่เหมาะสม
6. การที่ผู้ขับขี่ กระทำผิดและถูกบันทึกคะแนนเกิน 60 คะแนน ใน 1 ปี ต้องถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 30 วัน จึงจะได้รับใบอนุญาตขับขี่คืนเป็นการลงโทษที่เหมาะสม
7. การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีโทษรุนแรงเกินไป
8. การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้ หรือลงโทษตามการดำเนินการบันทึกคะแนน ฯ อย่างจริงจังทำให้มีผู้กระทำผิดกฎจราจรน้อยลง
หน้า 4/5
ระดับความคิดเห็น
ข้อความ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เห็นด้วย
ไม่แน่ใจ
ไม่เห็นด้วย
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
การปฏิบัติตามกฎจราจรของผู้ขับขี่ต่อการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
1. การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต ทำให้ผู้ขับขี่มีความระมัดระวังไม่กระทำผิดกฎจราจร
2. ทุกวันนี้ผู้ขับขี่กระทำผิดกฎจราจรมากขึ้น
3. การกระทำผิดกฎจราจรแล้วต้องถูกบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาต ทำให้ผู้ขับขี่ไม่กล้าฝ่าฝืนกระทำผิดกฎจราจร
4. เมื่อกระทำผิดกฎจราจร และถูกดำเนินการบันทึกคะแนน ฯ แล้ว ทำให้ผู้ขับขี่ไม่กล้าทำผิดกฎจราจรอีก
5. เมื่อกระทำผิดกฎจราจร และถูกดำเนินการบันทึกคะแนนแล้วทำให้ผู้ขับขี่ไม่กล้ากระทำผิดผิดซ้ำในข้อหาเดิมอีก
6. ท่านมักจะเร่งความเร็วเพื่อผ่านทางแยกเมื่อได้รับสัญญาณไฟสีเหลือง
7. ท่านพยายามรักษากฎระเบียบเกี่ยวกับจราจร แม้จะไม่มีการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
8. ท่านพยายามรักษากฎระเบียบเกี่ยวกับจราจร แม้จะไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมการจราจรอยู่
หน้า 5/5
ระดับความคิดเห็น
ข้อความ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เห็นด้วย
ไม่แน่ใจ
ไม่เห็นด้วย
ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
1. การบังคับใช้มาตรการการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ทำให้ผู้ขับขี่มีการปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น
2. การบังคับใช้ในการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการจับกุมผู้กระทำผิดกฎจราจรมากขึ้น
ส่วนที่ 3 ปัญหาและข้อเสนอแนะ
ขอขอบคุณที่สละเวลาตอบแบบสอบถามนี้ ผู้วิจัยจะนำไปเป็นข้อมูลในการปรับปรุงการดำเนินการบันทึกคะแนน อบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ผู้วิจัย
100
รายนามผู้เชี่ยวชาญ
1. ดร.สัญญา สัญญาวิวัฒน์
รัฐศาสตรบัณฑิต (การปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
MA. in Anthropology (Michigan State)
Ph.D. in Sociology (Missouri – Columbia)
2. พ.ต.อ.สมศักดิ์ ปทุมมารักษ์
ปริญญาตรีวิศวกรรมสำรวจ (Georgia Institute of Technology, Atlanta, Georgia)
ปริญญาตรีวิศวกรรมโยธา (Memphis State University, Memphis, Tennessee)
ปริญญาโทวิศวกรรมจราจร (Georgia Institute of Technology, Atlanta, Georgia)
รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รองผู้บังคับการตำรวจจราจร
ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายอำนวยการศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาล
3. พ.ต.อ.ยอดชาย ผู้สันติ
รัฐศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจดับเพลิง
ช่วยราชการฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาล
104
ประวัติผู้วิจัย
ชื่อ พันตำรวจโท นนท์ นุ่มบุญนำ
วัน เดือน ปีเกิด 11 พฤษภาคม 2507
สถานที่เกิด กรุงเทพมหานคร
ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เมื่อปีการศึกษา 2528
ตำแหน่งและสถานที่ทำงาน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้กำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจจราจร กรุงเทพมหานคร

การศึกษาการบังคับใช้การดำเนินการมาตรการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ (ตอนที่ 1)
การศึกษาการบังคับใช้การดำเนินการมาตรการบันทึกคะแนนอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ (ตอนที่ 2)