แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ปกครอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ปกครอง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

ความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา (ตอนที่ 2)



สรุป การบริหารงานแบบมีส่วนร่วมบุคลากรสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานหรือ
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการบริหารงานมากหรือน้อยคือผู้บริหาร ส่วนระดับของการมี
ส่วนร่วมจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้ร่วมงานและความสามารถใน
การวิเคราะห์สถานการณ์ของผู้บริหารนั่นเองไม่ว่าจะใช้ระบบการบริหารแบบใดก็ตาม
32
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กับการมีส่วนร่วม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วม
ของสังคมในการจัดการศึกษา โดยให้ครอบครัว ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่น ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมใน
การจัดการศึกษา โดยได้กล่าวถึง เรื่องการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของชุมชนไว้ดังนี้
หมวด 1 มาตรา 8 (2) การจัดการศึกษาให้ยึดหลักให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษา
มาตรา 9 การจัดระบบ โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลักดังนี้
(2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น
(5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา และ
(1) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและ
สถาบันสังคมอื่นๆ
หมวด 4 มาตรา 24 (6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่มีการประสาน
ความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียน
ตามศักยภาพ
มาตรา 29 ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบ
การและสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายใน
ชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสารและรู้จัก
เลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยากรต่างๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา และ
ความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่าง
ชุมชน
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยภายในประเทศ
ศริยา สุขพานิช (2532 : 131 - 135) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ความคิดเห็นของ
ผู้ปกครองต่อโรงเรียนและการศึกษาของบุตรในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา
33
ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม พบว่า ความคิดเห็นของผู้ปกครองต่อโรงเรียนและการ
ศึกษาของบุตรในด้านการปกครองนักเรียน ด้านการเรียนการสอน และด้านการบริการของ
โรงเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการศึกษาของบุตรมีความ
สัมพันธ์กับอาชีพและระดับการศึกษาของผู้ปกครองนักเรียน โดยผู้ปกครองที่มีอาชีพรับราชการ
จะมีความคิดเห็นหรือเห็นด้วยอย่างมากหรือเอาใจใส่ดูแลห่วงใยการดำเนินงานของโรงเรียนมาก
กว่าผู้ปกครองที่มีอาชีพเอกชนและอาชีพอิสระ
พิมพา ตามี่ (2540 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ความต้องการของผู้ปกครอง
ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนประถมศึกษา อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า
1. ผู้ปกครองต้องการให้โรงเรียนวางแผนปรับปรุงเกี่ยวกับการจัดการเรียน
การสอน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง การปรับปรุงอาคารเรียน การเอาใจใส่ของ
ครูและอาจารย์ใหญ่ วัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน การจัดกิจกรรมศึกษา การจัดสภาพ-
แวดล้อมและต้องการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินงาน ร่วมเป็นคณะกรรมการ
โรงเรียน ร่วมกำหนดนโยบายและวางแผนการปฏิบัติงานประจำปีของโรงเรียนและร่วมประเมินผล
การทำงานของโรงเรียน
2. ผู้ปกครองต้องการร่วมเป็นวิทยากรพิเศษสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การสอน
แหล่งความรู้ สถานประกอบการ กิจกรรมแข่งขันทางวิชาการและต้องการเยี่ยมชมการแสดง
ผลงานของนักเรียน ต้องการทราบความก้าวหน้าของนักเรียน ต้องการให้ครูแนะนำ การสอน
การบ้าน การสอนอ่าน การสอนเขียน การสอนเลขคณิต และชี้แจงเกี่ยวกับการวัดผล
ประเมินผลให้ผู้ปกครองเข้าใจ
3. ผู้ปกครองต้องการให้โรงเรียนปรับปรุงห้องน้ำ ก๊อกน้ำ การกำจัดขยะ การ
ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ปรับปรุงสนามศึกษา สนามเด็กเล่นและถนนในโรงเรียน โดยผู้ปกครอง
ต้องการมีส่วนร่วมสนับสนุนด้านแรงงาน แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะประสานงานให้
ผู้อื่นมาช่วย ร่วมบริจาคเงินและบริจาควัสดุ
4. ผู้ปกครองต้องการให้ครูเยี่ยมบ้านนักเรียนและติดต่อกับครูโดยตรง ต้องการ
ร่วมประชุม ปรึกษาหารือเกี่ยวกับความประพฤติของนักเรียน การปรับปรุง ระเบียบข้อปฏิบัติ
ของโรงเรียน การลงโทษและการยกย่องนักเรียน
5. ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเกี่ยวกับอาหารกลางวัน งานประเพณี
กิจกรรมกีฬา การดูแลสุขภาพอนามัยของนักเรียนและต้องการได้รับบริการเกี่ยวกับการพัฒนา
ชุมชน การจัดกิจกรรมสร้างความสามัคคี การจัดการศึกษาผู้ใหญ่ การฝึกอบรมวิชาชีพ การ
ใช้วัสดุอุปกรณ์ อาคารสถานที่ บริการด้านสุขภาพอนามัยและข่าวสารความรู้
34
วรรณวิไล วรวิกโฆษิต (2540 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การมีส่วนร่วม
ของกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียนใน
ภาคกลาง พบว่า กรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม
การศึกษานอกโรงเรียนโดยรวมและรายกิจกรรมอยู่ในระดับปานกลาง การเปรียบเทียบการมี
ส่วนร่วมของกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลกับอายุ รายได้ ระยะเวลาที่อยู่อาศัยใน
ท้องถิ่น และระดับการศึกษา พบว่า กรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีอายุ รายได้
ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่น และระดับการศึกษา ที่มาของการดำรงตำแน่งและอาชีพ
แตกต่างกัน มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียนโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มี
นัยสำคัญทางสถิติ
เมตต์ เมตต์การุณ์จิต (2541 : 87 - 88) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การมีส่วนร่วมใน
การบริหารโรงเรียนของกรรมการศึกษาประจำโรงเรียนเทศบาลในจังหวัดนครราชสีมา พบว่า
กรรมการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ ด้านการวางแผน ได้แก่ การร่วมกำหนดความต้องการใน
การพัฒนาโรงเรียน ด้านการจัดหาและจัดสรรทรัพยากร ได้แก่ การจัดหาเงิน และจัดหา
กำลังคน / แรงงานให้โรงเรียน ด้านการประสานงาน ได้แก่ การประสานงานกับคนใน ท้องถิ่น
และหนว่ ยงานของราชการ ด้านการประเมินแผน / การปฏบิ ตั ิ ได้แก ่ การร่วมประชาสัมพันธ์ให้
ประชาชนทราบเมื่อผลการปฏิบัติงานเสร็จสิ้น
ธีรภัทร์ เจริญดี (2542 : 46 - 50) ได้ทำการศึกษา เรื่อง “การศึกษาการมีส่วนร่วม
ของผู้ปกครองโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ เขตการศึกษา
11” โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติและความคาดหวังของผู้ปกครองเกี่ยวกับการมี
ส่วนร่วมของผู้ปกครองในโรงรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา
แห่งชาติ เขตการศึกษา 11 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน 100 คน
ผู้ปกครองนักเรียน 300 คน ในการวิจัยเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในโรงเรียน
ประถมศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน 1) ด้านงานวิชาการของโรงเรียน 2) ด้านการบริหารของ
โรงเรียน 3) ด้านการพัฒนานักเรียน 4) ด้านการติดต่อสื่อสาร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ
แบบสอบถามผู้ปกครอง แบบสอบถามผู้บริหารโรงเรียน และแบบสัมภาษณ์ผู้ปกครองนักเรียน
ผลการวิจัย พบว่า 1) ด้านงานวิชาการของโรงเรียน ผู้ปกครองมีการปฏิบัติในการมีส่วนร่วมใน
โรงเรียนในระดับปานกลางและมีความคาดหวังที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในโรงเรียนในระดับมาก
2)ด้านการบริหารของโรงเรียน ผู้ปกครองมีการปฏิบัติในการมีส่วนร่วมในโรงเรียนในระดับ
ปานกลางและมีความคาดหวังที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในโรงเรียนในระดับมาก 3) ด้านการพัฒนา
นักเรียน ปกครองมีการปฏิบัติในการมีส่วนร่วมในโรงเรียนระดับปานกลางและมีความคาดหวังที่
จะเข้าไปมีส่วนร่วมในโรงเรียนในระดับมาก 4)ด้านการติดต่อสื่อสาร ผู้ปกครองมีการปฏิบัติใน
35
การมีส่วนร่วมในโรงเรียนระดับปานกลางและมีความคาดหวังที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในโรงเรียนใน
ระดับมาก
ศิริกาญจน์ โกสุมภ์ (2542 : 61 - 70) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การมีส่วนร่วมของชุม
ชนและโรงเรียนเพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นสิ่งกำหนด
กระบวนการและแบบแผนของการมีส่วนร่วมของชุมชนและโรงเรียนในการจัดการศึกษาขั้น
พื้นฐาน ได้แก่ เงื่อนไขทางด้านบริบทของ ชุมชน เงื่อนไขด้านสภาพแวดล้อมของชุมชนและ
เงื่อนไขทางด้านโรงเรียน ที่สำคัญ คือ การกำหนดความหมายของการมีส่วนร่วมของชุมชนและ
โรงเรียนตรงกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในชุมชน ซึ่งได้แก่ ผู้นำชุมชน
ผู้บริหาร โรงเรียน และคณะกรรมการบริหารโรงเรียน คณะครูและผู้ปกครองนักเรียน
ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2540 : 51 - 60) ทำการศึกษา เรื่อง การวิเคราะห์ปัจจัยที่
ส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนกับโรงเรียนประถมศึกษาโดยวิธี
การวิจัยเชิงคุณภาพกรณีศึกษาจากโรงเรียนประถมศึกษาและชุมชนที่แวดล้อมโรงเรียนใน
เขตปริมณฑล กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 แห่ง พบว่า ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วน
ร่วมกับโรงเรียนประกอบด้วย 3 กลุ่ม ปัจจัย คือ กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ประกอบ
ด้วยเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคม วัฒนธรรม กลุ่มปัจจัยเกี่ยวกับชุมชน ประกอบ
ด้วย ความศรัทธา ความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความเกี่ยวข้องผูกพันกับโรงเรียน สถานภาพ ความ
คาดหวัง ลักษณะนิสัยพื้นฐาน ผู้นำชุมชน ความพร้อมของคนในชุมชน เป็นต้น กลุ่มปัจจัย
เกี่ยวกับโรงเรียน ประกอบด้วยบุคลากรของโรงเรียน วิธีปฏิบัติงานของโรงเรียน ผลการปฏิบัติ
งานของโรงเรียนและปัจจัยอื่น ๆ เช่น ประวัติความเป็นมาของโรงเรียน เป็นต้น
สัมพันธ์ อุปลา (2541 : 32 - 51) ทำการศึกษา เรื่อง การมีส่วนร่วมของชุมชนใน
การจัดการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอชนบท จังหวัด
ขอนแก่น ในส่วนของชุมชนโดยตรง พบว่า ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอยู่ในระดับ
ปานกลาง โดยมีส่วนร่วมในกิจการนักเรียนมากกว่าด้านอื่น ๆ ปัญหาที่สำคัญ คือ ชุมชนเข้าใจ
ว่าภารกิจการจัดการศึกษา เป็นหน้าที่ของ โรงเรียนเท่านั้น ข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ บุคลากร
ในโรงเรียนควรมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน และชุมชนควรมีส่วนร่วมรับรู้การตัดสินใจ กำหนด
นโยบายโรงเรียนและการมีส่วนร่วมของ คณะกรรมการโรงเรียน พบว่า อยู่ในระดับมาก โดยมี
ส่วนร่วมในเรื่องให้ความเห็นชอบต่อแผนปฏิบัติการประจำปีของโรงเรียนมากกว่าด้านอื่นๆ
ปัญหาที่สำคัญ คือ เมื่อมีการประชุมคณะกรรมการ โรงเรียนมักไม่แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่
จะคล้อยตามประธานในที่ประชุม ข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ โรงเรียนต้องยอมรับในความ
สามารถในการตัดสินใจของคณะกรรมการโรงเรียนให้มากขึ้น
36
งานวิจัยต่างประเทศ
ไวท์ (White. 1986 : 2886 - A) ได้ศึกษาการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของครู
โรงเรียนมัธยมศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ลักษณะผู้นำของอาจารย์ใหญ่กับ
ประสิทธิผลในการทำงาน ผลการวิจัยพบว่า ครูมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านหลักสูตรการเรียน
การสอน แต่ขาดการมีส่วนร่วมทางด้านการบริหาร ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะผู้นำของ
อาจารย์ใหญ่กับประสิทธิผลของการทำงานเป็นไปในเชิงบวก แต่ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างระดับ
การมีส่วนร่วมของครูกับลักษณะการมุ่งงานของอาจารย์ใหญ่
วิทเทคเคอร์ (Whitaker 1987 : 66 - 67) ได้ศึกษาทัศนะของผู้ปกครองและผู้บริหาร
ที่มีต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเมือง เกี่ยวกับการวินิจฉัย สั่งการ
หรือการตัดสินใจด้านการศึกษา พบว่า ผู้ปกครองไม่มีความสะดวกในการรับข้อมูล หรือประกาศ
เกี่ยวกับโรงเรียนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในเรื่องนโยบายการตัดสินใจทาง
การศึกษา ส่วนผู้บริหารเห็นว่าผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญต่อโรงเรียนในการมีส่วนร่วมในการ
ปรับปรุงโรงเรียน และบุคลากรในโรงเรียนควรตระหนักและจัดโครงการให้ชุมชนได้เข้ามามี
ส่วนร่วม
ซาโพสกา (Shaposka 1997 : 101 - 120) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การมีส่วนร่วมใน
ชุมชน สถานภาพทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในโรงเรียน กรณีศึกษาในกลุ่มโรงเรียนในส่วน
การศึกษาโมนแวลลี่ โดยศึกษาชุมชนที่มีโรงเรียน 4 ชุมชน อันมีลักษณะพิเศษ ต่อไปนี้
1. ชุมชนที่มีสภาพทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับดี และมีความร่วมมือจากชุมชนสูง
2. ชุมชนที่มีสภาพทางเศรษฐกิจสูงแต่ความร่วมมือจากชุมชนต่ำ
3. สภาพทางเศรษฐกิจต่ำแต่ความร่วมมือทางสังคมสูง
4. สภาพทางเศรษฐกิจและความร่วมมมือทางสังคมต่ำ
ผลการศึกษา พบว่า โครงสร้างทางครอบครัว สถานะทางเศรษฐกิจและเชื้อชาติอาจ
จะสะท้อนให้เห็นถึงระดับความร่วมมือของชุมชนที่มีให้โรงเรียน โดยมีลักษณะที่เด่นชัด คือ
กลุ่มโรงเรียนที่มีคุณภาพชีวิตในโรงเรียนสูงจะมีความร่วมมือต่อชุมชนน้อยแต่กลุ่มโรงเรียนที่มี
คุณภาพชีวิตในโรงเรียนต่ำ จะมีความร่วมมือต่อชุมชนสูง ลักษณะดังกล่าว คือ
1. ความสัมพันธ์ในทางบวกกับชุมชน
2. มีความร่วมมือกับเอกชนภาคเอกชนที่มีอิทธิพลต่อบรรยากาศและคุณภาพ
ทางการศึกษาของโรงเรียน รวมทั้งจัดหาบุคลากรและงบประมาณให้กลุ่มโรงเรียนด้วย
3. มีความกระตือรือร้นในการเรียนการสอน
4. มีคณะกรรมการโรงเรียนที่มีความคล่องแคล่วฉับไว
37
ดูมัส (Dumas 1991 : Abstract) ได้ศึกษาแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติกับ
การทำงานร่วมกัน การติดต่อสื่อสารและความร่วมมือระหว่างครูกับผู้ปกครอง สรุปได้ว่า ถึงแม้
ว่าระดับการติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง และระดับการปฏิบัติของผู้ปกครองจะช่วยให้เด็กมีความ
สามารถในการอ่านที่เพิ่มขึ้น แต่การให้ความรู้ผู้ปกครองก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้หลักสูตรการเรียน
การสอนประสบผลสำเร็จได้
สรุป จากการศึกษางานที่วิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังกล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าผู้ปกครองนั้น
มีบทบาทที่สำคัญในการให้ความร่วมมือ สนับสนุนการจัดการศึกษาของโรงเรียนรวมทั้งเป็น
สื่อกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนทำให้การบริหารจัดการของ
โรงเรียนเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียนโดยตรง ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ที่
ผ่านมามุ่งศึกษาความคิดเห็นต่อการดำเนินงานของโรงเรียน นอกจากนั้นก็เป็นการศึกษา
ความต้องการของผู้ปกครองและชุมชนในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน ซึ่งจะ
เน้นไปที่กิจกรรมย่อยๆ เช่น การร่วมเป็นวิทยากรพิเศษ การปรับปรุงสภาพแวดล้อม
การร่วมประชุม การจัดกิจกรรมสร้างความสามัคคี เป็นต้น ผู้วิจัยเห็นว่าน่าจะมีการศึกษาถึง
ความต้องการและแนวทางในการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียนโดยศึกษาให้ครอบคลุม
กับขอบข่ายของการบริหารงานโรงเรียนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จะเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ
ศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะทำการศึกษาความต้องการและ
แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียนอัสัมชัญศึกษาในครั้งนี้ โดยศึกษาถึง
ความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน 5 ด้าน
ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านกิจการนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ
โรงเรียน และด้านความสัมพันธ์กับชุมชน
บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย
ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามลำดับ ดังต่อไปนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3. ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การจัดกระทำข้อมูล
6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 - ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา ปีการ-
ศึกษา 2545 จำนวน 1,965 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นประถมปีที่ 1 - ชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา ปีการศึกษา 2545 จำนวน 334 คน ได้มาจาก
การกำหนดขนาดตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี และมอร์แกน (Krejcie and Morgan,
1970 : 607 - 610) และดำเนินการสุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น เพื่อให้ครอบคลุมจำนวน
กลุ่มอย่างในแต่ละระดับชั้น จึงดำเนินการสุ่มตามสัดส่วนของประชากร โดยใช้ระดับชั้นเรียนเป็น
ระดับชั้น ในการสุ่ม รายละเอียดในการสมุ่ ตัวอยา่ ง ดังตารางท ี่ 1
ตารางที่ 1 แสดงจำนวนประชากรและจำนวนกลุ่มตัวอย่าง
ระดับชั้นของนักเรียน ประชากร (คน) กลุ่มตัวอย่าง (คน)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 236 40
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 245 42
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 229 39
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 238 40
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 247 42
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 245 42
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 205 35
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 170 29
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 150 25
รวม 1,965 334
39
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อสอบถามความ
ต้องการเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน แบ่งแบบสอบถามออก
เป็น 3 ตอนคือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบ
แบบสอบถาม
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การบริหารงานของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร
ด้านกิจการนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน และด้านความสัมพันธ์กับ
ชุมชน แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า จำนวน 30 ข้อ โดยมีเกณฑ์ในการให้
คะแนน ดังนี้
5 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด
4 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมมาก
3 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมปานกลาง
2 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมน้อย
1 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมน้อยที่สุด
เกณฑ์การแปลความหมายของคะแนน คือ (ประคอง กรรณสูตร , 2542 :204)
1.00 – 1.49 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมน้อยที่สุด
1.50 – 2.49 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมน้อย
2.50 – 3.49 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมปานกลาง
3.50 – 4.49 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมมาก
4.50 – 5.00 หมายถึง ต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบแบบเลือกตอบเกี่ยวกับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ
ของผู้ปกครองเกี่ยวกับแนวทางในการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียน
การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ในการสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้
1. ศึกษาทฤษฎี และทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับความต้องการมีส่วนร่วมในการ
บริหารงานโรงเรียนจากเอกสารทางวิชาการต่างๆ
40
2. กำหนดกรอบความคิดเกี่ยวกับความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร
งานโรงเรียน
3. สร้างแบบสอบถามความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การบริหารงานโรงเรียน โดยกำหนดสิ่งที่เป็นองค์ประกอบในด้านต่างๆ ที่ผู้ปกครองต้องการมี
ส่วนร่วม
4. นำแบบสอบถามที่ได้ไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน
เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหารวมทั้งให้คำแนะนำต่างๆ และนำมาปรับปรุงเพื่อให้
แบบสอบถามมีความชัดเจน ถูกต้อง สมบูรณ์ และตรงตามวัตถุประสงค์มากที่สุด (รายชื่อ
ผู้เชี่ยวชาญในภาคผนวก ข)
5. นำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับกลุ่มผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 ราย จากนั้นนำแบบสอบถามมาหาคุณภาพของเครื่องมือด้านความ
เชื่อมั่น โดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา ผลการหาคุณภาพของเครื่องมือ แสดงรายละเอียดดังตาราง
ที่ 2
ตารางที่ 2 แสดงคุณภาพของเครื่องมือ จำแนกเป็นภาพรวมและรายได้
ความต้องการมีส่วนร่วม คุณภาพของเครื่องมือ
ด้านวิชาการ 0.8727
ด้านบุคลากร 0.9216
ด้านกิจการนักเรียน 0.8889
ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน 0.8971
ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน 0.8608
รวมทั้งฉบับ 0.9653
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้กำหนดเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการขอความ
ร่วมมือจากผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา โดยใช้แบบสอบถามส่งให้ผู้ปกครอง
ใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลภายใน 2 สัปดาห์ และได้รับแบบสอบถามกลับคืน จำนวน
334 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100.00 จากนั้น ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามมาตรวจสอบความสมบูรณ์
ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์ตามขั้นตอนทางสถิติต่อไป
41
การวิเคราะห์ข้อมูล
เมื่อได้รับแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างแล้ว ผู้วิจัยได้ทำการตรวจสอบความถูกต้อง
สมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด สร้างคู่มือลงรหัสและนำข้อมูลมาลงรหัส จากนั้นนำข้อมูลที่ลงรหัส
เรียบร้อยแล้วไปบันทึกในแผ่นข้อมูล แล้วนำไปวิเคราะห์ประมวลผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS
(Statistical Package for the Social Sciences) สำหรับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์
ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยแบ่งเป็นตอนดังนี้
ตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ใช้สถิติร้อยละ
ตอนที่ 2 วิเคราะห์ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน
โรงเรียนใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ตอนที่ 3 เปรียบเทียบความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน
โรงเรียนใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way
ANOVA) ถ้าพบความแตกต่าง ดำเนินการทดสอบรายคู่โดยวิธีของ
เชฟเฟ่
ตอนที่ 4 วิเคราะห์แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน
โรงเรียนใช้สถิติค่าความถี่และร้อยละ
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ในบทนี้เป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์
ข้อมูลทั้งหมด จำนวน 4 ตอนคือ
ตอนที่ 1 สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน
ตอนที่ 3 การเปรียบเทียบความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
บริหารงานโรงเรียน
ตอนที่ 4 แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน
ตอนที่ 1 สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ผลการวิเคราะห์สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วยตัวแปร
เพศ อายุ วุฒิการศึกษาสูงสุดหรือเทียบเท่า อาชีพ รายได้ต่อเดือน และผู้ปกครองในแต่ละ
ระดับชั้น รายละเอียดดังตารางที่ 3
ตารางที่ 3 จำนวนและร้อยละของสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
สถานภาพทั่วไป จำนวน ร้อยละ
ชาย 120 35.90
เพศ หญิง 214 64.10
รวม 334 100.00
ต่ำกว่า 30 ปี 9 2.70
30 – 39 ปี 110 32.90
40 – 49 ปี 175 52.40
50 – 59 ปี 37 11.10
60 ปีขึ้นไป 2 0.60
ไม่ระบุ 1 0.30
อายุ
รวม 334 100.00
43
ตารางที่ 3 (ต่อ)
สถานภาพทั่วไป จำนวน ร้อยละ
ต่ำกว่าปริญญาตรี 180 53.90
ปริญญาตรี 132 39.50
ปริญญาโท 15 4.50
ปริญญาเอก 5 1.50
ไม่ระบุ 2 0.60
วุฒิการศึกษาสูงสุด
รวม 334 100.00
รับราชการ 16 4.80
พนักงานบริษัท / รัฐวิสาหกิจ 63 18.90
รับจ้าง 65 19.50
ประกอบธุรกิจส่วนตัว 142 42.50
อื่นๆ 47 14.10
ไม่ระบุ 1 0.30
อาชีพ
รวม 334 100.00
ต่ำกว่า 5,000 บาท 7 2.10
5,000 – 10,000 บาท 47 14.10
10,001 – 20,000 บาท 76 22.80
มากกว่า 20,000 บาท 200 59.90
ไม่ระบุ 4 1.20
รายได้ต่อเดือน
รวม 334 100.00
ประถมศึกษาตอนต้น 157 47.00
ประถมศึกษาตอนปลาย 100 29.90
มัธยมศึกษาตอนต้น 76 22.80
ไม่ระบุ 1 0.30
ผู้ปกครองนักเรียน
รวม 334 100.00
จากตารางที่ 3 พบว่า ผู้ปกครองที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ
64.10 อายุอยู่ระหว่าง 40-49 ปี ร้อยละ 52.40 วุฒิการศึกษาสูงสุดอยู่ในระดับปริญญาตรี
ร้อยละ 39.50 ผู้ปกครองประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 42.50 รายได้ต่อเดือนมากกว่า
20,000 บาท ร้อยละ 59.90 และส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครองของนักเรียนในระดับประถมศึกษา
ตอนต้น ร้อยละ 47.00
44
ตอนที่ 2 ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน
ผลการวิเคราะห์ความต้องการของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน โดย
ภาพรวม และเป็นรายด้าน ซึ่งประกอบด้วย ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านกิจการนักเรียน
ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน และด้านความสัมพันธ์กับชุมชน รายละเอียด
ดังตารางที่ 4 - 9
ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความต้องการมีส่วนร่วมของ
ผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน จำแนกตามรายด้านและภาพรวม
ความต้องการในการมีส่วนร่วม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ระดับความ
ต้องการ
1.ด้านวิชาการ 2.92 0.89 ปานกลาง
2.ด้านบุคลากร 2.87 1.01 ปานกลาง
3.ด้านกิจการนักเรียน 3.55 0.97 มาก
4.ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน 3.05 0.92 ปานกลาง
5.ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน 3.23 0.95 ปานกลาง
รวมทุกด้าน 3.12 0.98 ปานกลาง
จากตารางที่ 4 เมื่อพิจารณาความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร
โรงเรียนในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง (X= 3.12)
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร
โรงเรียน อยู่ในระดับมาก 1 ด้าน ได้แก่ ด้านกิจการนักเรียน (X= 3.55) อยู่ในระดับปานกลาง
4 ด้าน ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน (X= 3.23) ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของ
โรงเรียน (X= 3.05) ด้านวิชาการ (X= 2.91) และด้านบุคลากร (X= 2.87) ตามลำดับ
45
ตารางที่ 5 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความต้องการมีส่วนร่วมของ
ผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน ด้านวิชาการ
ความต้องการในการมีส่วนร่วม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ระดับความ
ต้องการ
1.มีส่วนร่วมประชุมปรึกษา และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ
การปรับปรุงหลักสูตร
3.11 0.85 ปานกลาง
2.มีส่วนร่วมเป็นวิทยากรเพื่อให้ความรู้แก่นักเรียน 2.65 0.98 ปานกลาง
3.มีส่วนร่วมกำหนดแผนการปฏิบัติงานของโรงเรียน 2.86 0.90 ปานกลาง
4.มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือในด้านการจัดหาเงินทุนเพื่อนำ
ไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการศึกษา
2.85 0.81 ปานกลาง
5.มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือในการผลิตสื่อการเรียนการสอน 2.86 0.86 ปานกลาง
6.มีส่วนร่วมในกิจกรรมศูนย์การเรียนที่โรงเรียนจัดขึ้น 3.18 0.83 ปานกลาง
รวม 2.92 0.89 ปานกลาง
จากตารางที่ 5 เมื่อพิจารณาภาพรวมของความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การบริหารโรงเรียนด้านวิชาการ พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง (X= 2.92)
เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อรายการ พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
บริหารโรงเรียน อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อรายการ ได้แก่ มีส่วนร่วมในกิจการศูนย์ การเรียนที่
โรงเรียนจัดขึ้น (X= 3.18) มีส่วนร่วมประชุมปรึกษาและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุง
หลักสูตร (X= 3.11) มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือในการผลิตสื่อการเรียนการสอน (X= 2.86) มี
ส่วนร่วมกำหนดแผนการปฏิบัติงานขอโรงเรียน (X= 2.86) มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือในด้าน
การจัดหาเงินทุนเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์ทางการศึกษา (X= 2.85) และมีส่วนร่วมเป็นวิทยากรเพื่อ
ให้ความรู้แก่นักเรียน (X= 2.65) ตามลำดับ
46
ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความต้องการมีส่วนร่วมของ
ผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน ด้านบุคลากร
ความต้องการในการมีส่วนร่วม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ระดับความ
ต้องการ
1.มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการในการสรรหาบุคลากรของ
โรงเรียน
2.64 1.01 ปานกลาง
2.มีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของคณะครูใน
โรงเรียน
3.04 1.03 ปานกลาง
3.มีส่วนร่วมเสนอแนะวิธีพิจารณาความดีความชอบของ
บุคลากรในโรงเรียน
2.89 1.06 ปานกลาง
4.มีส่วนร่วมอบรมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรใน
โรงเรียน
2.87 0.95 ปานกลาง
5.มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนเพื่อจัดกิจกรรม
ส่งเสริมความสามารถของบุคลากร
2.99 0.99 ปานกลาง
6.มีส่วนร่วมในการจัดหาวิทยากรเพื่อให้การอบรมและเสริม
ความรู้แก่บุคลากรในโรงเรียน
2.80 0.99 ปานกลาง
รวม 2.87 1.01 ปานกลาง
จากตารางที่ 6 เมื่อพิจารณาภาพรวมของความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การบริหารโรงเรียนด้านบุคลากร พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง (X= 2.87)
เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อรายการ พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
บริหารโรงเรียน อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อรายการ ได้แก่ มีส่วนร่วมในการประเมินผลการ
ทำงานของคณะครูในโรงเรียน (X= 3.04) มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนเพื่อจัด
กิจกรรมส่งเสริมความสามารถของบุคลากร (X= 2.99) มีส่วนร่วมเสนอแนะวิธีพิจารณาความดี
ความชอบของบุคลากรในโรงเรียน (X= 2.89) มีส่วนร่วมอบรมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนา
บุคลากรในโรงเรียน (X= 2.87) มีส่วนร่วมในการจัดหาวิทยากรเพื่อให้การอบรมและเสริมความ
รู้แก่บุคลากรในโรงเรียน (X= 2.80) และมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการในการสรรหาบุคลากรของ
โรงเรียน (X= 2.64) ตามลำดับ
47
ตารางที่ 7 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความต้องการมีส่วนร่วมของ
ผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน ด้านกิจการนักเรียน
ความต้องการในการมีส่วนร่วม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ระดับความ
ต้องการ
1.มีส่วนร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนแก่โรงเรียน เช่น ความ
สนใจ ความรับผิดชอบ ความประพฤติของนักเรียน
3.92 0.83 มาก
2.มีส่วนร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตัวนักเรียน เพื่อส่งเสริม
แก้ไข และพัฒนานักเรียนทั้งด้านการเรียนและความ
ประพฤติ
3.93 0.84 มาก
3.มีส่วนร่วมกิจกรรมการเยี่ยมบ้านของนักเรียน 2.97 0.96 ปานกลาง
4.มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือนักเรียนไปศึกษาดูงานเพื่อ
เรียนรู้อาชีพของผู้ปกครอง
3.16 0.95 ปานกลาง
5.มีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน 3.69 0.90 มาก
6.มีส่วนร่วมในการประชุมระหว่างผู้ปกครอง /ครู เพื่อหา
แนวทางการพัฒนานักเรียน
3.59 0.91 มาก
รวม 3.55 0.97 มาก
จากตารางที่ 7 เมื่อพิจารณาภาพรวมของความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การบริหารโรงเรียนด้านกิจการนักเรียน พบว่า อยู่ในระดับมาก (X= 3.55)
เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อรายการ พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
บริหารโรงเรียน อยู่ในระดับมาก 4 ข้อรายการ ได้แก่ มีส่วนร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตัว
นักเรียน เพื่อส่งเสริมแก้ไข และพัฒนานักเรียนทั้งด้านการเรียนและความประพฤติ (X= 3.93)
มีส่วนร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน เช่น ความสนใจ ความรับผิดชอบ ความประพฤติของ
นักเรียน (X= 3.92) มีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน (X= 3.69)
และมีส่วนร่วมในการประชุมระหว่างผู้ปกครอง/ครู เพื่อหาแนวทางการพัฒนานักเรียน
ตามลำดับ อยู่ในระดับปานกลาง 2 ข้อรายการ ได้แก่ มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือนักเรียนไป
ศึกษาดูงานเพื่อเรียนรู้อาชีพของผู้ปกครอง (X= 3.16) และมีส่วนร่วมกิจกรรมการเยี่ยมบ้าน
ของนักเรียน (X= 2.97) ตามลำดับ
48
ตารางที่ 8 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความต้องการมีส่วนร่วมของ
ผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของ
โรงเรียน
ความต้องการในการมีส่วนร่วม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ระดับความ
ต้องการ
1.มีส่วนร่วมพัฒนาอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อม ให้เอื้อ
อำนวยต่อการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน
3.28 0.94 ปานกลาง
2.มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ
และสาธารณูปโภคของโรงเรียน
3.04 0.86 ปานกลาง
3.มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาด้านต่าง ๆ
เช่น การทาสีโรงเรียน การทำสนามกีฬา เป็นต้น
2.96 0.95 ปานกลาง
4.มีส่วนร่วมใช้บริการด้านอาคารสถานที่ของโรงเรียนในการ
ประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ
2.83 0.96 ปานกลาง
5.มีส่วนร่วมสนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุง ซ่อมแซม อาคาร
สถานที่ของโรงเรียน
2.93 0.80 ปานกลาง
6.มีส่วนร่วมสนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของ
โรงเรียนที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน
3.27 0.92 ปานกลาง
รวม 3.05 0.92 ปานกลาง
จากตารางที่ 8 เมื่อพิจารณาภาพรวมของความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การบริหารโรงเรียนด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน พบว่า อยู่ในระดับปาน
กลาง (X= 3.05)
เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อรายการ พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
บริหารโรงเรียน อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อรายการ ได้แก่ มีส่วนร่วมพัฒนาอาคารสถานที่ และ
สภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน (X= 3.28) มีส่วนร่วม
สนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน
(X= 3.27) มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และสาธารณูปโภคของ
โรงเรียน (X= 3.04) มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น การ
ทาสีโรงเรียน การทำสนามกีฬา เป็นต้น (X= 2.96) มีส่วนร่วมสนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุง
ซ่อมแซมอาคารสถานที่ของโรงเรียน (X= 2.93) และมีส่วนร่วมใช้บริการด้านอาคารสถานที่ของ
โรงเรียนในการประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ (X= 2.83) ตามลำดับ
49
ตารางที่ 9 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความต้องการมีส่วนร่วมของ
ผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน
ความต้องการในการมีส่วนร่วม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
ระดับความ
ต้องการ
1.มีส่วนร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมและประสานความ
สัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
3.07 0.86 ปานกลาง
2.มีส่วนร่วมให้การสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนให้เป็น
แหล่งเรียนรู้แก่นักเรียนและชุมชนในท้องถิ่น
3.25 0.90 ปานกลาง
3.มีส่วนร่วมในการจัดตั้งสมาคม องค์กร เพื่อช่วยเหลือ
การศึกษาของโรงเรียนและชุมชน
3.01 0.86 ปานกลาง
4.มีส่วนร่วมส่งเสริมการค้นคว้า จัดหาแหล่งข้อมูลเพื่อ
การศึกษาแก่นักเรียนและชุมชน
3.20 0.88 ปานกลาง
5.มีส่วนร่วมดำเนินการจัดกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด
ต้านภัยเอดส์ ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนและชุมชน
3.72 1.05 ปานกลาง
6.มีส่วนร่วมจัดอบรมวิชาชีพทั้งในโรงเรียนและชุมชน 3.14 0.98 ปานกลาง
รวม 3.23 0.95 ปานกลาง
จากตารางที่ 9 เมื่อพิจารณาภาพรวมของความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน
การบริหารโรงเรียนด้านความสัมพันธ์กับชุมชน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง (X= 3.23)
เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อรายการ พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
บริหารโรงเรียน อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อรายการ ได้แก่ มีส่วนร่วมดำเนินการจัดกิจกรรม
ต่อต้านยาเสพติด ต้านภัยเอดส์ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนและชุมชน (X= 3.72) มีส่วนร่วมให้การ
สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่นักเรียนและชุมชนในท้องถิ่น (X= 3.25)
มีส่วนร่วมส่งเสริมการค้นคว้า จัดหาแหล่งข้อมูลเพื่อการศึกษาแก่นักเรียนและชุมชน (X= 3.20)
มีส่วนร่วมจัดอบรมวิชาชีพทั้งในโรงเรียนและชุมชน (X= 3.14) มีส่วนร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริม
และประสานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน (X= 3.07) และมีส่วนร่วมในการจัดตั้ง
สมาคม องค์กร เพื่อช่วยเหลือการศึกษาของโรงเรียนและชุมชน (X= 3.01) ตามลำดับ
50
ตอนที่ 3 การเปรียบเทียบความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองของ
นักเรียนแต่ละระดับชั้น ในการบริหารงาน โรงเรียน
ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ
บริหารงานโรงเรียน ตามระดับชั้นของนักเรียน รายละเอียดดังตารางที่ 10 -11
ตารางที่ 10 การวิเคราะห์ความแปรปรวนของความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
ในการบริหารงานโรงเรียน จำแนกตามระดับชั้น
ความต้องการมีส่วนร่วม แหล่งความแปรปรวน SS Df MS F
ระหว่างกลุ่ม 4.68 2 2.34
ภายในกลุ่ม 145.18 330 0.44
ด้านวิชาการ
รวม 149.86 332
5.32*
ระหว่างกลุ่ม 3.76 2 1.88
ภายในกลุ่ม 233.85 330 0.70
ด้านบุคลากร
รวม 237.62 332
2.65
ระหว่างกลุ่ม 1.69 2 0.84
ภายในกลุ่ม 159.02 330 0.48
ด้านกิจการนักเรียน
รวม 160.71 332
1.75
ระหว่างกลุ่ม 1.19 2 0.59
ภายในกลุ่ม 184.01 330 0.55
ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ
โรงเรียน
รวม 185.20 332
1.06
ระหว่างกลุ่ม 1.71 2 0.85
ภายในกลุ่ม 202.54 330 0.61
ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน
รวม 204.25 332
1.39
ระหว่างกลุ่ม 2.12 2 1.06
ภายในกลุ่ม 137.36 330 0.41
รวมทุกด้าน
รวม 139.49 332
2.55
หมายเหตุ * p < .05 จากตารางที่ 10 จะพบว่า ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน โรงเรียน ระหว่างระดับชั้น ในภาพรวม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณา ในแต่ละด้าน พบว่า ด้านบุคลากร ด้านกิจการนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ โรงเรียน และด้านความสัมพันธ์กับชุมชน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเช่นเดียวกัน ยกเว้น ด้านวิชาการ ที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 51 ตารางที่ 11 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ บริหารงานวิชาการ จำแนกตามผู้ปกครองของนักเรียนแต่ละระดับชั้น ระดับชั้น ป.ตอนต้น ป.ตอนปลาย ม.ตอนต้น ความต้องการ มีส่วนรวม ระดับชั้น Mean 2.85 3.09 2.81 ประถมศึกษาตอนต้น 2.85 0.24* 0.03 ประถมศึกษาตอนปลาย 3.09 0.28* ด้านวิชาการ มัธยมศึกษาตอนต้น 2.81 หมายเหตุ * p < .05 จากตารางที่ 11 จะพบว่า ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนในการ บริหารงานวิชาการ จำแนกตามระดับชั้นเป็นรายคู่ มีความแตกต่างกัน 2 คู่ดังนี้ ผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาตอนต้น กับผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ ในระดับประถมศึกษาตอนปลาย มีความต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการแตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษา ตอนปลายจะมีความต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียนมากกว่าผู้ปกครองที่มีนักเรียน อยู่ในระดับประถมศึกษาตอนต้น ผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาตอนปลาย กับผู้ปกครองที่มีนักเรียน อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีความต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษา ตอนปลาย จะมีความต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียนมากกว่าผู้ปกครองที่มี บุตรหลานอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 52 ตอนที่ 4 แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน ผลการวิเคราะห์แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน ในแต่ ละด้าน ซึ่งประกอบด้วย ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านกิจการนักเรียน ด้านสภาพ แวดล้อม และบรรยากาศโรงเรียน ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน และอื่นๆ รายละเอียดดังตารางที่ 12 - 17 ตารางที่ 12 จำนวนและร้อยละของแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การบริหารงานโรงเรียนด้านวิชาการ แนวทางการมีส่วนร่วม จำนวน ร้อยละ 1.มีส่วนร่วมให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียนเมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับด้านวิชาการ 182 34.02 2.มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือและสนับสนุนในการจัดกิจกรรม “วันวิชาการ” 155 28.97 3.มีส่วนร่วมนิเทศการสอนตามโอกาส 74 13.83 4.มีส่วนร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในเรื่องที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นตามโอกาส อันเหมาะสม 46 8.60 5.มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการในการประเมินและตัดสินผลการเรียน 43 8.04 6.มีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตร 35 6.54 จากตารางที่ 12 พบว่า แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน โรงเรียนด้านวิชาการที่ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียนเมื่อ พบปัญหาเกี่ยวกับด้านวิชาการ (ร้อยละ 34.02) รองลงมาคือ มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือและ สนับสนุนในการจัดกิจกรรม "วันวิชาการ" (ร้อยละ 28.97) และมีส่วนร่วมนิเทศการสอนตาม โอกาส (ร้อยละ 13.83) ตามลำดับ 53 ตารางที่ 13 จำนวนและร้อยละของแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การบริหารงานโรงเรียนด้านบุคลากร แนวทางการมีส่วนร่วม จำนวน ร้อยละ 1.มีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร 143 27.61 2.มีส่วนร่วมประเมินประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร 135 26.06 3.มีส่วนร่วมในการคัดเลือกบุคลากรของโรงเรียน 91 17.57 4.มีส่วนร่วมให้การสนับสนุนเกี่ยวกับสวัสดิการของบุคลากรในโรงเรียน 69 13.32 5.มีส่วนร่วมจัดหาทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร เช่น การศึกษาดูงาน การศึกษาต่อ เป็นต้น 42 8.11 6.มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษางานบุคลากร 38 7.34 จากตารางที่ 13 พบว่า แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน โรงเรียนด้านบุคลากรที่ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการ พัฒนาบุคลากร (ร้อยละ 27.61) รองลงมาคือ มีส่วนร่วมประเมินประสิทธิภาพการทำงานของ บุคลากร (ร้อยละ 26.06) และมีส่วนร่วมในการคัดเลือกบุคลากรของโรงเรียน (ร้อยละ 17.57) ตามลำดับ 54 ตารางที่ 14 จำนวนและร้อยละของแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การบริหารงานโรงเรียนด้านกิจการนักเรียน แนวทางการมีส่วนร่วม จำนวน ร้อยละ 1.มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือสอดส่องดูแลความประพฤติของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด 268 29.68 2.มีส่วนร่วมให้ข้อมูลแก่โรงเรียน เมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับตัวนักเรียน 231 25.58 3.มีส่วนร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของ นักเรียน 149 16.50 4.มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนานักเรียน 144 15.95 5.มีส่วนร่วมในการจัดหาทุนสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนานักเรียน 71 7.86 6.มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการในการวางแผนกิจกรรมนักเรียน 40 4.43 จากตารางที่ 14 พบว่า แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน โรงเรียนด้านกิจการนักเรียนที่ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือ สอดส่องดูแลความประพฤติของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด (ร้อยละ 29.68) รองลงมาคือ มีส่วนร่วม ให้ข้อมูลแก่โรงเรียน เมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับตัวนักเรียน (ร้อยละ 25.58) และมีส่วนร่วมส่งเสริม และสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียน (ร้อยละ 16.50) ตามลำดับ 55 ตารางที่ 15 จำนวนและร้อยละของแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การบริหารงานโรงเรียนด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน แนวทางการมีส่วนร่วม จำนวน ร้อยละ 1.มีส่วนร่วมสอดส่องดูแลและให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียน เมื่อพบปัญหาด้านสภาพ แวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน 219 31.38 2.มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อม ของโรงเรียน 187 26.79 3.มีส่วนร่วมในกิจกรรมการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียน 112 16.05 4.มีส่วนร่วมเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของ โรงเรียน 66 9.46 5.มีส่วนร่วมในการจัดหา/บริจาคเงินทุนสนับสนุนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของ โรงเรียน 59 8.45 6.มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน 55 7.88 จากตารางที่ 15 พบว่า แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน โรงเรียนด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียนที่ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ มี ส่วนร่วมสอดส่องดูแลและให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียน เมื่อพบปัญหาด้านสภาพแวดล้อมและ บรรยากาศของโรงเรียน (ร้อยละ 31.38) รองลงมาคือ มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียน (ร้อยละ 26.79) และมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียน (ร้อยละ 16.05) ตามลำดับ 56 ตารางที่ 16 จำนวนและร้อยละของแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การบริหารงานโรงเรียนด้านความสัมพันธ์กับชุมชน แนวทางการมีส่วนร่วม จำนวน ร้อยละ 1.มีส่วนร่วมบริจาคเงินและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ ต่อสังคม 197 29.27 2.มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือและสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนและชุมชน จัดขึ้น 175 26.00 3.มีส่วนร่วมจัดกิจกรรทางศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรมต่าง ๆ 111 16.49 4.มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางในการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับ ชุมชน 91 13.52 5.มีส่วนร่วมช่วยประสานงานกิจกรรมที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น 69 10.25 6.มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการดำเนินงานด้านความสัมพันธ์กับชุมชน 30 4.46 จากตารางที่ 16 พบว่า แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน โรงเรียนด้านความสัมพันธ์กับชุมชนที่ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมบริจาคเงิน และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม (ร้อยละ 29.27) รองลงมาคือ มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือและสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น (ร้อยละ 26.00) และมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมทางศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ (ร้อยละ 16.49) 57 ตารางที่ 17 จำนวนและร้อยละของแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การบริหารงานโรงเรียนด้านอื่น ๆ แนวทางการมีส่วนร่วม จำนวน ร้อยละ 1.ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนเรียนที่ขาดแคลน 11 28.95 2.ร่วมกำหนดนโยบายในการพัฒนาบุคลากร 10 26.32 3.ร่วมประเมินสภาพแวดล้อมของโรงเรียน 7 18.42 4.ร่วมประชุมวางแผนพัฒนากิจการนักเรียน 6 15.79 5.ประสานงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 4 10.53 จากตารางที่ 17 พบว่า แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน โรงเรียนด้านอื่น ๆ ที่ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ ร่วมสนับสนุนทางการศึกษาสำหรับ นักเรียนที่ขาดแคลน (ร้อยละ 28.95) รองลงมาคือ ร่วมกำหนดนโยบายในการพัฒนาบุคลากร (ร้อยละ 26.32) และร่วมประเมินสภาพแวดล้อมของโรงเรียน (ร้อยละ 18.42) บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง ความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร งานของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ในการบริหารงานของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษาใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านกิจการนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน และด้านความสัมพันธ์ กับชุมชน เพื่อเปรียบเทียบความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานของ โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา จำแนกตามระดับชั้นของนักเรียน และเพื่อศึกษาแนวทางการมี ส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ปกครองของนักเรียนระดับชั้นประถม ศึกษาปีที่ 1 - ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา ปีการศึกษา 2545 จำนวน 2,000 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นประถมปีที่ 1 - ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา ปีการศึกษา 2545 จำนวน 334 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี และมอร์แกน (Krejcie and Morgan, 1970 : 607 - 610) และดำเนินการ สุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น เพื่อให้ ครอบคลุมจำนวนกลุ่มอย่างในแต่ละระดับชั้น เมื่อได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างในแต่ละระดับชั้นแล้ว จึงดำเนินการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามความต้องการมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน ซึ่งแบ่งแบบสอบถามออกเป็น 3 ตอนคือ ตอนที่ 1 เป็น แบบสอบถามแบบเลือกตอบเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบ ถามเกี่ยวกับความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานของโรงเรียนอัสสัมชัญ ศึกษาซึ่งเป็นแบบมาตรประมาณค่า จำนวน 30 ข้อ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้าน 59 วิชาการ ด้านบุคลากร ด้านกิจการนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน และ ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน และตอนที่ 3 เป็นแบบสอบแบบเลือกตอบเกี่ยวกับความ คิดเห็น และข้อเสนอแนะอื่นๆ ของผู้ปกครองเกี่ยวกับแนวทางในการมีส่วนร่วมในการบริหารงาน โรงเรียน ผู้วิจัยสร้างเครื่องมือขึ้นเอง จากนั้นนำแบบสอบถามที่ได้ไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหารวมทั้งให้คำแนะนำ ต่างๆ และนำมาปรับปรุงเพื่อให้แบบสอบถามมีความชัดเจน ถูกต้อง สมบูรณ์ และตรงตาม วัตถุประสงค์มากที่สุด แล้วนำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึง กับกลุ่มที่ต้องการศึกษา จำนวน 30 ราย จากนั้นนำแบบสอบถามมาหาคุณภาพของเครื่องมือ ด้านความเชื่อมั่น ได้เท่ากับ 0.97 สรุปผลการวิจัย 1. ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน โดยภาพรวม ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียนแล้ว พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน อยู่ในระดับมาก 1 ด้าน ได้แก่ ด้านกิจการนักเรียน และอยู่ใน ระดับปานกลาง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ ของโรงเรียน ด้านด้านวิชาการ และด้านบุคลากร ตามลำดับ 1.1 ด้านวิชาการ โดยภาพรวม ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร โรงเรียนด้านวิชาการ พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อรายการ พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อรายการ ข้อรายการ ที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ มีส่วนร่วมในกิจการศูนย์ การเรียนที่โรงเรียนจัดขึ้น มีส่วนร่วมประชุมปรึกษา และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุง หลักสูตร และมีส่วนร่วมให้ความร่วมมือในการผลิตสื่อการเรียนการสอน ตามลำดับ 1.2 ด้านบุคลากร โดยภาพรวม ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร โรงเรียนด้านบุคลากร พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง มื่อพิจารณาในแต่ละข้อรายการ พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อรายการ ข้อรายการที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ มีส่วนร่วมในการ 60 ประเมินผลการทำงานของคณะครูในโรงเรียน มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนเพื่อจัด กิจกรรมส่งเสริมความสามารถของบุคลากร และมีส่วนร่วมเสนอแนะวิธีพิจารณาความดีความ ชอบของบุคลากรในโรงเรียน ตามลำดับ 1.3 ด้านกิจการนักเรียน โดยภาพรวม ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร โรงเรียนด้านกิจการนักเรียน พบว่า อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละข้อรายการ พบว่า ความต้องมี ส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน อยู่ในระดับมาก 4 ข้อรายการ อยู่ใน ระดับปานกลาง 2 ข้อรายการ ข้อรายการที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ มีส่วนร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตัวนักเรียน เพื่อส่งเสริมแก้ไข และพัฒนานักเรียนทั้งด้าน การเรียนและความประพฤติ มีส่วนร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน เช่น ความสนใจ ความ รับผิดชอบ ความประพฤติของนักเรียน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของ นักเรียน ตามลำดับ 1.4 ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน โดยภาพรวม ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร โรงเรียนด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อ พิจารณาในแต่ละข้อรายการ พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อรายการ ข้อรายการที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด 3 อันดับ แรก คือ มีส่วนร่วมพัฒนาอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการจัดการเรียน การสอนของโรงเรียน มีส่วนร่วมสนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่ เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน และมีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และสาธารณูปโภคของเรียน ตามลำดับ 1.5 ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน โดยภาพรวม ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหาร โรงเรียนด้านความสัมพันธ์กับชุมชน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาในแต่ละ ข้อรายการ พบว่า ความต้องมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน อยู่ในระดับ ปานกลางทุกข้อรายการ ข้อรายการที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ มีส่วนร่วมดำเนินการจัดกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด ต้านภัยเอดส์ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนและ ชุมชน มีส่วนร่วมให้การสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่นักเรียนและชุมชน 61 ในท้องถิ่น และมีส่วนร่วมส่งเสริมการค้นคว้า จัดหาแหล่งข้อมูลเพื่อการศึกษาแก่นักเรียนและ ชุมชน ตามลำดับ 2. การเปรียบเทียบความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน ระหว่างรายได้ ต่อเดือน ทั้งภาพรวมและทุกด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน ระหว่างระดับชั้น ด้านวิชาการ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านบุคลากร ด้านกิจการนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน และด้านความสัมพันธ์กับ ชุมชนแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และค่าเฉลี่ยของความต้องการมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้านวิชาการ เป็นรายคู่ตามระดับชั้น ระหว่างผู้ปกครองที่มี นักเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาตอนปลาย กับผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษา ตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาตอนปลาย จะมีความต้องการมีส่วนร่วม ในการบริหารงานโรงเรียนมากกว่าผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาตอนต้น และ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3. แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน 3.1 ด้านวิชาการ แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้านวิชาการที่ ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียนเมื่อพบปัญหา เกี่ยวกับด้านวิชาการ รองลงมาคือ มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือและสนับสนุนในการจัด กิจกรรม "วันวิชาการ" และมีส่วนร่วมนิเทศการสอนตามโอกาส ตามลำดับ 3.2 ด้านบุคลากร แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้านบุคลากรที่ ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนา บุคลากร รองลงมาคือ มีส่วนร่วมประเมินประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร และมีส่วนร่วม ในการคัดเลือกบุคลากรของโรงเรียน ตามลำดับ . 62 3.3 ด้านกิจการนักเรียน แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้านกิจการ นักเรียนที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือสอดส่องดูแล ความประพฤติของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด รองลงมาคือ มีส่วนร่วมให้ข้อมูลแก่โรงเรียน เมื่อพบ ปัญหาเกี่ยวกับตัวนักเรียน และมีส่วนร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนา คุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียน ตามลำดับ 3.4 ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้าน สภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียนที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ มีส่วนร่วม สอดส่องดูแลและให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียน เมื่อพบปัญหาด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของ โรงเรียน รองลงมาคือ มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดสภาพ แวดล้อมของโรงเรียน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ตามลำดับ 3.5 ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้านความ สัมพันธ์กับชุมชนที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมบริจาคเงินและสิ่งของ ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม รองลงมาคือ มีส่วนร่วมให้ความร่วม มือและสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น และมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมทาง ศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ ตามลำดับ 3.6 ด้านอื่น ๆ แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้านอื่นๆ ที่ ผู้ปกครองต้องการมากที่สุด คือ ร่วมสนับสนุนทางการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ ขาดแคลนรองลง มาคือ ร่วมกำหนดนโยบายในการพัฒนาบุคลากร และร่วมประเมินสภาพแวดล้อมของโรงเรียน 63 อภิปรายผล จากผลการศึกษาความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการ บริหารงานโรงเรียน อัสสัมชัญศึกษา มีประเด็นที่นำมาอภิปรายดังนี้ 1. ด้านวิชาการ จากผลการวิจัย พบว่าความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การบริหารโรงเรียนด้านวิชาการอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของธีรภัทร์ เจริญดี (2542 : 46-50) เมื่อเรียงลำดับความต้องการในการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียน ทั้ง 5 ด้าน ปรากฎว่าผู้ปกครองต้องการเข้าร่วมบริหารงานวิชาการน้อยที่สุด ที่เป็นเช่นนี้น่าจะ เนื่องมาจากลักษณะของกิจกรรมทางวิชาการที่จัดขึ้นเป็นกิจกรรมเชิงวิชาการ ดังนั้นผู้ปกครอง ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการ เช่น การร่วมเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักสูตร การร่วมเป็นวิทยากร เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูล สถานภาพของผู้ปกครองเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาสูงสุด พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษา ต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับการศึกษาของผู้ปกครองจึง น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองไม่ สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมการบริหารงานวิชาการที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถใน เชิงวิชาการ นอกจากนี้ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองต้องการเข้าร่วมในกิจกรรมการบริหาร วิชาการไม่มากเท่าที่ควรก็อาจจะเป็นเพราะเห็นว่างานวิชาการนั้นเป็นหน้าที่หลักของสถาน- ศึกษาที่ต้องบริหารงานให้ดีที่สุดอยู่แล้ว ผู้ปกครองจึงไม่ต้องเข้ามาร่วมมากนัก การบริหารงาน วิชาการนั้นนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนานักเรียน ดังที่นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์ (2534 : 19) ที่เสนอแนวคิดไว้ว่า งานวิชาการเป็นงานที่สำคัญที่สุดในภารกิจทั้งหมดของโรงเรียน เพราะ เป็นงานที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาต่อตัวนักเรียนในทุกๆด้านโดยตรงทำให้นักเรียน เป็นคนที่มีคุณภาพและสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข สำหรับแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้านวิชาการ ที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียนเมื่อพบปัญหา ด้านวิชาการ จะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ผู้ปกครองทำได้ง่าย ดังนั้นโรงเรียนจึงควรส่งเสริมให้มี กิจกรรมดังกล่าวมากขึ้น 2. ด้านบุคลากร จากผลการวิจัย พบว่าความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การบริหารโรงเรียนด้านบุคลากรอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับกิจกรรมที่ผู้ปกครองต้องการเข้า ร่วมมากที่สุดด้านบุคลากร คือ มีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของคณะครูในโรงเรียน แสดงว่าผู้ปกครองให้ความสำคัญในการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะครู ซึ่งครูจัดว่าเป็น ทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญทีสุดในสถานศึกษา เพราะครูดี คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการ ศึกษา (วิจิตร ศรีสะอ้าน 2530 : 18) สำหรับการประเมินผลการทำงานของครูนั้น จัดว่าเป็น 64 เครื่องมือในการพัฒนาครูอีกทางหนึ่ง กล่าวคือ ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลการทำงานนั้นจะ ช่วยให้ครูมองเห็นข้อดีหรือข้อบกพร่องของตนเองซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป อันจะส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียนด้วย ดังนั้นการที่ ผู้ปกครองต้องการเข้าร่วมประเมินผลการทำงานของครูมากกว่ากิจกรรมอื่นนั้น จึงเป็นสิ่ง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ปกครองได้ให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพของครูเป็นอย่างมาก ผลการทำงานของครูจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ปกครองต้องการเข้ามาร่วมประเมินหรือให้ข้อมูล ดังนั้น โรงเรียนจึงต้องตระหนักหรือให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวพร้อมทั้งหาแนวทางให้ผู้ปกครองได้ เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของครูด้วย สำหรับแนวทางการมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้านบุคลากรที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร มีส่วนร่วมประเมินประสิทธิภาพ การทำงานของบุคลากร 3. ด้านกิจการนักเรียน จากผลการวิจัย พบว่าความต้องการมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียนด้านกิจการนักเรียนอยู่ในระดับมาก ซึ่งเป็นการบริหารงานที่ ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียนมากที่สุดใน 5 ด้าน ทั้งนี้น่าจะเนื่องมา จากลักษณะงานกิจการนักเรียนนั้นผู้ปกครองจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการที่จะเข้ามาช่วย โรงเรียนในการพัฒนานักเรียนหรือบุตรหลานของตนได้อย่างเต็มที่และเป็นกิจกรรมที่ไม่ยุ่งยาก ในการเข้าร่วมเพราะผู้ปกครองเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุดอยู่แล้ว เช่น การให้ข้อมูล เกี่ยวกับนักเรียนแก่โรงเรียนไม่ว่าจะเป็นด้านความสนใจ ด้านความประพฤติ การให้คำปรึกษา เกี่ยวกับตัวนักเรียน เพื่อส่งเสริม แก้ไข และพัฒนานักเรียนทั้งด้านการเรียนและความประพฤติ เป็นต้น ซึ่งจากผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับการวิจัยของ พิมพา ตามี่ (2540 : บทคัดย่อ) ที่ทำ การศึกษาความต้องการของผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนประถมศึกษา อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่พบว่า ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมในการประชุมหรือปรึกษา เกี่ยวกับความประพฤติของนักเรียน ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการที่ช่วยให้โรงเรียนได้พัฒนา นักเรียนได้ตรงกับสภาพของนักเรียนมากที่สุด สำหรับแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองใน การบริหารงานโรงเรียนด้านกิจการนักเรียนที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุดคือ มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือในการสอดส่องดูแลความประพฤติบุตรหลานอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ ข้อมูลแก่โรงเรียนเมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับตัวนักเรียน จะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ผู้ปกครองทำหน้าที่ ได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น เนื่องจากผู้ปกครองเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับเด็ก ดังนั้นผู้ปกครอง จึงมีบทบาทสำคัญในการที่จะสอดส่องดูแลบุตรหลานพร้อมทั้งสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กับโรงเรียนได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเบอเกอร์ (Berger 1989 : 49) ที่กล่าวถึงความ สำคัญของผู้ปกครองว่าสามารถช่วยในการเสริมสร้างเด็กให้ประสบความสำเร็จในชีวิตและช่วย 65 ให้เด็กเป็นคนเรียนเก่งและสุขภาพจิตดี โดยผู้ปกครองต้องร่วมมือกับโรงเรียนในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองจะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญให้กับครูและนักเรียน 4. ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน จากผลการวิจัย พบว่าความ ต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียนด้านด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ โรงเรียนอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับกิจกรรมที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุดใน ด้านนี้ คือ มีส่วนร่วมในการพัฒนาอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการจัด การเรียนการสอนของโรงเรียน แสดงว่าผู้ปกครองให้ความสำคัญและเห็นถึงประโยชน์ของ อาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของโรงเรียน กล่าวคือการจัดอาคารสถานที่และสภาพ แวดล้อมโรงเรียนที่ดีนั้นย่อมส่งผลต่อด้านจิตใจของนักเรียนและครู ทำให้การจัดการเรียนการ สอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของนักเรียน ดังนั้นการจัด อาคารเรียนและสภาพแวดล้อมจำเป็นที่จะต้องจัดให้เหมาะสม เอื้อประโยชน์ในการใช้สอยมากที่ สุด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอ และมีความประหยัด ดังที่จรัล สังข์ขาว (2542 : 39) ได้กล่าวว่า การจัดอาคารสถานที่ต้องเอื้อประโยชน์ใช้สอย มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม และปลอดภัย มีการควบคุมดูแลรักษา และส่งเสริมให้มีการบำรุงอาคารสถานที่มีอยู่ให้ คงสภาพดี และสนองความต้องการของผู้ใช้อย่างเพียงพอ ดังนั้นอาคารสถานที่และ สภาพแวดล้อมจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่โรงเรียนจะต้องมีส่งเสริมให้มีสภาพที่ดีอยู่ตลอด เวลา และเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครองอย่างแท้จริง จึงควรเปิด โอกาสให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวให้มาก สำหรับแนวทางการมี ส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียนด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียนที่ ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมสอดส่องดูแลและให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียน เมื่อพบปัญหาด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการ จัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียน 5. ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน จากผลการวิจัย พบว่าความต้องการมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียนด้านความสัมพันธ์กับชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับ กิจกรรมที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ มีส่วนร่วมดำเนินการจัดกิจกรรมต่อต้าน ยาเสพติด ต้านภัยเอดส์ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนและชุมชน จากผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ปกครองนักเรียนให้ความคัญกับการป้องกันพิษภัยอันเกิดจากยาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรง ในปัจจุบัน ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากในกลุ่มเยาวชน จะเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ทั้ง โรงเรียนและชุมชน สำหรับแนวทางที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมในงานด้านความสัมพันธ์กับ ชุมชนมากที่สุด คือ การมีส่วนร่วมบริจาคเงินและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอันเป็น ประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2540 : 267) เรื่อง 66 การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนกับโรงเรียน พบว่า การที่ชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนประกอบด้วยกิจกรรมด้านการมีส่วนร่วมใน การสนับสนุนและร่วมดำเนินงาน คือ การบริจาคเงิน วัสดุ สิ่งของ และการช่วยหาทรัพยากร รวมทั้งการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น จากการเปรียบเทียบความต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียน พบว่า ผู้ปกครองที่มีนักเรียนเรียนอยู่ในระดับชั้นที่ต่างกัน จะมีความต้องการมีส่วนร่วมในการบริหาร งานโรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เพียงด้านเดียว คือด้านวิชาการ ส่วนด้าน บุคลากร ด้านกิจการนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน และด้านความ สัมพันธ์กับชุมชน ไม่แตกต่าง โดยผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาตอนปลายจะมี ความต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียนมากกว่าผู้ปกครองที่มีนักเรียนอยู่ในระดับชั้น ประถมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เป็นเช่นอาจจะเนื่องมาจากผู้ปกครองให้ ความสำคัญกับกิจกรรมวิชาการของนักเรียนตามช่วงของระดับการศึกษากล่าวคือ ถ้าเป็นช่วงที่ อยู่ในระดับประถมศึกษาตอนต้นซึ่งถือว่าเด็กยังไม่เน้นวิชาการมากนักผู้ปกครองอาจจะไม่ได้ให้ ความสนใจในกิจกรรมทางวิชาการที่จัดขึ้นเท่าที่ควร แต่ถ้าอยู่ในระดับประถมศึกษาตอนปลาย เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ผู้ปกครองจึงมีความสนใจที่จะเข้าร่วม กิจกรรมด้านวิชาการมากขึ้น ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผู้ปกครองต้องการเข้าร่วม บริหารงานวิชาการน้อยกว่าระดับประถมศึกษาตอนปลายนั้นอาจจะเนื่องจากมองว่าวุฒิภาวะ ของนักเรียนสูงขึ้นผู้ปกครองจึงให้ความสนใจในกิจกรรมทางวิชาการน้อยลงเมื่อเทียบกับระดับ ประถมศึกษาตอนปลาย ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ 2 ด้าน คือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนำผลการ วิจัยไปใช้ประโยชน์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำวิจัยในอนาคตในประเด็นที่เกี่ยวกับผลการ วิจัย ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ 1.1 ด้านวิชาการ จากผลการวิจัยพบว่าผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมในระดับ ปานกลาง ดังนั้นโรงเรียนควรมีวิธีการหรือแนวทางที่จะส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม ในกิจกรรมทางวิชาการให้อยู่ในระดับมากขึ้น โดยจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการและ ความถนัดของผู้ปกครอง สำหรับข้อรายการที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด 3 อันดับ แรก คือ มีส่วนร่วมในกิจการศูนย์การเรียนที่โรงเรียนจัดขึ้น มีส่วนร่วมประชุมปรึกษา และเสนอ 67 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักสูตร และมีส่วนร่วมให้ความร่วมมือในการผลิตสื่อ การเรียนการสอน ดังนั้นโรงเรียนควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครอง มีความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการมากขึ้น 1.2 ด้านบุคลากร จากผลการวิจัยพบว่าผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมในระดับ ปานกลาง โรงเรียนจึงควรที่จะมีมาตรการในการส่งเสริมให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ บริหารงานด้านนี้ในระดับที่สูงขึ้น โดยจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครอง อย่างแท้จริง ได้แก่ การประเมินผลการทำงานของคณะครูในโรงเรียน ร่วมมือกับโรงเรียนเพื่อจัด กิจกรรมส่งเสริมความสามารถของบุคลากร และให้เสนอแนะวิธีพิจารณาความดีความชอบของ บุคลากรในโรงเรียน เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมาก ที่สุดที่พบในงานวิจัยนี้ 1.3 ด้านกิจการนักเรียน จากผลการวิจัย พบว่าผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมใน การบริหารโรงเรียนด้านกิจการนักเรียนอยู่ในระดับมาก สำหรับข้อรายการที่ผู้ปกครองต้องการมี ส่วนร่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ มีส่วนร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตัวนักเรียน เพื่อส่งเสริม แก้ไข และพัฒนานักเรียนทั้งด้านการเรียนและความประพฤติ มีส่วนร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โรงเรียน เช่น ความสนใจ ความรับผิดชอบ ความประพฤติของนักเรียน และมีส่วนร่วมในกิจ กรรมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนควรจะส่งเสริมกิจกรรมดังกล่าวให้มาก ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครองอย่างแท้จริง 1.4 ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน จากผลการวิจัย พบว่า ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมในการบริหารงานด้านนี้อยู่ในระดับปานกลาง สำหรับข้อรายการที่ ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ มีส่วนร่วมพัฒนาอาคารสถานที่ และ สภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน มีส่วนร่วมสนับสนุน เงินทุนในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน และ มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และสาธารณูปโภคของเรียน ดังนั้น โรงเรียนจึงควรที่จะมีมาตรการในการส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมใน การบริหารงานด้านนี้ให้มากขึ้น เช่น ควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้แสดงความคิดเห็นและให้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน เช่น เชิญมาร่วมประชุม เชิญมาร่วมกิจกรรมปรับปรับปรุงสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ แต่งตั้งเป็นคณะกรรมการร่วม บริหารงาน เป็นต้น 1.5 ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน จากผลการวิจัย พบว่า ความต้องการมี ส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียนด้านความสัมพันธ์กับชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับข้อรายการที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ มีส่วนร่วมดำเนิน- การจัดกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด ต้านภัยเอดส์ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนและชุมชน มีส่วนร่วม 68 ให้การสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่นักเรียนและชุมชนในท้องถิ่น และมี ส่วนร่วมส่งเสริมการค้นคว้า จัดหาแหล่งข้อมูลเพื่อการศึกษาแก่นักเรียนและชุมชน ตามลำดับ ดังนั้นโรงเรียนจึงควรจัดกิจกรรมดังกล่าวให้มากขึ้นและมีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่าง ๆ ที่ จัดขึ้นให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยอาศัยผู้ปกครองเป็นสื่อกลาง และมีการจัดกิจกรรม ดังกล่าวร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เป็นต้น 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต 2.1 ควรมีการศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการเข้ามามีส่วนร่วมในการ บริหารงานโรงเรียนของผู้ปกครอง 2.2 ควรมีการศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการบริหารงานในด้าน ต่าง ๆ ของโรงเรียน 2.3 ควรมีการศึกษารูปแบบในการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการบริหารงานแบบ มีส่วนร่วม บรรณานุกรม บรรณานุกรม กรมสามัญศึกษา. ( 2540). เกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนมัธยมศึกษา พ.ศ.2539. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา. -------. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ คุรุสภา ลาดพร้าว. กาญจนา แก้วเทพ. (2538). การทำงานพัฒนานววัฒนธรรมชุมชน โดยถือมนุษย์เป็น ศูนย์กลาง. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สภาคาทอลิคแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา. กิติมา ปรีดีดิลก. (2532). การบริหารและการนิเทศเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ อักษราพิพัฒน์ เกสิณี ชิวปรีชา. (2530). การศึกษาการดำเนินงานทางวิชาการในสถานศึกษาที่ได้รับ รางวัลพระราชทาน สังกัดกรมอาชีวศึกษา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. จรัล สังข์ขาว. (2542). ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน-นักศึกษาต่อการบริหาร งานโรงเรียนสุราษฎร์เทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรม. ปริญญาครุศาสตรอุตสาห กรรมมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง. จำนง แจ่มจันทรวงศ์และคณะ. (2543). คู่มือการสอบ : การปฏิบัติราชการยุคใหม.่ กรุงเทพมหานคร : สำนักงานสามัญศึกษา. ชัยวัฒน์ ไทยเกรียงไกรยศ. (2536). รูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชน : ศึกษากรณี ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร. ชาญชัย อาจินสมาจาร. (2534). "บริหารจะดำเนินการบริหารแบบทุกฝ่ายมีส่วนร่วมได้อย่างไร" ประชากรศึกษา. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์. ชินรัตน์ สมสืบ. (2539). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชนบท. นนทบุรี : สุโขทัยธรรมาธิราช. ชูชาติ พ่วงสมจิตร์. (2540). การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อ การมีส่วนร่วมของชุมชนกับโรงเรียนประถมศึกษาในเขตปริมณฑล กรุงเทพมหานคร. ปริญญานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 68 69 ชูศักดิ์ อรทร์รักษ์. (2536). การบริหารและการนเทศภายในโรงเรียน. ปัตตานี : ฝ่าย เทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. ธีรภัทร์ เจริญดี. (2542). การศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ เขตการศึกษา 11. ปริญญาครุศาสตร มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธีรวุฒิ ประทุมนพรัตน์. (2536). การบริหารบุคคลทางการศึกษา. สงขลา : มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา. นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์. (2534). หลักการบริหารการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : บพิธการพิมพ์. นาวี ยั่งยืน. (2542). การศึกษาความต้องการของชุมชนในการมีส่วนร่วมบริหารจัดการ ศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ส่วนกลาง สหวิทยา เขตรัตนโกสินทร์1. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา. นิพนธ์ กินาวงศ์. (2533). หลักเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนและนิเทศก์การศึกษา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์พิฆเณศ. บุญมี เณรยอด. (2534). “การบริหารงานวิชาการ.” เอกสารประกอบการสัมมนาผู้บริหาร โรงเรียนระดับสูง รุ่นที่ 13. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บุญมี เลากุลศาสตร์. (2531). "ความคิดเห็นของอาจารย์และนักศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรม นักศึกษาในวิทยาลัยพลศึกษาภาคใต้." ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา. ประคอง กรรณสูตร. (2542). สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์ . พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย . ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2535). การบริหารวิชาการ. กรุงเทพมหานคร : สหมิตรออฟเซท. พนัส หันนาคินทร์. (2530). การบริหารบุคลากรโรงเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : เนติกุลการพิมพ์. พิมพา ตามี่. (2540). ความต้องการของผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของ โรงเรียนประถมศึกษา อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 70 พูนชัย มหาวงศนันท์ (2540). ความต้องการของนักเรียนโรงเรียนดงเจนวิทยาคม ในการ มีส่วนร่วมงานปกครองนักเรียน. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มนัส พลายชุ่ม.(2540).ความพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการบริหารงานโรงเรียน มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดอ่างทอง.วิทยานิพนธ์ปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. เมตต์ เมตต์การุณ์จิต. (2540). การมีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนของกรรมการศึกษา ประจำโรงเรียนเทศบาลในจังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. มุนีศิน สมอุ่นอาจารย์. (2532). สมรรถภาพด้านความรู้ ปัญหาความต้องการและคุณ ลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัด ขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. เรณู ครุธไทย. (2542). การศึกษาการดำเนินงานวิชาการของโรงเรียนในกลุ่มนวมินทรา ชูทิศ สังกัดกรมสามัญศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร มหาบัณฑิต บัณฑิต วิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรรณวิไล วรวิกโฆษิต. (2540). การศึกษาการมีส่วนร่วมของกรรมการบริหารองค์การ บริหารส่วนตำบลในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียนในภาคกลาง. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วัลลภา เทพหัสดิน ณ อยุธยา. (2530). งานบุคลากรนิสิตนักศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาอุดมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิจิตร ศรีสะอ้าน. (2530). เอกสารสอนชุดวิชาการบริหารงานบุคลากรโรงเรียนเล่ม 1 หน่วยที่ 1-5. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วิทยากร เชียงกูล. (2542). รายงานสภาวะการศึกษาไทย ปี 2541 วิกฤติและโอกาส ในการปฏิรูปการศึกษาและสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน). ศริยา สุขพานิช. (2532). ความคิดเห็นของผู้ปกครองต่อการศึกษาของบุตรในโรงเรียน มัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. 71 ศิริกาญจน์ โกสุมภ์. (2542). การมีส่วนร่วมของชุมชนและโรงเรียนเพื่อการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. สมพงค์ เกษมสิน. (2523). การบริหารบุคคลแผนใหม่. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช. สมยศ นาวีการ. (2539). การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ หน่วยที่ 7-15. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สมศรี มธุรสสุวรรณ. (2541). การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการใน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาในจังหวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สัมพันธ์ อุปลา. (2541). การศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาใน โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอชนบท จังหวัด ขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2536). คู่มือการปฏิบัติงานสำหรับผู้ บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งชาติ (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน(2532). คู่มือการวางแผนพัฒนาการศึกษาเอกชน ระดับจังหวัด ชุดฝึกอบรมเล่ม 1-6. กรุงเทพมหานคร กองนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน. สุนีย์ บุญทิม. (2542). การศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยม ศึกษาในช่วงปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ. 2539 - 2550) ตามความคาดหวังของ ผู้บริหารและครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 6. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุนีย์ ภู่พันธ์. (2531). สภาพและปัญหาการบริหารหลักสูตร ปวช. 2530 ประเภทวิชา ศิลปกรรมในสถานศึกษากองวิทยาลัยอาชีวศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญา ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุรัฐ ศิลปอนันต์. (2530). ปฏิบัติการบริหารงานบุคคล : การบรรจุและแต่งตั้งครู. อุดรธานี : สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุดรธานี. สุวรรณา รุทธานุรักษ์. (2540). การบริหารเวลาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาดีเด่น สังกัดกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 72 เสน่ห์ ผดุงญาติ. (2535). สภาพปัญหาการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูใน สถานศึกษา สังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อรทิพย  อารยะทรงศักด์ิ. (2536). ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อคุณภาพของ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ปัตตานี : มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี. อรัญญา อุดมศรี. (2539). สภาพและปัญหาการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนประถม ศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี. ปริญญานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. อรุณ รักธรรม. (2535). "ทฤษฎีองค์การ." ประมวลชุดวิชาทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการ บริหาร หน่วยที่ 1-7. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. อาคม จันทสุนทร และคณะ. (2537). การวางแผนการบริหารโรงเรียน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา. อุทัย บุญประเสริฐ. (2542). การศึกษาแนวทางการบริหารและจัดการศึกษาของ สถานศึกษาในรูปแบบโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. อุทัย หิรัญโต. (2531). หลักการบริหารบุคคล. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์. Berger, E. H. (1989). Parent in Education : The School-Home Working together. 4th Ed. Columbus : Merrill Publishing Company. Cambell, Ronald F. and others. (1971).Introduction to Education Administration. New York : Allyn and Bacon,Inc. Castetter, William B. (1976). The Personal Function on Educational Administration. New York : The Macmillan publishing. Dusseeldorp, D.B.W.M.V. (1981). “Participation in Planned Development Influenced by Government of Developing Countries at local level in Rural Areas.” Essay in Rural Sociology (In Honour of R.A.J. Van Lier.). Wageningen : Department of Rural Sociology of the Tropics. Wageningen Agricultured University. Dumas.C. (1991). Implementing whole language: Collaboration communication and coordination. The Annual Spring Conference of the National Conference of Teacher of English. March 14-16, 1991., Indianapolis. 73 Hoy , Wayne K. and Miskel Cecil. (1991) Educational Administration : Theory , Research and Practice. New York : Mccraw Hill. Krejcie, Robert V. and Dragle W. Morgan. (1970) "Determining Sample Size for Research Activities," Journal of Educational and Psychological Measurement. Shadid, W., Prins, W., and Nas, P.J.M. (1982). Access and Participation : A theoretical Approach. In participation of the poor in development . Edited by Benno Galgart and Eieke Buijs. Leident : University of Leiden. Shaposka, Harry Melvin. (1997). Community Involment Economic status, and The quality of school life : A multi - site case study of school districts in the Monvalley education consortium (Pennsylvania). Education Adiministration, University of Pittsburgh. Stahl, Glenn. (1971). Public Personnel Administration. 6th ed. New York : Harper & Row. Wayne, Mondy R. and Robert M.Noe.(1990).Human Resource Management. 4th ed. Boston Allyn and Bacon. Whitaker, B.I. (1987)."Citizen Participation in Educational Decision Making in an Urban School District as Perceived by Parents and Administrators".Dissertation Abstract International.38 (November 1987) : 389 A. White, Norman Dean. (1986). “The Status and Potential of College Controlled Laboratory Schools.” Dissertation Abstracts International. 41(August 1986) : 2886 - A. ภาคผนวก ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 78 คำชี้แจง : แบบสอบถามนี้เป็นการสอบถามเกี่ยวกับความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วม ของผู้ปกครองในการบริหารงานของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากท่านไป ใช้ประโยชน์ในการวางแผนการบริหารงานของโรงเรียนเท่านั้น จะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อ นักเรียนในปกครองของท่านทั้งสิ้น แบบสอบถาม มีทั้งหมด 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ความต้องการของผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมการบริหารงาน โรงเรียน ตอนที่ 3 แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน คำชี้แจง : โปรดกรอกข้อมูลและทำเครื่องหมาย ลงใน ตรงหน้าข้อความที่เป็น จริงเกี่ยวกับตัวท่าน 1. เพศ ➇ 1) ชาย ➇ 2) หญิง 2. อายุ ➇ 1) ต่ำกว่า 30 ปี ➇ 2) 30 - 39 ปี ➇ 3) 40 - 49 ปี ➇ 4) 50 – 59 ปี ➇ 5) 60 ปีขึ้นไป 3. วุฒิการศึกษาสูงสุดหรือเทียบเท่า ➇ 1) ต่ำกว่าปริญญาตรี ➇ 2) ปริญญาตรี ➇ 3) ปริญญาโท ➇ 4) ปริญญาเอก 4. อาชีพ ➇ 1) รับราชการ ➇ 2) พนักงานบริษัท/ห้างร้าน/รัฐวิสาหกิจ ➇ 3) รับจ้าง ➇ 4) ประกอบธุรกิจส่วนตัว ➇ 5) อื่น ๆ (โปรดระบุ)…………………………………………. 5. รายได้ต่อเดือน ➇ 1) ต่ำกว่า 5,000 บาท ➇ 2) 5,000 – 10,000 บาท ➇ 3) 10,001 – 20,000 บาท ➇ 4) มากกว่า 20,000 บาท 6. ท่านเป็นผู้ปกครองของนักเรียนที่เรียนอยู่ในระดับ 1)ประถมศึกษาตอนต้น 2)ประถมศึกษาตอนปลาย 3) มัธยมศึกษาตอนต้น ตอนที่ 1 สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม แบบสอบถามเพื่อการวิจัย เรื่อง ความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงาน ของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา 79 คำชี้แจง : โปรดทำเครื่องหมาย / ลงในช่องระดับความต้องการในการมีส่วนร่วม บริหารงานของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา ที่ตรงกับความต้องการของท่าน ระดับความต้องการ ความต้องการในการมีส่วนร่วม ในการบริหารงานโรงเรียน มากที่ สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด ด้านวิชาการ 1. มีส่วนร่วมประชุมปรึกษา และเสนอความคิดเห็น เกี่ยวกับการปรับปรุงหลักสูตร 2. มีส่วนร่วมเป็นวิทยากรเพื่อให้ความรู้แก่นักเรียน 3. มีส่วนร่วมกำหนดแผนการปฏิบัติงานของโรงเรียน 4. มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือในด้านการจัดหาเงินทุน เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการศึกษา 5. มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือในการผลิตสื่อการเรียน การสอน 6. มีส่วนร่วมในกิจกรรมศูนย์การเรียนที่โรงเรียนจัดขึ้น ด้านบุคลากร 1. มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการในการสรรหาบุคลากร ของโรงเรียน 2. มีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของคณะครู ในโรงเรียน 3. มีส่วนร่วมเสนอแนะ วิธีพิจารณาความดี ความชอบ ของบุคลากรในโรงเรียน 4. มีส่วนร่วมอบรมสัมมนาเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร ในโรงเรียน 5. มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนเพื่อจัด กิจกรรมส่งเสริมความสามารถของบุคลากร 6. มีส่วนร่วมในการจัดหาวิทยากรเพื่อให้การอบรมและ เสริมความรู้แก่บุคลากรในโรงเรียน ตอนที่ 2 ความต้องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน 80 ระดับความต้องการ ความต้องการในการมีส่วนร่วม ในการบริหารงานโรงเรียน มากที่ สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด ด้านกิจการนักเรียน 1. มีส่วนร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนแก่โรงเรียน เช่น ความสนใจ ความรับผิดชอบ ความประพฤติของ นักเรียน 2. มีส่วนร่วมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตัวนักเรียน เพื่อ ส่งเสริมแก้ไข และพัฒนานักเรียนทั้งด้านการเรียน และความประพฤติ 3. มีส่วนร่วมกิจกรรมการเยี่ยมบ้านของนักเรียน 4. มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือนักเรียนไปศึกษาดูงาน เพื่อเรียนรู้อาชีพของผู้ปกครอง 5. มีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของ นักเรียน 6. มีส่วนร่วมในการประชุมระหว่างผู้ปกครอง/ครูเพื่อหา แนวทางการพัฒนานักเรียน ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน 1. มีส่วนร่วมพัฒนาอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อม ให้เอื้ออำนวยต่อการจัดการเรียนการสอนของ โรงเรียน 2. มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะและสาธารณูปโภคของโรงเรียน 3. มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนา ด้านต่าง ๆ เช่น การทาสีโรงเรียน การทำสนาม กีฬา เป็นต้น 4. มีส่วนร่วมใช้บริการด้านอาคารสถานที่ของโรงเรียน ในการประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ 5. มีส่วนร่วมสนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุง ซ่อมแซม อาคารสถานที่ของโรงเรียน 6. มีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงสภาพ แวดลอ้ มของโรงเรยี นทเี่ ออื้ ตอ่ การจดั การจดั การเรยี น การสอน 81 ระดับความต้องการ ความต้องการในการมีส่วนร่วม ในการบริหารงานโรงเรียน มากที่ สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน 1. มีส่วนร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมและประสานความ สัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 2. มีส่วนร่วมให้การสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนให้เป็น แหล่งเรียนรู้แก่นักเรียนและชุมชนในท้องถิ่น 3. มีส่วนร่วมในการจัดตั้งสมาคม องค์กรเพื่อช่วยเหลือ การศึกษาของโรงเรียนและชุมชน 4. มีส่วนร่วมส่งเสริมการค้นคว้า จัดหาแหล่งข้อมูลเพื่อ การศึกษาแก่นักเรียนและชุมชน 5. มีส่วนร่วมดำเนินการจัดกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด ต้านภัยเอดส์ ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนและชุมชน 6. มีส่วนร่วมจัดอบรมวิชาชีพทั้งในโรงเรียนและชุมชน คำชี้แจง : โปรดทำเครื่องหมาย ลงใน หน้าข้อที่ท่านสามารถมีส่วนร่วม ดำเนินการ ให้การสนับสนุนและส่งเสริมในการบริหารงานของโรงเรียน อัสสัมชัญศึกษา ดังนี้ 3.1 ด้านวิชาการ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ➇ 1. มีส่วนร่วมให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียนเมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับด้านวิชาการ ➇ 2. มีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตร ➇ 3. มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการในการประเมินและตัดสินผลการเรียน ➇ 4. มีส่วนร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในเรื่องที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นตามโอกาสอัน เหมาะสม ➇ 5. มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือและสนับสนุนในการจัดกิจกรรม “วันวิชาการ” ➇ 6. มีส่วนร่วมนิเทศการสอนตามโอกาส ➇ 7. อื่น ๆ (โปรดระบุ)……………………………………………………………………… ตอนที่ 3 แนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานโรงเรียน 82 3.2 ด้านบุคลากร (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ➇ 1. มีส่วนร่วมในการคัดเลือกบุคลากรของโรงเรียน ➇ 2. มีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร ➇ 3. มีส่วนร่วมประเมินประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ➇ 4. มีส่วนร่วมให้การสนับสนุนเกี่ยวกับสวัสดิการของบุคลากรในโรงเรียน ➇ 5. มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษางานบุคลากร ➇ 6. มีส่วนร่วมจัดหาทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร เช่น การศึกษาดูงาน การศึกษาต่อ เป็นต้น ➇ 7. อื่น ๆ (โปรดระบุ)……………………………………………………………………… 3.3 ด้านกิจการนักเรียน (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ➇ 1. มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนานักเรียน ➇ 2. มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือสอดส่องดูแลความประพฤติของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ➇ 3. มีส่วนร่วมให้ข้อมูลแก่โรงเรียน เมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับตัวนักเรียน ➇ 4. มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการในการวางแผนงานกิจกรรมนักเรียน ➇ 5. มีส่วนร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของ นักเรียน ➇ 6. มีส่วนร่วมในการจัดหาทุนสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนานักเรียน ➇ 7. อื่น ๆ (โปรดระบุ)………………………………………………………………… 3.4 ด้านสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโรงเรียน (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ➇ 1. มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อม ของโรงเรียน ➇ 2. มีส่วนร่วมเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของ โรงเรียน ➇ 3. มีส่วนร่วมสอดส่องดูแลและให้ข้อมูลแก่ทางโรงเรียน เมื่อพบปัญหาด้านสภาพ แวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน ➇ 4. มีส่วนร่วมในกิจกรรมการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ➇ 5. มีส่วนร่วมในการจัดหา/บริจาคเงินทุนสนับสนุนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของ โรงเรียน ➇ 6. มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของโรงเรียน ➇ 7. อื่น ๆ (โปรดระบุ)…………………………………………………………………… 83 3.5 ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ➇ 1. มีส่วนร่วมจัดกิจกรรมทางศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรมต่าง ๆ ➇ 2. มีส่วนร่วมบริจาคเงินและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ ต่อสังคม ➇ 3. มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการดำเนินงานด้านความสัมพันธ์กับชุมชน ➇ 4. มีส่วนร่วมให้ความร่วมมือและสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนและชุมชน จัดขึ้น ➇ 5. มีส่วนร่วมช่วยประสานงานกิจกรรมที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น ➇ 6. มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางในการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับ ชุมชน ➇ 7. อื่น ๆ (โปรดระบุ)……………………………………………………………… ******************************************* ขอขอบพระคุณที่เสียสละเวลาในการตอบแบบสอบถาม นางสาวสุจิตรา เรืองวุฒิชนะพืช นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 84 ภาคผนวก ข รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ 85 รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ 1. รองศาสตราจารย์ไพฑูรย์ ธรรมแสง อดีตอธิการสถาบันราชภัฏลำปาง 2. รองศาสตราจารย์เกริก วยัคฆานนท์ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภรณ์ ลิ้มบริบูรณ์ โปรแกรมวิชาการวัดผลการศึกษา สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 4. ดร.วิโรจน์ วัฒนานิมิตกูล ประธานบริหารหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรและการสอน) 5. นางสาวกฤษฎี ชื่นชมน้อย ครูใหญ่โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา 86 ประวัติผู้วิจัย ชื่อ - สกุล นางสาวสุจิตรา เรืองวุฒิชนะพืช วันเดือนปีเกิด เกิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2502 สถานที่เกิด เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาครุศาสตรบัณฑิต วิชาเอกคหกรรมศาสตร์ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา เมื่อปี พ.ศ. 2524 เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏสมเด็จเจ้าพระยา เมื่อปีการศึกษา 2542 ตำแหน่งปัจจุบัน หัวหน้ากลุ่มสาระวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา กรุงเทพมหานคร ความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา (ตอนที่ 1)
ความต้องการและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารงานของโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา (ตอนที่ 2)

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน (ตอนที่ 2)



นักการศึกษาหลายท่านทำการศึกษาเกี่ยวกับความต้องการในการปฏิบัติงาน ซึ่งมีนักคิด
หลายท่านได้นำเสนอไว้ดังนี้
38
1. ทฤษฎีลำดับความต้องการของ มาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs)
2. ทฤษฏีจูงใจค้ำจุนของ เฮิสเบิร์ก ( Herzberg, The Motivation-Hygiene Theory)
3. ทฤษฎีแรงจูงใจทางด้านความสำเร็จของ แมคเคนแลนด์ (McClellend’s Achievement
Motivation Theory)
4. ทฤษฎีความต้องการของ อัลเดเฟอร์ (Alderter’s Existince Ralatendness Growth Theory)
มาสโลว์ (Maslow อ้างถึงใน สมพงษ์ เกษมสิน, 2521) ได้ตัดสินใจคิดทฤษฎีการจูงใจขึ้น
(A Theory of Human Motivation) โดยได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ไว้ดังนี้
1. มนุษย์มีความต้องการและความต้องการมีอยู่เสมอและไม่มีวันสิ้นสุด
2. ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่เป็นการจูงใจสำหรับพฤติกรรมอีกต่อไป
3. ความต้องการของมนุษย์มีเป็นลำดับความสำคัญ (A Hierarchy of Needs) กล่าวคือ
เมื่อความต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็ถูกเรียกร้องให้มี
การตอบสนองทันที
มาสโลว์ (Maslow) ได้จัดลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ไว้ 5 ขั้น ดังนี้คือ
ขั้นที่ 1 ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological needs) เป็นความต้องการ
ขั้นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
ขั้นที่ 2 ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) เป็นความต้องการที่ได้รับการคุ้มครอง
ภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจ การงานและสถานะทางสังคม
ขั้นที่ 3 ความต้องการทางสังคม (Social or belonging needs) เป็นความต้องการที่จะ
อยู่ร่วมกัน การได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทางสังคม
ขั้นที่ 4 ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องในสังคม (Esteem or egoistic needs) เป็นความ
ต้องการเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในตนเอง ความสำเร็จ ความรู้ ความสามารถ รวมทั้งความต้องการ
ให้บุคคลอื่นยกย่องสรรเสริญหรือเป็นที่ยอมรับในสังคม
ขั้นที่ 5 ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จตามความนึกคิด (Self-actualization needs)
เป็นความต้องการชั้นสูงสุดของมนุษย์ เป็นความต้องการที่อยากจะให้เกิดความสำเร็จในการทำงาน
ในทุกสิ่งทุกอย่างตามความนึกคิด
สรุป จากทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ มาสโลว์ (Maslow) แสดงให้เห็นว่ามนุษย์
ทุกคนมีความต้องการอยู่เสมอและไม่มีสิ้นสุด โดยมนุษย์จะแสวงหาความต้องการตามลำดับซึ่งมีอยู่
39
5 ระดับ เริ่มตั้งแต่ความต้องการขั้นพื้นฐานไปจนถึงความต้องการขั้นสูงสุด คือ ความสำเร็จ
ในชีวิต ดังนั้น ทฤษฎีนี้จึงนับว่ามีความสำคัญในการจูงใจบุคคลเพื่อให้เกิดความพึงพอใจ
ในการทำงาน เพราะหากผู้บริหารทราบความต้องการของบุคคลนั้นอยู่ในขั้นใด การทำให้เกิด
ความพึงพอใจในงานย่อมทำได้ไม่ยากนัก
2. ทฤษฎีจูงใจ-ค้ำจุน ของ เฮิสเบิร์ก (Herzberg , The Motivation-Hygiene Theory)
เฮิสเบิร์ก (Herzberg อ้างถึงใน จารุวรรณ พุฑฒิบัณฑิต, 2538) ได้ชี้ให้เห็นถึง
ความต้องการของคนเบื้องต้นในการทำงานว่ามีอยู่ 2 อย่างได้แก่
2.1 ความต้องการที่จะใช้ความสามารถเพื่อให้เกิดความก้าวหน้า ความต้องการเหล่านี้
จะตอบสนองได้จากปัจจัยตัวกระตุ้นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ปัจจัยจูงใจ (Mativation factors)
2.2 ความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงจากความไม่พอใจในสภาพแวดล้อมของการทำงาน
ความต้องการเหล่านี้จะตอบสนองได้จากปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ปัจจัย
ค้ำจุน (Hygiene factors)
ปัจจัยจูงใจ หมายถึง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงเพื่อจูงใจให้คนชอบและรักงาน
ที่ปฏิบัติ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้แก่
- การได้รับการยอมรับนับถือ (Recognition) หมายถึง การได้รับการยอมรับนับถือ
ไม่ว่าจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้มาขอคำปรึกษา บุคคลในหน่วยงานซึ่งอาจอยู่ในรูปของ
การยกย่องชมเชย แสดงความยินดี การให้กำลังใจหรือการแสดงออกอื่นใดที่ทำให้เห็นถึง
การยอมรับในความสามารถ
- ความสำเร็จในงาน (Achievement) หมายถึง การที่บุคคลมีความสามารถในการแก้
ปัญหาต่าง ๆ การรู้จักป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ครั้งเมื่อผลงานสำเร็จจึงเกิดความรู้สึกพอใจ
ในความสำเร็จของงานนั้น
- ความก้าวหน้า (Advancement) หมายถึง ได้รับเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น
มีโอกาสได้ศึกษาเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมหรือได้รับการฝึกอบรมและดูงาน
- ความรับผิดชอบ (Responsibility) หมายถึง ความพึงพอใจที่เกิดขึ้นจากการได้รับ
มอบหมายให้รับผิดชอบงานใหม่ ๆ และมีอำนาจในการรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่ ไม่มีการตรวจ
หรือควบคุมอย่างใกล้ชิด
40
- ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ (Work itself) หมายถึง งานที่น่าสนใจ งานที่ต้องอาศัย
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ท้าทายให้ต้องลงมือทำหรือเป็นงานที่มีลักษณะทำตั้งแต่ต้นจนจบ ได้โดย
ลำพังผู้เดียว
ปัจจัยค้ำจุนหรือปัจจัยสุขอนามัย หมายถึง ปัจจัยที่จะค้ำจุนให้แรงจูงใจในการทำงาน
ของบุคคลมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีหรือมีในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับบุคคลในองค์การบุคคล
ในองค์การจะเกิดความไม่ชอบงานขึ้น ได้แก่
- โอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในอนาคต (Possibility of growth) หมายถึง
การที่บุคคลได้รับการแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่งภายในหน่วยงาน การได้รับการพัฒนาความรู้
ความสามารถและทักษะจากการปฏิบัติงาน
- เงินเดือน (Salary) หมายถึง เงินเดือนและการเลื่อนขั้นเงินเดือนในหน่วยงาน
นั้นเป็นที่พอใจของบุคคลที่ทำงาน
- ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน (Inter personal
relation superior, subordinate, peers) หมายถึง การติดต่อไม่ว่าจะเป็นปฏิกิริยาหรือวาจาที่แสดงถึง
ความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สามารถทำงานร่วมกัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างดี
- การนิเทศงาน (Supervision) หมายถึง การให้ความช่วยเหลือแนะนำการติดตาม
และการตรวจสอบ การส่งเสริมศักยภาพ ส่วนบุคคลและการใช้บทบาทความเป็นผู้นำในการนิเทศ
- นโยบายและการบริหาร (Company policy and administration) หมายถึง นโยบาย
และการบริหารงานขององค์การที่มีประสิทธิภาพ
- สภาพการทำงาน (Working conditions) หมายถึง สภาพทางกายภาพของงาน เช่น
แสง เสียง อากาศ ชั่วโมงการทำงาน รวมทั้งลักษณะของสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์หรือ
เครื่องมือ
- ความเป็นอยู่ส่วนตัว (Factors in personal life) หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดี
อันเป็นผลที่ได้รับจากงานในหน้าที่
- สถานะทางอาชีพ (Status) หมายถึง อาชีพนั้นเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคม
มีเกียรติและศักดิ์ศรี
- ความมั่นคงในงาน (Job security) หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อความมั่นคง
ในการทำงาน ความยั่งยืนของอาชีพหรือความมั่นคงขององค์การ
41
สรุป ทฤษฎีจูงใจ-ค้ำจุน ของ เฮิสเบิร์ก (Herzberg) ประกอบด้วย ปัจจัยจูงใจและ
ปัจจัยค้ำจุน โดยปัจจัยจูงใจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้คนปฏิบัติงานด้วยความพึงพอใจ ส่วนปัจจัย
ค้ำจุนเป็นปัจจัย ที่รักษาแรงจูงใจในการทำงานให้มีอยู่ตลอดเวลา เป็นปัจจัยที่ช่วยให้คนหลีกเลี่ยง
จากสิ่งที่ทำให้ เกิดความไม่พอใจในงาน ดังนั้น จะเห็นว่าทฤษฎีนี้มีประโยชน์และจำเป็น
ต่อผู้บริหารไม่น้อย เพราะทำให้ทราบว่าสิ่งใดทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความพึงพอใจในงานหรือ
สิ่งใดก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจในการทำงาน
3. ทฤษฎีแรงจูงใจทางด้านความสำเร็จของ แมคเคนแลนด์ (McClelland’s Achievement
Motivation Theory)
แมคเคนแลนด์ (McClelland อ้างถึงใน กรองแก้ว อยู่สุข, 2535) ได้ศึกษาเรื่อง
ความต้องการของคน เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแรงจูงใจ โดยสรุปว่าคนเรามีความต้องการ
3 ประเภท คือ
3.1 ความต้องการทำงานให้สำเร็จ (Need for achievement) คือ ความปรารถนาที่จะ
ทำงานให้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพกว่าเดิมและทำให้ดีกว่าคนอื่น ค้นหาวิธีการแก้ปัญหา โดยชอบ
ทำงานหนัก หากมีความต้องการมากจะยิ่งทำงานให้หนักและดีที่สุดยิ่งขึ้นเมื่อเห็นโอกาสที่จะทำได้
สำเร็จมากกว่าครึ่ง
3.2 ความต้องการอำนาจ (Need for power) คือ ความปรารถนาที่จะมีอิทธิพล
และควบคุมคนอื่น อยู่เหนือคนอื่น หากมีความต้องการมากมักจะเป็นกังวลเรื่องของอิทธิพล
อำนาจ และชื่อเสียงเหนือคนอื่นมากกว่าที่จะทำงานให้ได้ประสิทธิภาพ
3.3 ความต้องการด้านสังคม (Need for affiliation) คือ ความปรารถนาที่จะให้
คนอื่นยอมรับนับถือ พยายามสร้างและรักษาสัมพันธ์ภาพกับผู้อื่น หากมีความต้องการมากจะชอบ
ให้ความร่วมมือมากกว่าที่จะแข่งขันแย่งชิง
สรุป ทฤษฎีแรงจูงใจทางด้านความสำเร็จของ McClelland แสดงถึงความต้องการ
ของคนว่ามีอยู่ 3 ประเภท คือ ความต้องการทำงานให้สำเร็จ ความต้องการอำนาจและ
ความต้องการด้านสังคม ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการสร้างแรงจูงใจคนให้เกิดความพึงพอใจในงาน
ได้เป็นอย่างดี
4. ทฤษฎีความต้องการ ของ อัลเดอร์เฟอร์ (Alderfer’s Modified need Hierarchy Theory)
อัลเดอรเ์ ฟอร์(Alderfer อ้างถึงใน ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน, 2535) ได้คิดทฤษฎีนี้ขึ้น
ในปี คศ.1972 เรียกว่าทฤษฎีอีอาร์จี (E R G : Existence-Relatedness-Growth Theory) สืบเนื่องจาก
42
ได้มีการวิจัยเพื่อทดสอบทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของ Maslow พบว่าไม่ตรงกับทฤษฎี
กล่าวคือการตอบสนองความต้องการไม่เป็นไปตามลักษณะการลำดับขั้นของ Maslow ดังนั้น
Alderfer จึงได้เสนอทฤษฎีอีอาร์จีขึ้น โดยแบ่งความต้องการของบุคคลเป็น 3 ประการ คือ
4.1 ความต้องการมีชีวิตอยู่ (Existence needs) เป็นความต้องการที่จะตอบสนอง
เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ได้แก่ ความต้องการทางกายและความต้องการความปลอดภัย
4.2 ความต้องการมีสัมพันธ์ภาพกับคนอื่น (Relatedness needs) เป็นความต้องการ
ของบุคคลที่จะมีมิตรสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างอย่างมีความหมาย
4.3 ความต้องการเจริญก้าวหน้า (Growth needs) เป็นความต้องการสูงสุด รวมถึง
ความต้องการได้รับการยกย่องและความสำเร็จในชีวิต
สรุป ทฤษฎีความต้องการของ อัลเดอร์เฟอร์ (Alderfer) ได้ชี้ให้เห็นว่าความต้องการ
ของคนแตกต่างกันไปจากทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ มาสโลว์ (Maslow) คือ คนมีความ
ต้องการไม่เป็นไปตามลำดับขั้น ซึ่งมีความต้องการ 3 ประการ คือ ความต้องการมีชีวิตอยู่
ความต้องการสัมพันธ์กับคนอื่น และความต้องการเจริญก้าวหน้า ซึ่งทฤษฎีนี้สามารถนำไปใช้
ในการจูงใจคน ให้เกิดความพึงพอใจในงานได้ดีเช่นกัน
43
ตารางการเปรียบเทียบเนื้อหาทฤษฎีการจูงใจของ มาสโลว์ (Maslow), อัลเดอร์เฟอร์ (Alderfer),
แมคเคนแลนด์ (McClelland) และเฮิสเบิร์ส (Herzberg) (Schermerhorn, Hunt and Osborn, 1994)
Maslow Alderfer McClelland Herzberg
Need hierarchy E R G theory Acquired needs theory Two-factor theory
ความต้องการ
ความสำเร็จในชีวิต ความสำเร็จ
ความเจริญก้าวหน้า ปัจจัยจูงใจ
การได้รับการยกย่อง
ความต้องการอำนาจ
การยอมรับจากสังคม
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความต้องการ
ด้านสังคม ปัจจัยค้ำจุน
ความมั่นคง
และปลอดภัย
ความต้องการพื้นฐาน
ความต้องการมีชีวิตอยู่
ไพศาล วรรณะ (2540 : อ้างใน ธีรศักดิ์ กลิ่นดี, 2540 : 20) กล่าวถึง ความสำคัญ
ของความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้งานประสบผลสำเร็จ
ในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากผู้บริหารจะดำเนินการให้ผู้ทำงานเกิดความพึงพอใจในการทำงาน
แล้ว ยังจำเป็นต้องดำเนินการที่จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับผลของการปฏิบัติงานของหน่วยงาน
เกิดความพึงพอใจด้วย เพราะความเจริญก้าวหน้าของการปฏิบัติงานเป็นประเด็นที่สำคัญ
ประการหนึ่งที่เป็นตัวอย่างบ่งชี้ต่อการพัฒนาของหน่วยงาน ดังนั้น ผู้บริหารที่ชาญฉลาดจึงควรที่
จะศึกษาให้ลึกซึ้งถึงปัจจัยและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความพึงพอใจทั้งผู้ปฏิบัติงานและ
ผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับผลจากการปฏิบัติงานของหน่วยงานเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารองค์การ
ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
44
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ศุภร วัฒนพฤกษา (2538 : 92) ได้ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียน
วัฒนพฤกษา แผนกอนุบาล ต่อการจัดการเรียนการสอนที่พึงประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า
ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า การดำเนินการจัดการเรียนการสอนควรเน้นด้านวิชาการ
และเห็นด้วยที่โรงเรียนจัดสอนคอมพิวเตอร์ โดยต้องการให้สอนในชั้นอนุบาล 2 และ 3 ด้าน
อาคารเรียนมีความแข็งแรงปลอดภัย ห้องเรียนสะอาด การถ่ายเทอากาศและแสงสว่างเพียงพอ
การดูแลเอาใจใส่ตลอดจนการใช้คำพูดและการปฏิบัติของครูอยู่ในเกณฑ์ดี นักเรียนส่วนใหญ่
ชอบอาหารที่โรงเรียนจัดให้ สำหรับสิ่งที่โรงเรียนควรปฏิบัติ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า
โรงเรียนควรเน้นด้านวิชาการรวมทั้งเรื่องลายมือและความถูกต้องในการอ่าน เขียน สื่อการเรียน
การสอนควรมีหลากหลายแปลกใหม  สีสันสวยงาม รอบบริเวณโรงเรียนควรปลูกต้นไม้ใหญ  และ
จัดหาเครื่องเล่นให้มีปริมาณเพียงพอกับจำนวนนักเรียน ครูต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีประสบการณ์
หรือจบทางด้านอนุบาลโดยเฉพาะ อีกทั้งอาหารควรมีคุณค่าตามหลักโภชนาการ
สุมาลี มีพงษ์ (2538 : 84) ได้ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียน
อนุบาลเอกชนที่มีชั้นประถมศึกษา เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครอง
ส่วนใหญ่จะเลือกโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน มีครูผู้สอนมีความรู้ดีทางด้านอนุบาล สัดส่วนครู
ในการดูแลนักเรียนมีจำนวนครูที่เหมาะสม มีการจัดการเรียนการสอนจะมุ่งเตรียมความพร้อม
ด้านพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เพื่อเตรียมความพร้อมไป
ประถมศึกษาปีที่ 1 ต่อไป อาคารสถานที่ภายในห้องเรียนและภายนอกมีความสะอาดเรียบร้อย
ปลอดภัย มีบรรยากาศต่อการจัดการเรียนการสอน คุณครูจะต้องมีการประสานสัมพันธ์ที่ดีกับ
ผู้ปกครองตลอดจนส่งข่าวสารการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องและมีการดูแลนักเรียนนอกเวลาเรียน
อย่างใกล้ชิด และประการสุดท้าย คือ มีการสอนโดยใช้สื่อประกอบการเรียน
เชาวรัตน์ โทณผลิน (2539 : 74) ได้ศึกษาปัจจัยที่ผู้ปกครองนักเรียนตัดสินใจส่ง บุตร
หลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเอกชน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พบว่า ปัจจัยที่ ผู้ปกครอง
นักเรียนใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกมากที่สุด คือปัจจัยด้านการเรียนการสอน ได้แก่ โรงเรียนมีการ
ใช้สื่อการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี ปัจจัยด้านบทบาทครูปฐมวัย ได้แก่
ครูมีกิริยาท่าทาง การพูดจาต่อนักเรียนเหมาะสม ปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับ
ชุมชน ได้แก่ โรงเรียนตั้งอยู่ใกล้บ้าน ปัจจัยด้านการบริหารโรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนมีการอบรม
สั่งสอนโดยส่งเสริม กิริยามารยาท และจริยธรรม ที่ดีให้กับนักเรียน ปัจจัยด้านการจัด
45
สภาพแวดล้อมในโรงเรียน อาคารและสถานที่ ได้แก่ โรงเรียนมีการดูแลรักษาความสะอาดของ
อาคารสถานที่ เช่น ห้องน้ำ ห้องเรียน ห้องนอน ห้องอาหาร ตามลำดับ ส่วนปัจจัยด้านค่าธรรมเนียม
การเรียน ได้แก่ อัตราค่าธรรมเนียมการเรียนต่าง ๆ มีความเหมาะสมเป็นเกณฑ์การตัดสินใจของ
ผู้ปกครองน้อยกว่าปัจจัยอื่น ๆ
วศิน ปาลเดชพงศ์ (2539 : 89) ได้ศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อโรงเรียน
อนุบาลเอกชน : กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลก้องหล้า กรุงเทพมหานครผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครอง
มีความพึงพอใจ ดังนี้ 1) จัดการเรียนการสอนโดยเน้นวิชาการให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้
2) จัดมุมการเรียนต่าง ๆ ขึ้นในห้องเรียน 3) จัดหาครูที่มีอายุอยู่ระหว่าง 20 – 40 ปี และควรผ่าน
การอบรมหรือศึกษาด้านการอนุบาลมาโดยเฉพาะ และจัดพี่เลี้ยงให้กับเด็กในแต่ละชั้นเรียน
4) รายงานผลพัฒนาการของนักเรียนทุกครั้ง ติดต่อกับผู้ปกครองทั้งทางจดหมายและโทรศัพท์
และผู้ปกครองนักเรียนมีความต้องการให้โรงเรียนดำเนินการดังน ี้ 1) จัดให้มีอุปกรณ์และสื่อ
การสอนต่าง ๆ เพียงพอกับความต้องการของนักเรียน 2) มีสิ่งแวดล้อมที่ดีร่มรื่น มีห้องเฉพาะ
สำหรับวิชาต่าง ๆ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศในห้องเรียนและมีสถานที่ตั้งอยู่ในที่ชุมชน การคมนาคม
สะดวก และ 3) มีการพบปะสังสรรค์ระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียนปีละ 1 ครั้ง
ชุลีพร อนะมาน (2539 : 70) ได้ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองที่ส่งเด็กเข้าเรียนใน
โรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดสระบุรี ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองมีความคิดเห็นในการส่งเด็ก
เข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชน ความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน อันดับสูงสุดแต่ละด้าน
คือ ด้านการเรียนการสอน ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ ด้านกิจการนักเรียน และด้าน
ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง มีดังต่อไปนี้ คือ ครูสอนให้นักเรียนอยู่ในระเบียบ
วินัย ครูที่สอนนักเรียนอนุบาลแต่งกายสะอาดเรียบร้อย สภาพแวดล้อมของโรงเรียนเป็นระเบียบ
สวยงามร่มรื่น โรงเรียนสอนให้นักเรียนรู้จักช่วยเหลือตนเอง ผู้บริหารและครูต้อนรับผู้ปกครอง
ด้วยไมตรีจิตที่ดี ผู้ปกครองที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างกันมีความคิดเห็นในด้านการเรียนการสอน
ไม่แตกต่างกัน ส่วนทางด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ ด้านกิจการนักเรียน ด้านความสัมพันธ์
ระหว่างโรงเรียนกับ ผู้ปกครอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้ปกครอง
ที่มีรายได้ในระดับ ปานกลางและระดับสูงมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่แตกต่างจากผู้มีรายได้
ระดับต่ำกว่า
วาม ดุลยากร (2540 : 201) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียน
เอกชนระดับอนุบาล ต่อการจัดการเรียนการสอนที่พึงประสงค์ : กรณีศึกษาโรงเรียนบรรจงรัตน์
46
จังหวัดลพบุรี จากกลุ่มประชากรเป็นผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบรรจงรัตน์ แผนกอนุบาล
ประจำปีการศึกษา 2539 จำนวน 600 คน
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าการดำเนินการจัดการเรียนการสอน
ควรเน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาเด็กทั้งทางร่างกาย อารมณ์ – จิตใจ สังคมและสติปัญญา
โดยต้องการให้เน้นวิชาการในระดับอนุบาลปีที่ 3 เพื่อเตรียมขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และควรมี
การสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กอนุบาล คุณลักษณะของนักเรียนของโรงเรียนทุกด้านเน้นครู
อนุบาลต้องจบเอกอนุบาลโดยเฉพาะ ครูอนุบาลควรมีเมตตา กรุณาและรักเด็กด้านความสัมพันธ์
ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง ควรมีการประชุมพบปะผู้ปกครองให้มากขึ้น และสภาพห้องเรียนมี
แสงสว่างเพียงพอ การถ่ายเทอากาศดี มีลมพัดผ่าน สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนเน้น
ความปลอดภัย สะอาด และมีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้
วิชชุลดา งามปลอด (2540 : 93) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อ
การจัดการศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองมี
ความคาดหวังต่อการจัดการศึกษาในระดับอนุบาล โดย 1) ด้านการจัดประสบการณ์ และ
กิจกรรมการเรียนการสอน คาดหวังให้เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อการเรียนต่อในระดับ
ประถมศึกษา โดยเสริมให้กล้าแสดงออกและมีทักษะในการติดต่อกับผู้อื่น การให้การบ้านควรให้
ทุกวันเป็นการคิดตัวเลข คิดพยัญชนะ เสริมทักษะทางคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษเน้นคุณธรรม
ด้านความขยันหมั่นเพียร 2) ด้านครูผู้สอนคาดหวังให้ครูเอาใจใส่ต่อเด็ก มีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยา
พัฒนาการเด็ก กรณีที่เด็กมีปัญหาด้านการเรียน ครูควรเชิญผู้ปกครองมาพบ เพื่อหาแนวทาง
ช่วยเหลือนักเรียน ระดับการศึกษาของครูไม่จำเป็นต้องสาขาอนุบาลแต่มีความสามารถสอนได้
หรือผ่านการอบรมด้านอนุบาล และเมื่อเด็กเลื่อนชั้นควรให้ครูคนใหม่ประจำชั้น 3) ด้านสื่อ
การเรียนการสอน คาดหวังให้ใช้สื่อประเภทเสริมความพร้อมทางคณิตศาสตร์และกิจกรรมอื่น
โรงเรียนควรจัดหาสื่อเองมากกว่าที่จะให้ผู้ปกครองช่วยเหลือ 4) ด้านการจัดสภาพแวดล้อม
คาดหวังให้มีห้องเรียน ที่สะอาดถูกสุขลักษณะ อากาศถ่ายเทสะดวก มีเครื่องเล่นสนามไว้ในที่ที่
เหมาะสม 5) ด้านการอำนวยความสะดวกและบริการอื่น ๆ คาดหวังให้มีการจัดบริการอาหารว่าง
และอาหารกลางวันให้ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ อาคารเรียนอนุบาลควรเป็นเอกเทศ
แยกจากอาคารอื่น โรงเรียนควรเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้าร่วมชมกิจกรรมของนักเรียน 6) ด้าน
การประเมินผลคาดหวังให้ทำการประเมินผลเดือนละครั้งโดยใช้วิธีการตรวจผลงานเด็กและ
การสังเกตและนำเอาผลการประเมินไปพัฒนาเด็กให้ ดีขึ้น
47
วรสิทธิ์ สฤษดิ์อภิรักษ์ (2542 : 69) ได้ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อ การจัด
การศึกษาในระดับอนุบาลของโรงเรียนเอกชน ในเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัย
พบว่า ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเข้าเรียนในระดับอนุบาลของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขต
บางกอกน้อย ในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากชุมชน มีการคมนาคมสะดวก โรงเรียนจะต้องเน้น
การอ่านออกเขียนได้ มีการประกันอุบัติเหตุให้นักเรียน การเก็บค่าธรรมเนียมเหมาะสมกับคุณภาพ
ของโรงเรียน และมีบุคลากรเอาใจใส่ต่อนักเรียน ในด้านความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาผู้ปกครอง
เห็นว่า ควรจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรม มีการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์
เพื่อพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญาและเน้นให้อ่านออกเขียนได้เน้นวิชาการ
เพื่อเตรียมเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ด้านบุคลากร ครูควรมีประสบการณ์มีวุฒิปริญญาตรี
ทางด้านอนุบาลโดยตรง ด้านอาคารสถานที่ ควรมีสนามเล่นกลางแจ้งเพียงพอมีอุปกรณ์และห้อง
ที่จำเป็นต่อการจัดกิจกรรมครบถ้วน ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง ควรจัดให้
มีการประชุมและให้ผู้ปกครองมาเยี่ยมโรงเรียนมากขึ้น
สายชน หมวกเหล็ก (2542 : 78) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครอง
ในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดสระบุรี ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่
มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเอกชน
มากที่สุด คือ 1) ปัจจัยเกี่ยวกับตัวครู ได้แก่ ครูเอาใจใส่ดูแลนักเรียนและให้การบ้านสม่ำเสมอ
2) ปัจจัยเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเรียนการสอน ได้แก่ โรงเรียนเน้นการเตรียมความพร้อม
ให้แก่เด็กเป็นสำคัญ และส่งเสริมให้เด็กอ่าน เขียน คิดคำนวณได้ 3) ปัจจัยเกี่ยวกับการบริการ
อาหารและสุขภาพ ได้แก่ การจัดบริการอาหารเสริมและอาหารกลางวันที่สะอาดและถูกหลัก
โภชนาการ และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน 4) ปัจจัยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
ได้แก่ โรงเรียนช่วยเหลือผู้ปกครองโดยแบ่งชำระค่าเทอมได้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม 5) ปัจจัย
เกี่ยวกับที่ตั้ง ได้แก่ โรงเรียนตั้งอยู่แหล่งที่สะดวกในการเดินทาง รับ – ส่งนักเรียน และ ตั้งอยู่ใน
สภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีกลิ่น เสียง หรือสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่ข้างเคียง สำหรับปัจจัยการบริการอื่น ๆ
ได้แก่ สระว่ายน้ำ และห้องนอนปรับอากาศ มีผลต่อการตัดสินใจน้อยกว่า 5 ปัจจัยดังกล่าว
สุดารัตน์ แซ่ซี (2542 : 56) ได้ศึกษา ความคาดหวังของผู้ปกครองเกี่ยวกับการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครอง
ส่วนใหญ่ คาดหวังในเรื่องการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนมุ่งพัฒนาเด็กให้มีความพร้อม
ทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้เด็กมีความพร้อมเพื่อศึกษาต่อไปในระดับ
48
ชั้นประถม ครูอนุบาลต้องเป็นผู้ทำให้เด็กเกิดความรักและไว้วางใจมากที่สุด สื่อการเรียนการสอน
ควรมีความปลอดภัย สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนเหมาะกับเด็กอนุบาลห้องเรียนมีบรรยากาศ
และมีแสงสว่างเพียงพอ ครูต้องแจ้งข่าวสารให้ผู้ปกครองทราบสม่ำเสมอและมีการเอาใจใส่ความ
ปลอดภัยในการ รับ – ส่งนักเรียน
สรุปว่า ผู้ปกครองให้ความสำคัญต่อการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
เนื่องจากพัฒนาการของเด็กในช่วงแรกนี้จะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนา
คุณภาพของเด็กสูงขึ้น ซึ่งการจัดการศึกษาจะบรรลุวัตถุประสงค์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น
นโยบายการจัดการศึกษา รูปแบบการจัดการศึกษาในโรงเรียน ผู้บริหารและครู
งานวิจัยต่างประเทศ
การ์เซีย (Garcia, 1986 : 8-A) ได้ศึกษาเพื่อเสนอความคิดเห็นในการวางแผนการจัด
หลักสูตรสำหรับเด็กอนุบาลเปอร์โตริกัน ผลของการวิจัยครั้งนี้ได้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์
คือ
1. ด้านหลักสูตร ควรสอนให้เด็กทราบถึงวัฒนธรรม และภูมิใจในการเป็นพลเมือง
ของประเทศตนเอง และควรจัดให้เด็กมีกิจกรรมและประสบการณ์
2. ด้านการเรียนการสอน ครูควรเป็นผู้แนะนำวิธีปฏิบัติในการเรียน และมีอุปกรณ์
การสอนที่เหมาะสมกับความเข้าใจของเด็ก ครูควรเป็นผู้มีวุฒิทางการสอนอนุบาลโดยเฉพาะ
3. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน ควรมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า การจัดการศึกษาระดับอนุบาลเป็นเรื่องการเตรียม
ความพร้อมด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพื่อจะช่วยพัฒนา
เด็กให้พร้อมที่จะเรียนในระดับที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันโรงเรียนจะต้องศึกษาความคาดหวังใน
การจัดการศึกษาของผู้ปกครองด้านอื่น ๆ เช่น การจัดกิจกรรมการเรียน การสอน บุคลากร
สื่อการเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้อม การอำนวยความสะดวกและบริการอื่น ๆ
ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและ ผู้ปกครอง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการบริหารและการจัด
การศึกษา ของโรงเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครองและอยู่บนพื้นฐานการศึกษา
ที่ถูกต้อง เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดให้แก่นักเรียน
วิทเทเคอร์ (Whitaker. 1978: 5 - A) ศึกษาทัศนะของผู้ปกครองและผู้บริหารที่มีต่อการมี
ส่วนร่วมของประชาชนบริเวณที่ตั้งของโรงเรียนในเมือง เกี่ยวกับการวินิจฉัยสั่งการ หรือ
49
การตัดสินใจด้านการศึกษา พบว่า ผู้ปกครองรู้สึกว่าความไม่สะดวกในการรับรู้ข้อมูลหรือประกาศ
เกี่ยวกับโรงเรียนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในเรื่องนโยบาย การตัดสินใจทางการศึกษา
แต่ผู้บริหารกลับเห็นว่าผู้ปกครองยังมีอิทธิพลต่อโรงเรียนแม้จะมีความสนใจน้อยจึงสรุปว่า ชุมชน
มีความสำคัญและควรมีส่วนร่วมในการปรับปรุงโรงเรียนซึ่งบุคลากรในโรงเรียนควรตระหนักถึง
และวางโครงการร่วมกันให้บุคคลในชุมชนเข้ามีส่วนร่วมกับโรงเรียน
สรุป ผลจากการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองมีความคาดหวังหรือความต้องการให้โรงเรียน
จัดการศึกษาที่เน้นการเตรียมความพร้อมและด้านวิชาการให้ความรู้ที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานของนักเรียนเอกชนสอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครองจึงมี
ความสำคัญที่ต้องศึกษาข้อมูลนำมาปรับปรุงพร้อมพัฒนาโรงเรียนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
บทที่ 3
วิธีการดำเนินการวิจัย
ในการวิจัยเรื่อง ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาล
เอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยกำหนดวิธีการดำเนินการวิจัย ดังนี้
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้วิจัย ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2546 จำนวน 22 โรงเรียน 2,517 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัย ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร จำนวน 22 โรงเรียน ซึ่งผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยตามเกณฑ์ของแครซี่
และมอร์แกน (Krejcie and Morgan. 1970 : 608P) ซึ่งกำหนดว่าประชากร 2,517 คน และใช้
กลุ่มตัวอย่าง 350 คน จำแนกตามสัดส่วนประชากรดังแสดงในตาราง ดังนี้
ตารางที่ 1 จำนวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
โรงเรียนอนุบาล ประชากร กลุ่มตัวอย่าง
1.เกื้อวิทยา 48 7
2.จรวยพรวิทยา 97 13
3.น้ำชลชนานุกูล 14 2
4.ประจักษ์วิทยา 49 7
5.พรประสาทวิทยา 183 25
6.มณีวิทยา 185 26
7.มนตรีวิทยา 91 12
8.ฤดีศึกษา 195 27
9.วชิรานุบาล 60 9
10.วัฒนะศึกษา 42 6
11.ศิริรักษ์วิทยา 129 18
51
ตาราง (ต่อ)
โรงเรียนอนุบาล ประชากร กลุ่มตัวอย่าง
12.สหนิยมวิทยา 105 15
13.แสงอรุณ 222 31
14.อนุบาลวรรณบูรณ์ศึกษา 369 51
15.อนุบาลซางตาครู๊ส 84 11
16.อนุบาลแสงอรุณ 42 6
17.อนุบาลแสงอรุณ ธนบุรี 74 9
18.อนุบาลพัชรินทร์พร 66 9
19.อนุบาลอำไพวานิช 18 3
20.อนุบาลสายทอง 35 5
21.อนุบาลบัวเทพ 11 2
22.ซางตะครูสคอนแวนท์ 398 56
รวม 2,517 350
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียน แบ่งเป็น
2 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ
อายุ ระดับ การศึกษา อาชีพ รายได้ เป็นแบบสอบถามชนิดกำหนดข้อคำถามให้เลือกตอบ
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ
โดยกำหนดค่าน้ำหนักที่ใช้ในการตัดสินใจ ดังนี้
1 หมายถึง มีความต้องการน้อยที่สุด
2 หมายถึง มีความต้องการน้อย
3 หมายถึง มีความต้องการปานกลาง
4 หมายถึง มีความต้องการมาก
5 หมายถึง มีความต้องการมากที่สุด
52
ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ
1. ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ
ของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลทุก ๆ ด้าน
2. กำหนดประเด็นศึกษาในการวิจัย
3. สร้างแบบสอบถามและนำเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาความเหมาะสม
4. ปรับปรุงแก้ไขแบบสอบถามตามข้อเสนอแนะ
5. พิจารณาหาค่าความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยนำแบบสอบถามไปเสนอ
ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม และครอบคลุม เนื้อหา จำนวน 5 คน
(รายละเอียดในภาคผนวก ข)
6. หาค่าความเชื่อมั่น(Reliability) โดยนำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับผู้ปกครอง
นักเรียนในโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า เขตบางแค กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน แล้วนำมาหาค่า
ความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (′-Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค
(Cronbach.1970: 650p) ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97
การเก็บรวบรวมข้อมูล
1. ขอหนังสือจากสถาบันราชภัฏ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถึงโรงเรียนอนุบาลเอกชนใน
เขตธนบุรี กรุงเทพมหานครทุกโรงเรียน เพื่อขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม
2. พบผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรีด้วยตนเองทุกโรงเรียนเพื่อขอความ
ร่วมมือให้ผู้ปกครองนักเรียนช่วยตอบแบบสอบถามและเก็บรวบรวมไว้เพื่อส่งคืน
3. ติดตามแบบสอบถามที่ส่งไปกลับคืนมาร้อยละ 100.00
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC+ (Statistical
Package for the Social Science) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
53
1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติความถี่และร้อยละ
2. ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน
อนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ค่าสถิติมัชฌิมเลขคณิต (Mean : X ) และส่วนเบี่ยง
เบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) ทั้งนี้ มีเกณฑ์การแปลความหมายดังนี้
เกณฑ์การแปลความหมาย นำค่าเฉลี่ย ( X) ที่ได้ไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์เพื่อแปล
ความหมาย (บุญชม ศรีสะอาด 2535 : 100) ดังนี้
- ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง มีความต้องการในระดับมากที่สุด
- ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง มีความต้องการในระดับมาก
- ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง มีความต้องการในระดับปานกลาง
- ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง มีความต้องการในระดับน้อย
- ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง มีความต้องการในระดับน้อยที่สุด
3. เปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน
อนุบาลเอกชนในเขตธนบุร ี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามระดับการศึกษาและรายได้รวมของ
ครอบครัวใช้ค่าสถิติที (t-test)
บทที่ 4
การวิเคราะห์ข้อมูล
ในบทนี้ ผู้วิจัยขอเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองนักเรียน
ต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยมีรายละเอียด
ดังนี้
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียน
อนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำนวน 350 คน
ตอนที่ 2 ความต้องการของผู้ปกครองของนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน
อนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ดังนี้
1. ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านบุคลากร
2. ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านการจัดสภาพแวดล้อม
3. ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านการจัดประสบการณ์
4. ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัย
5. ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน
กับผู้ปกครอง
6. ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านการพัฒนาการของเด็ก
ตอนที่ 3 เปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรง
เรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามระดับการศึกษาและรายได้รวมของ
ครอบครัว
55
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ
และรายได้รวมของครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละและนำเสนอข้อมูลในตาราง
ประกอบการบรรยาย ดังนี้
ตารางที่ 2 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตัวแปรที่ศึกษา จำนวน ร้อยละ
1. เพศ
1.1 ชาย 157 44.86
1.2 หญิง 193 55.14
2. อายุ
2.1 ต่ำกว่า 30 ปี 61 17.43
2.2 31-40 ปี 188 53.71
2.3 40 ปีขึ้นไป 101 28.86
3. ระดับการศึกษา
3.1 ต่ำกว่าปริญญาตรี 168 48.00
3.2 ปริญญาตรีขึ้นไป 182 52.00
4. อาชีพ
4.1 รับจ้าง 178 50.86
4.2 กิจการส่วนตัว 117 33.43
4.3 รับราชการ 37 10.57
4.4 พนักงานรัฐวิสาหกิจ 18 5.14
56
ตารางที่ 2 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม (ต่อ)
ตัวแปรที่ศึกษา จำนวน ร้อยละ
5. รายได้รวมของครอบครัว
5.1 ไม่เกิน 20,000 บาท 178 50.86
5.2 มากกว่า 20,000 บาท 172 49.14
จากตารางที่ 2 พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็น
เพศหญิง ร้อยละ 55.14 มีอายุระหว่าง 31-40 ปี ร้อยละ 53.71 จบการศึกษาชั้นสูงสุดระดับ
ปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 52.00 ประกอบอาชีพกิจการส่วนตัว ร้อยละ 33.43 และมีรายได้ไม่เกิน
20,000 บาท ร้อยละ 50.86
57
ตอนที่ 2 ความต้องการของผู้ปกครองของนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชน
ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
ตารางที่ 3 ความต้องการของผุ้ปกครองของนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาล
เอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกเป็นรายด้านและรวมทุกด้าน
การดำเนินงาน X S.D. การแปลผล
1. ด้านบุคลากร 3.73 1.00 มาก
2. ด้านสภาพแวดล้อมและสื่อการเรียนการสอน 3.49 1.07 ปานกลาง
3. ด้านการจัดประสบการณ์ 3.60 1.13 มาก
4. ด้านการจัดบริการ 3.67 1.04 มาก
5. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง 3.28 1.04 ปานกลาง
6. ด้านการพัฒนาของการของเด็ก 3.76 0.96 มาก
รวม 3.52 1.06 มาก
จากตารางที่ 3 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาโดยรวม
อยู่ในระดับมาก ( X = 3.53) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการอยู่ในระดับ
ปานกลางถึงมาก โดยมีความต้องการเกี่ยวกับด้านการพัฒนาการของเด็กอยู่ในระดับสูงสุด
( X = 3.76) รองลงมา คือ ด้านบุคลากร ( X = 3.73) และด้านการจัดบริการ ( X = 3.67)
58
ความต้องการของผุ้ปกครองของนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชน
ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกเป็นรายด้านและรายข้อ
ตารางที่ 4 ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านบุคลากร
การดำเนินงาน X S.D. การแปลผล
1. รักและเอาใจใส่นักเรียนทั้งในและนอกเวลา 3.83 0.94 มาก
2. จำนวนครูเหมาะสมกับจำนวนนักเรียนแต่ละห้อง 3.49 1.07 ปานกลาง
3. ครูมีวุฒิและประสบการณ์ในการสอนอนุบาล 3.73 1.02 มาก
โดยตรง
4. ครูมีความสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 3.61 1.05 มาก
ที่น่าสนใจ เหมาะสมกับวัยของนักเรียน
5. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก 3.74 0.98 มาก
แต่ละวัย
6. ครูและพี่เลี้ยงมีความสุภาพ อ่อนโยน และมี 3.73 1.04 มาก
บุคลิกภาพเหมาะกับการสอนนักเรียนอนุบาล
7. ครูมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนและผู้ปกครอง 3.79 1.00 มาก
นักเรียน
8. ครูใฝ่ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และมีความคิด 3.69 0.94 มาก
ก้าวหน้าทันสมัย
9. ครูมีบุคลิกภาพที่ดีเป็นแบบอย่างของนักเรียน 3.72 0.99 มาก
10.ครูมีบุคลิกภาพที่ดีเป็นแบบอย่างของนักเรียน 3.85 0.99 มาก
รวม 3.73 1.00 มาก
จากตารางที่ 4 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ด้านบุคลากรของโรงเรียน โดยรวม
อยู่ในระดับมาก ( X = 3.73) และเมื่อจำแนกเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองนักเรียนมีความต้องการ
อยู่ในระดับมากทุกข้อ ยกเว้นเรื่องจำนวนครูเหมาะสมกับจำนวนนักเรียนแต่คงต้องมีความต้องการ
อยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.49) โดยมีความต้องการครูที่มีบุคลิกภาพดีเป็นแบบอย่างของนักเรียน
อยู่ในระดับสูงสุด ( X = 3.85) รองลงมาได้แก่ รักและเอาใจใส่นักเรียนทั้งในและนอกเวลา
( X = 3.83) และครูมีมนุษยสัมพันธ์ดีกับนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน ( X = 3.79)
59
ตารางที่ 5 ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านการจัดสภาพแวดล้อม
การดำเนินงาน X S.D. การแปลผล
1. บรรยากาศสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเหมาะสมกับ 3.47 1.08 ปานกลาง
นักเรียน
2. ห้องเรียนมีการระบายอากาศและแสงสว่าง 3.55 1.10 มาก
เพียงพอ
3. มีสนามให้นักเรียนเล่นออกกำลังกายกลางแจ้ง 3.37 1.12 ปานกลาง
4. ห้องน้ำ สุขภัณฑ์ เหมาะสมกับนักเรียน 3.36 1.19 ปานกลาง
5. โต๊ะ เก้าอี้ เหมาะสมกับนักเรียนและมีความ 3.50 1.14 มาก
ปลอดภัย
6. สื่อการเรียนการสอนมีความเหมาะสมกับ 3.65 1.03 มาก
พัฒนาการของเด็ก
7. สื่อที่ใช้ส่งเสริมกระบวนการคิดและความคิด 3.52 1.03 มาก
ริเริ่มสร้างสรรค์
8. ส่งเสริมให้เด็กรู้จักการบำรุงรักษาสื่อการเรียน 3.45 0.98 ปานกลาง
การสอน
9. สื่อเป็นของจริงที่สามารถสัมผัสได้ 3.40 1.00 ปานกลาง
10. สื่อมีความปลอดภัยและทันสมัย 3.55 1.03 มาก
รวม 3.49 1.07 ปานกลาง
จากตารางที่ 5 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ด้านการจัดสภาพแวดล้อมโดยรวม
อยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.49) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองนักเรียนมี
ความต้องการอยู่ในระดับปานกลางถึงมาก โดยมีความต้องการสื่อการเรียนการสอนมีความ
เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กอยู่ในระดับสูงสุด ( X = 3.65) รองลงมาได้แก่ สื่อมีความ
ปลอดภัยและทันสมัย ( X = 3.55) และห้องเรียนมีการระบายอากาศและแสงสว่างที่เพียงพอ
( X = 3.55)
60
ตารางที่ 6 ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านการจัดประสบการณ์
การดำเนินงาน X S.D. การแปลผล
1. มุ่งพัฒนาเด็กให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ 3.77 0.99 มาก
2. จัดประสบการณ์ให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนต่อ 3.82 0.99 มาก
ในชั้นประถมศึกษา
3. ฝึกเด็กให้สามารถเล่นกับเพื่อนและช่วยเหลือ 3.75 0.95 มาก
เพื่อนๆ ได้
4. จัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กรักและสนใจหนังสือ 3.69 1.00 มาก
5. จัดกิจกรรมส่งเสริมศิลป เช่น การวาดภาพ 3.49 0.95 ปานกลาง
6. จัดกิจกรรมส่งเสริมกีฬา ดนตรี นาฏศิลป์และ 3.31 1.06 ปานกลาง
การแสดง
7. การจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการพูด 3.50 1.03 มาก
8. จัดกิจกรรมแข่งขันทักษะด้านต่าง ๆ 3.27 0.99 ปานกลาง
9. จัดกิจกรรมที่เน้นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม 3.58 1.00 มาก
ให้กับเด็ก
10. จัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับ 3.72 1.85 มาก
ผู้อื่นได้
รวม 3.60 1.13 มาก
จากตารางที่ 6 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ด้านการจัดประสบการณ์โดยรวม
อยู่ในระดับมาก ( X = 3.60) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองนักเรียนมีความต้องการ
อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก โดยมีความต้องการให้จัดประสบการณ์ให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียน
ต่อในชั้นประถมศึกษาอยู่ในระดับสูงสุด ( X = 3.82) รองลงมาได้แก่ มุ่งพัฒนาเด็กให้สามารถ
ช่วยเหลือตนเองได้ ( X = 3.77) และฝึกเด็กให้สามารถเล่นกับเพื่อนและช่วยเหลือเพื่อน ๆ ได้
( X = 3.75)
61
ตารางที่ 6 ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัย
การดำเนินงาน X S.D. การแปลผล
1. จัดบริการรถรับส่งนักเรียน ซึ่งมีสภาพปลอดภัย 3.61 1.04 มาก
และมีอุปกรณ์ประจำรถครบครัน
2. จัดให้มีการประกันอุบัติเหตุสำหรับนักเรียนทุกคน 3.81 1.00 มาก
เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน
3. บริการรับฝากเลี้ยงหลังเลิกเรียนและระหว่าง 3.46 1.00 ปานกลาง
ปิดภาคเรียน
4. มีการฝึกสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร เช่น 3.73 0.97 มาก
ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
5. จัดบริการอาหารเสริม และอาหารกลางวัน 3.71 0.98 มาก
ที่สะอาดตามหลักโภชนาการและมีปริมาณ
เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน
6. จัดน้ำดื่มและภาชนะรองรับที่สะอาดมีปริมาณ 3.75 1.07 มาก
เพียงพอ
7. จัดห้องพยาบาลและมีสุขภาพที่ดีสำหรับบริการ 3.52 1.08 มาก
นักเรียน
8. จัดให้มีบริการสุขภาพ เช่น บริการตรวจสุขภาพ 3.48 1.02 ปานกลาง
การบันทึก สุขภาพ ยาประจำบ้าน
9. จัดครูเวรดูแลความปลอดภัยนักเรียนในโรงเรียน 3.63 1.12 มาก
อย่างทั่วถึง
10.อาคารเรียนและอาคารต่าง ๆ แข็งแรง มั่นคง 3.67 1.10 มาก
ปลอดภัย มีการปรับปรุง ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพ
ดีอยู่เสมอ
รวม 3.67 1.04 มาก
62
จากตารางที่ 7 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชน
ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
( X = 3.67) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการอยู่ในระดับปานกลางถึงมาก
โดยมีความต้องการให้มีการประกันอุบัติเหตุสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อความปลอดภัยและ
สวัสดิภาพของนักเรียนอยู่ในระดับสูงสุด ( X = 3.81) รองลงมาได้แก่จัดน้ำดื่มและภาชนะ
รองรับที่สะอาดให้มีปริมาณเพียงพอ ( X = 3.75) และมีการฝึกสุขนิสัยที่ดีในการรับประทาน
อาหาร เช่น ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ( X = 3.73)
63
ตารางที่ 8 ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง
การดำเนินงาน X S.D. การแปลผล
1. คณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู 3.26 1.10 ปานกลาง
2. จัดให้มีการปฐมนิเทศผู้ปกครองนักเรียนเข้าใหม่ 3.20 1.08 ปานกลาง
3. ประชุมผู้ปกครองเพื่อรายงานการดำเนินงานของ 3.20 1.02 ปานกลาง
โรงเรียน
4. ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของโรงเรียนให้ผู้ปกครอง 3.37 1.02 ปานกลาง
และชุมชนทราบ
5. ให้ผู้ปกครองมีส่วนเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ 3.30 0.98 ปานกลาง
ตัวนักเรียนหรือกิจกรรมของโรงเรียน
6. จัดกิจกรรมแสดงผลงานความสามารถของนักเรียน 3.34 0.99 ปานกลาง
ให้ผู้ปกครองและชุมชนได้รับทราบอยู่เสมอ
7. จัดโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียนทุกคน 3.18 0.97 ปานกลาง
8. เข้าร่วมกิจกรรมและให้บริการต่าง ๆ แก่ชุมชน 3.18 0.98 ปานกลาง
9. ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมรับรู้และแก้ปัญหาของนักเรียน 3.55 1.05 มาก
10. ประชุมเครือข่ายผู้ปกครองเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา 3.28 1.07 ปานกลาง
และพัฒนาการจัดการเรียนการสอน
รวม 3.28 1.04 ปานกลาง
จากตารางที่ 8 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาล
เอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองโดยรวม
อยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.28) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าผู้ปกครองมีความต้องการอยู่
ในระดับปานกลางทุกข้อ ยกเว้นการให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมรับรู้และแก้ปัญหาของนักเรียน
โดยความต้องการอยู่ในระดับสูงสุด ( X = 3.55) รองลงมาได้แก่ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของ
โรงเรียนให้ผู้ปกครองและชุมชน ( X = 3.37) และจัดกิจกรรมแสดงผลงานความสามารถของ
นักเรียนให้ผู้ปกครองและชุมชนได้รับทราบอยู่เสมอ ( X = 3.34)
64
ตารางที่ 9 ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนด้านการพัฒนาการของเด็ก
การดำเนินงาน X S.D. การแปลผล
1. ฝึกให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย 3.89 0.93 มาก
2. ฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง 3.83 0.93 มาก
3. ฝึกให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 3.70 1.00 มาก
4. ปลูกฝังนิสัยในการรักการอ่าน 3.77 1.02 มาก
5. ฝึกให้เด็กสามารถใช้อวัยวะต่าง ๆ เช่น แขน ขา 3.73 0.95 มาก
ได้คล่องแคล่วว่องไว
6. ฝึกให้เด็กสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย 3.66 0.91 มาก
7. ฝึกให้เด็กสามารถมีระเบียบวินัยในตนเอง 3.79 0.98 มาก
8. ฝึกให้เด็กสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย 3.74 0.96 มาก
9. ฝึกให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี 3.74 0.94 มาก
10. ฝึกให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ 3.75 0.95 มาก
รวม 3.76 0.96 มาก
จากตารางที่ 9 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนอนุบาล ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ด้านการพัฒนาการของเด็กโดยรวม
อยู่ในระดับมาก ( X = 3.76) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าผู้ปกครองนักเรียนมีความต้องการ
อยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยมีความต้องการฝึกให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
อยู่ในระดับสูงสุด ( X = 3.89) รองลงมาได้แก่ฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง
( X = 3.83) และให้ฝึกเด็กให้มีระเบียบวินัยในตัวเองและมีความรับผิดชอบ ( X = 3.79)
65
ตอนที่ 3 การศึกษาเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามระดับการศึกษาและรายได้รวม
ของครอบครัว
ตารางที่ 10 การศึกษาเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามระดับ
การศึกษา
การดำเนินการ สถานภาพ n X S.D. t
1. ด้านบุคลากร ต่ำกว่าปริญญาตรี
ปริญญาตรีขึ้นไป
168
182
36.90
37.65
7.51
8.81
0.87
2. ด้านสภาพแวดล้อมและ
สื่อการเรียนการสอน
ต่ำกว่าปริญญาตรี
ปริญญาตรีขึ้นไป
168
182
34.07
35.60
8.55
9.01
1.63
3. ด้านการจัดประสบการณ์ ต่ำกว่าปริญญาตรี
ปริญญาตรีขึ้นไป
168
182
35.38
36.57
8.25
8.33
1.33
4. ด้านการจัดบริการ ต่ำกว่าปริญญาตรี
ปริญญาตรีขึ้นไป
168
182
36.28
36.48
8.02
8.24
0.34
5. ด้านความสัมพันธ์ระหว่าง
โรงเรียนกับผู้ปกครอง
ต่ำกว่าปริญญาตรี
ปริญญาตรีขึ้นไป
168
182
32.28
33.31
9.07
8.45
1.10
6. ด้านการพัฒนาการของเด็ก ต่ำกว่าปริญญาตรี
ปริญญาตรีขึ้นไป
168
182
37.91
37.38
8.23
8.49
0.59
รวม ต่ำกว่าปริญญาตรี
ปริญญาตรีขึ้นไป
168
182
212.71
216.99
42.83
46.02
0.90
จากตารางที่ 10 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนอนุบาลเอกชนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีความต้องการแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ
ทางสถิติ
66
ตารางที่ 11 การศึกษาเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามรายได้รวม
ของครอบครัว
การดำเนินการ สถานภาพ n X S.D. t
1. ด้านบุคลากร ไม่เกิน 20,000 บาท
มากกว่า 20,000 บาท
178
172
37.66
36.92
8.15
8.27
0.84
2. ด้านสภาพแวดล้อมและ
สื่อการเรียนการสอน
ไม่เกิน 20,000 บาท
มากกว่า 20,000 บาท
178
172
34.93
34.79
8.92
8.73
0.15
3. ด้านการจัดประสบการณ์ ไม่เกิน 20,000 บาท
มากกว่า 20,000 บาท
178
172
36.23
35.71
8.01
8.61
0.63
4. ด้านการจัดบริการ ไม่เกิน 20,000 บาท
มากกว่า 20,000 บาท
178
172
36.27
36.40
8.22
8.05
0.14
5. ด้านความสัมพันธ์ระหว่าง
โรงเรียนกับผู้ปกครอง
ไม่เกิน 20,000 บาท
มากกว่า 20,000 บาท
178
172
33.05
32.58
9.03
8.48
0.50
6. ด้านการพัฒนาการของเด็ก ไม่เกิน 20,000 บาท
มากกว่า 20,000 บาท
178
172
38.28
36.97
8.20
8.50
1.47
รวม ไม่เกิน 20,000 บาท
มากกว่า 20,000 บาท
178
172
216.46
213.36
44.22
44.87
0.65
จากตารางที่ 11 พบว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนอนุบาลเอกชนที่รายได้รวมของครอบครัวต่างกัน มีความต้องการแตกต่างกันอย่างไม่มีนัย
สำคัญทางสถิติ
บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัด
การศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยได้กำหนดวัตถุประสงค์
ของการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่างการวิจัย วิธีดำเนินกาวิจัย สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและ
ข้อเสนอแนะดังนี้
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชน
ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
2. เพื่อเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาล
เอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามระดับการศึกษาและรายได้รวมของครอบครัว
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.1 ประชากรได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2546 จำนวน 22 โรงเรียน 2,517 คน
1.2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2546 จำนวน 22 โรงเรียน 350 คน
2. ตัวแปรที่ศึกษา
2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ ระดับการศึกษา และรายได้รวมของครอบครัว
2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน
อนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2546 จำนวน 6 ด้าน ได้แก่
2.2.1 ด้านบุคลากร
2.2.2 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม
2.2.3 ด้านการจัดประสบการณ์
68
2.2.4 ด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัย
2.2.5 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง
2.2.6 ด้านการพัฒนาการของเด็ก
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ลักษณะของ
แบบสอบถามเป็นแบบประมาณค่า
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยขอหนังสือราชการจากสถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อขอความอนุเคราะห์
ไปยังผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ในการขอความร่วมมือจาก
ผู้ปกครอง ตอบแบบสอบถามและรวบรวมส่งผู้วิจัย จำนวน 350 ฉบับ ได้รับกลับคืนมาทั้งสิ้น
350 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100.00
การวิเคราะห์ข้อมูล
นำแบบสอบถามที่รวบรวมได้มาทั้งหมดมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS/PC+
เพื่อหาค่าดังนี้
1. หาค่าร้อยละในการวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
2. หาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของ
ผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
3. หาค่าทดสอบทางสถิติทีเพื่อเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัด
การศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามระดับการศึกษา
และรายได้รวมของครอบครัว
69
สรุปผลการวิจัย
ตอนที่ 1 ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาล
เอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
1. ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร ด้านบุคลากร มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็น
รายข้อพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการครูมีบุคลิกภาพที่ดีเป็นแบบอย่างของนักเรียนอยู่ในระดับ
สูงสุด รองลงมา ได้แก่ ครูรักและเอาใจใส่นักเรียนทั้งในและนอกเวลาและครูมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
กับนักเรียนและผู้ปกครอง
2. ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร ด้านการจัดสภาพแวดล้อม มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และ
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการสื่อการเรียนมีความเหมาะสมกับพัฒนาการ
ของเด็กอยู่ในระดับสูงสด รองลงมาได้แก่ สื่อมีความปลอดภัยและทันสมัย และห้องเรียนมี
การระบายอากาศแสงสว่างเพียงพอ
3. ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร ด้านการจัดประสบการณ์ มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับมาก
และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการจัดประสบการณ์ให้เด็กมีความพร้อมที่
จะเรียนต่อในชั้นประถมศึกษาอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาได้แก่ มุ่งพัฒนาเด็กให้ช่วยเหลือตนเอง
ได้ และ ฝึกเด็กให้สามารถเล่นกับเพื่อนและช่วยเหลือเพื่อน ๆ ได้
4. ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร ด้านการส่งเสริมสุขภาพอานามัย มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองมีต้องการจัดให้มีการประกันอุบัติเหตุสำหรับนักเรียน
ทุกคน เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาได้แก่ จัดน้ำดื่ม
และภาชนะรองรับที่สะอาด มีปริมาณเพียงพอ และมีการฝึกสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร
5. ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง มีความต้องการโดยรวม
อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการมีส่วนร่วมรับรู้
และแก้ปัญหาของนักเรียนอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาได้แก่ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของโรงเรียน
70
ให้ผู้ปกครองและชุมชนและจัดกิจกรรมแสดงผลงานความสามารถของนักเรียนให้ผู้ปกครองและ
ชุมชนได้รับทราบอยู่เสมอ
6. ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขต
ธนบุรี กรุงเทพมหานคร ด้านการพัฒนาการของเด็ก มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับมาก
และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการฝึกให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้
เหมาะสมกับวัยอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาได้แก่ ฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง
และฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัยในตนเอง
ตอนที่ 2 เปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำแนกตามระดับการศึกษาและรายได้รวม
ของครอบครัว
ความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร ที่มีระดับการศึกษาและรายได้รวมของครอบครัวที่แตกต่างกัน มีความต้องการจัด
การศึกษาแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญที่ระดับ .05
การอภิปรายผล
การศึกษาความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาล
เอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
1. ผู้ปกครองนักเรียนมีความต้องการต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขต
ธนบุรี กรุงเทพมหานคร ด้านบุคลากร ด้านการจัดประสบการณ์ ด้านส่งเสริมสุขภาพอนามัยและ
ด้านการพัฒนาการของเด็กอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ เพราะความมุ่งหมายในการจัดการศึกษาชั้น
อนุบาลเป็นการให้ความรู้พื้นฐานแก่เด็กในด้านสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ สังคม เพื่อเตรียมเด็ก
ให้พร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา หรืออาจกล่าวว่าเป็นการพัฒนาเด็กทั้งตัว นอกจาก
นี้ เด็กยังเรียนรู้โดยอาศัยแบบอย่างจากครู ทั้งกาย วาจา และน้ำเสียง ตลอดจนปฏิสัมพันธ์กับ
เพื่อนและสิ่งแวดล้อมรอบตัว (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2541 : 53)
สอดคล้องกับ (สุดารัตน์ แซ่ซี, 2542 : 56) ที่ศึกษาความคาดหวังของผู้ปกครองเกี่ยวกับการจัด
การศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตลาดพร้าว พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่คาดหวังในเรื่อง
การจัดการเรียนการสอน มุ่งพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา
71
เพื่อศึกษาต่อในระดับชั้นประถมศึกษา และครูอนุบาลต้องเป็นผู้ทำให้เด็กเกิดความรักและไว้วางใจ
มากที่สุด จึงทำให้ผู้ปกครองมีความต้องการด้านบุคลากร ด้านการจัดประสบการณ์ ด้านส่งเสริม
สุขภาพอนามัย และด้านการพัฒนาการของเด็กในระดับมาก ส่วนด้านการจัดในสภาพแวดล้อม
และความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองนั้น ให้ความสำคัญในระดับรอง ลงมา
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า
1.1 ด้านบุคลากร พบว่าความต้องการของผู้ปกครองโดยรวมอยู่ในระดับมาก
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าผู้ปกครองมีความต้องการครูมีบุคลิกภาพที่ดีเป็นแบบอย่างของ
นักเรียนอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาคือ ครูรักและเอาใจใส่นักเรียนทั้งในและนอกเวลา และครูมี
มนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนและผู้ปกครอง ทั้งนี้เพราะโรงเรียนอนุบาลเอกชนมีนโยบายสำคัญ
ในการให้ครูปฏิบัติตนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน เพราะการเรียนรู้ในระดับอนุบาล
ส่วนใหญ่จะเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง การที่ครูมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน
และผู้ปกครองรักและเอาใจใส่นักเรียนและผู้ปกครอง นับเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กได้ สอดคล้องกับ
ศุภร วัฒนพฤกษา (2538 : 92) ที่ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียน วัฒนพฤกษา
แผนกอนุบาล พบว่าการดูแลเอาใจใส่ตลอดจนการใช้คำพูดและการปฏิบัติของครูอยู่ในเกณฑ์ดี
และผู้ปกครองต้องการครูมีคุณธรรม มีประสบการณ์หรือจบทางด้านอนุบาลโดยเฉพาะ และชุลีพร
อนะมาน (2539 : 93) ได้ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองที่ส่งเด็ก เข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน
จังหวัดสิงห์บุรี พบว่า ผู้ปกครองต้องการครูที่สอนนักเรียนอนุบาล มีการแต่งกายสะอาดเรียบร้อย
มากที่สุด
1.2 ด้านจัดสภาพแวดล้อม พบว่าความต้องการของผู้ปกครองโดยรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการสื่อการเรียนการสอนที่มีความ
เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กในระดับสูงสุด รองลงมาคือ สื่อมีความปลอดภัยและทันสมัย และ
ห้องเรียนมีการระบายอากาศและแสงสว่างที่เพียงพอ ทั้งนี้เพราะสื่อการสอนจะสามารถสร้าง
ความรู้ความเข้าใจให้กับผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว และควรจัดห้องเรียนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้
เกิดบรรยากาศการเรียนรู้แก่นักเรียน และการจัดห้องเรียนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีทำให้เกิด
บรรยากาศการเรียนรู้แก่นักเรียนทั้งนี้เพราะสื่อการเรียนการสอนจะสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจ
ให้กับผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว และการจัดห้องเรียนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้เกิดบรรยากาศ
การเรียนรู้แก่นักเรียน ทั้งผู้ปกครองย่อมเกิดความพึงพอใจด้วย สอดคล้องกับ การ์เซีย (Garcia,
1986) ได้ศึกษาเพื่อเสนอความคิดเห็นในการวางแผนการจัดหลักสูตรสำหรับเด็กอนุบาลเปอร์
72
โตริกัน พบว่าครูควรมีอุปกรณ์การสอนที่เหมาะสมกับความเข้าใจของเด็ก และ วาม ดุลยากร
(2540 : 201)ได้ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลต่อการจัดการเรียน
การสอนที่พึงประสงค  : กรณีศึกษาโรงเรียนบรรจงรัตน  จังหวัดลพบุร ี พบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่
ต้องการให้โรงเรียนจัดสภาพห้องเรียนมีแสงสว่างเพียงพอ การถ่ายเทอากาศดี มีลมพัดผ่านและ
มีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้
1.3 ด้านการจัดประสบการณ์ พบว่าความต้องการของผู้ปกครองโดยรวมอยู่ในระดับ
มาก เพื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าผู้ปกครองมีความต้องการให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนต่อในชั้น
ประถมศึกษาอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาคือ มุ่งพัฒนาเด็กให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และ
ฝึกให้เด็กสามารถเล่นกับเพื่อนและช่วยเหลือเพื่อนได้ ทั้งนี้เพราะการจัดแนวประสบการณ์สำหรับ
เด็กอนุบาล ถือเป็นหัวใจหลักในการจัดการศึกษาให้กับเด็ก เป็นการตอบสนองต่อความต้องการ
พื้นฐานของเด็ก และเป็นการเตรียมความพร้อมในการจะศึกษาต่อระดับประถมศึกษา สอดคล้อง
กับ สุมาลี มีพงษ์ (2538 : 84) ได้ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้า โรงเรียน
อนุบาลเอกชนที่มีชั้นประถมศึกษา เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร พบว่าผู้ปกครองจะเลือก
โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอน มุ่งเน้นเตรียมความพร้อมด้านพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย
อารมณ์ สังคมสติปัญญา เพื่อเตรียมความพร้อมไปประถมศึกษาปีที่ 1 ต่อไป ซึ่งเป็นไปตาม
หลักการอนุบาลศึกษาที่ว่า การจัดการอนุบาลศึกษาเป็นการเตรียมความพร้อมทุก ๆ ด้าน ตลอดจน
สามารถใช้ภาษาสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี จะทำให้เด็กมีความสุขในการปรับตัว เข้ากับกลุ่มเพื่อน
1.4 ด้านส่งเสริมสุขภาพอนามัย พบว่าความต้องการของผู้ปกครองโดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่าผู้ปกครองมีความต้องการประกันอุบัติเหตุสำหรับนักเรียน
เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาคือ จัดน้ำดื่มและ
ภาชนะรองรับที่สะอาด มีปริมาณเพียงพอ และมีการฝึกสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร ทั้งนี้
เพราะการดูแลความปลอดภัยและการจัดบริการที่ถูกสุขลักษณะเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โรงเรียนอนุบาลที่
มีคุณภาพ ต้องมุ่งป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และเตรียมการสำหรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
ตลอดจน ให้การศึกษากับเด็กในการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งสำคัญ
คือเด็กต้องได้รับอาหารที่เพียงพอ ซึ่งอาหารต้องถูกจัดเตรียมในที่ที่สะอาด ภาชนะที่ใช้ต้องไม่เป็น
อันตรายสอดคล้องกับ วรสิทธิ์ สฤษดิ์อภิรักษ์ (2542 : 69) ได้ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครอง
ที่มีต่อการจัดการศึกษาในระดับอนุบาลของโรงเรียนเอกชน ในเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
พบว่าผู้ปกครองต้องการให้มีการประกันอุบัติเหตุให้นักเรียน และมีบุคลากรเอาใจใส่ต่อนักเรียน
73
และสอดคล้องกับ สายชน หมวกเหล็ก (2542 : 78) ที่ได้ศึกษาปัจจัย ที่มีผลต่อการตัดสินใจของ
ผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดสระบุรี พบว่าผู้ปกครอง
พอใจในด้านบริการของทางโรงเรียน โดยมีมาตรการในการดูแลความปลอดภัยให้เด็ก จัดน้ำดื่ม
อาหารเสริมและอาหารกลางวันที่สะอาดถูกหลักโภชนาการให้เด็ก ซึ่งอาหารที่มีประโยชน์ มีสาร
อาหารครบทั้ง 5 หมู่ ย่อมมีผลต่อสุขภาพของเด็ก อันส่งผลต่อ คุณภาพทางการศึกษา
1.5 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง พบว่าความต้องการของผู้ปก
ครองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองมีความต้องการ
มีส่วนรับรู้และแก้ปัญหาของนักเรียนอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาคือ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของ
โรงเรียนให้ผู้ปกครองและชุมชนทราบ และควรจัดกิจกรรมแสดงผลงานความสามารถของนักเรียน
ให้ผู้ปกครองและชุมชนได้รับทราบอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน
กับผู้ปกครอง ทำให้การจัดการศึกษาในระดับอนุบาลประสบความสำเร็จ และเป็นความพึงพอใจ
ของผู้ปกครอง เนื่องจากเด็กมีความผูกพันและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว โรงเรียนจึงควรให้
ผู้ปกครองมีส่วนร่วมรับรู้และแก้ปัญหาของนักเรียน พร้อมแสดงผลงานนักเรียนเพื่อรายงาน
ความก้าวหน้า ความสำเร็จของนักเรียนต่อสาธารณชน สอดคล้องกับ วิชชุลดา งามปลอด
(2540 : 93) ได้ศึกษาความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน
จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่าผู้ปกครองคาดหวังให้ครูมีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก กรณีที่
เด็กมีปัญหาด้านการเรียน ครูควรเชิญผู้ปกครองมาพบเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือนักเรียน และ
โรงเรยี นควรเปดิ โอกาสใหช้ มุ ชนเขา้ รว่ มกจิ กรรมของนกั เรยี น ส่วน วรสทิ ธ ์ิ สฤษดิ์อภิรักษ 
(2542 : 69) ได้ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาในระดับอนุบาลโรงเรียน
เอกชน ในเขตบางกอกน้อย พบว่าผู้ปกครองมีความคิดเห็นว่าควรจัดให้มีการประชุมและให้
ผู้ปกครองมาเยี่ยมโรงเรียนมากขึ้น และสุดารัตน์ แซ่ซี (2542 : 56) ได้ศึกษาความคิดเห็นของ
ผู้ปกครองเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตลาดพร้าว พบว่าครูต้องแจ้ง
ข่าวสารให้ผู้ปกครองทราบอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
1.6 ด้านการพัฒนาการของเด็ก พบว่าความต้องการของผู้ปกครองโดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ปกครองต้องการฝึกเด็กให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้
เหมาะสมกับวัยอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง
และฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัยในตัวเอง ทั้งนี้เพราะพัฒนาการเป็นความสามารถของบุคคล
ในการกระทำสิ่งต่าง ๆได้มากขึ้นและดีขึ้นตามช่วงวัยของชีวิต ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจและช่วยให้
74
นักเรียนได้มีความพร้อมและพัฒนาการได้ตามวัยและวุฒิภาวะอย่างเหมาะสม ครูจะต้องบันทึกและ
รวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็ก เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ที่เหมาะสมกับเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ถึงขั้นสูงสุด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2531 : 7) กล่าวว่าการให้เด็กรู้จักช่วยตัวเองในเรื่อง
ต่าง ๆ จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านดีขึ้น ซึ่งทำให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งอื่น ๆ ต่อไป
ได้ดีด้วย สอดคล้องกับ ชุลีพร อนุมาน (2539 : 70)ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองที่ส่งเด็กเข้า
เรียนในโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดสระบุรี พบว่า ผู้ปกครองเห็นว่าครูควรฝึกให้นักเรียนอยู่ใน
ระเบียบวินัย รู้จักรับผิดชอบต่อการเรียน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนระดับสูงต่อไป
และสอดคล้องกับ สุมาลี มีพงษ์ (2538 : 84) พบว่า ครูควรฝึกให้เด็กมีความกล้าแสดงออก
สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว สามารถช่วยเหลือตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีระเบียบวินัยและ
รู้จักรับผิดชอบตนเอง
2. เปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชน
ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามระดับการศึกษาและรายได้รวมของครอบครัว
พบว่าผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาและรายได้แตกต่างกัน มีความต้องการต่อการจัดการศึกษาของ
โรงเรียนอนุบาลเอกชนไม่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับ ดวงใจ ตระกูลช่าง (2538 : 86) ซึ่งทำ
การศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการจัดบริการนักเรียนของโรงเรียนอนุบาลแย้มสะอาด
พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนที่มีวุฒิการศึกษาและระดับรายได้ของครอบครัวต่างกัน
มีความพึงพอใจต่อการจัดบริการนักเรียนไม่แตกต่างกันและ วรสิทธิ์ สฤษดิ์อภิรักษ์
(2541 : 69) และ วาม ดุลยากร (2540 : 201) ซึ่งศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อ
การจัดการศึกษาในระดับอนุบาลของโรงเรียนเอกชนในเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และ
โรงเรียนอนุบาลบรรจงรัตน์ จังหวัดลพบุรี มีความเห็นที่ไม่แตกต่างกัน คือ ผู้ปกครองต้องการ
โรงเรียนจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้เด็กมีคุณธรรมจริยธรรม มีการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนา
ทางร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา เน้นการอ่านออกเขียนได้ เน้นวิชาการเพื่อเตรียมเข้าเรียน
ต่อในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ด้านบุคลากรต้องการครูที่จบเอกอนุบาล ด้านอาคารสถานที่ ต้องการ
ให้มีห้องเรียนที่มีแสงสว่างที่เพียงพอ อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีสนามเด็กเล่นกลางแจ้งที่เพียงพอ
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองต้องการ ให้มีการประชุมผู้ปกครองและให้
ผู้ปกครองมาเยี่ยมโรงเรียนให้มากขึ้น ซึ่งไม่แตกต่างกัน
75
ข้อเสนอแนะ
ผู้วิจัยขอเสนอแนะจากผลการวิจัย ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัด
การศึกษาอนุบาล และการวิจัยครั้งต่อไป
1. ข้อเสนอแนะสำหรับโรงเรียน
1.1 โรงเรียนควรพิจารณาคัดเลือกครูที่มีคุณลักษณะรักและให้ความอบอุ่นแก่เด็ก
ยิ้มแย้ม แจ่มใส สุภาพ ให้ความเป็นกันเองและเอาใจใส่ตลอดเวลา
1.2 โรงเรียนควรจัดห้องเรียนให้มีบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้และคัดเลือกสื่อที่
ปลอดภัย ทันสมัย เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก
1.3 โรงเรียนควรจัดการเรียนการสอนตามแนวการจัดประสบการณ์ของการจัดอนุบาล
ศึกษา โดยจัดเตรียมความพร้อมของนักเรียนให้มีพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย
อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
1.4 โรงเรียนควรจัดอาหารและน้ำที่สะอาด มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมทั้งฝึกฝน
สุขนิสัยในการรับประทานอาหารให้กับเด็ก และจัดให้มีการประกันอุบัติเหตุเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
ของผู้ปกครองเมื่อเด็กประสบภัย
1.5 โรงเรียนควรจัดให้มีการติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง เพื่อทราบการดำเนินงานของ
โรงเรียนและพัฒนาการของนักเรียน
2. ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงาน
หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดูแลการจัดการศึกษาในระดับก่อนประถมศึกษา
สามารถนำผลการวิจัยที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย วางแผนการพัฒนาการศึกษา
ในระดับนี้ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อไป
3. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
3.1 ควรศึกษาเปรียบเทียบความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนอนุบาลเอกชน กับสังกัดอื่น ๆ
3.2 ควรศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาของโรงเรียน
อนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
บรรณานุกรม
กชกร เบ้าสุวรรณ. ความพึงพอใจของครูต่อพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพ.
วิทยานิพนธ ์ ศษ.ม. กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2543.
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. รายงานวิจัยวิเคราะห์แนวทางการจัดการศึกษาระดับอนุบาล.
กรุงเทพมหานคร : 2534. (อัดสำเนา)
_______. หลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพร้าว. 2540 .
กรองแก้ว อยู่สุข. ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของอาจารย์ในวิทยาลัยเทคนิคอาชีวะศึกษา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ ค.ม. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2535.
กระทรวงศึกษาธิการ. หลักการจัดอนุบาลศึกษา. การบริหารโรงเรียน. น 18. กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพศ์ รเี มอื งการพิมพ. 2533 .
_______. เกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ. 2537 ระดับก่อนประถมศึกษา.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. 2536.
กองวางแผน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. แนวการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา.
กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. 2536 .
กิติมา ปรีดีดิลก. การบริหารและการนิเทศการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร : อักษราการพิมพ์
. 2532.
จันทวรรณ เทวรักษ์. เรียนกับเล่นเป็นฉันใด. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เจริญผล. 2526 .
จารุวรรณ พุฑฒิบัณฑิต. การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : แสงศิลป์การพิมพ์, 2538.
ชุลีพร อนะมาน. ความคิดเห็นของผู้ปกครองที่ส่งเด็กเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลเอกชนจังหวัด
สระบรุ ี. วิทยานิพนธ  ศษ.ม. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2539.
เชาวรัตน์ โทณผลิน. ปัจจัยที่ผู้ปกครองนักเรียนตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียน
อนุบาลเอกชน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2539.
ธีรศักดิ์ กลิ่นดี. การศึกษาความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู-อาจารย์ โรงเรียนมัธยมศึกษา
จังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ ค.ม. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2540.
น้อมฤดี จงพยุหะ. คู่มือการศึกษาวิชาพัฒนาการเด็ก. กรุงเทพมหานคร : ศึกษาสมพงษ์. 2518 .
77
บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร : สุวิริยสาส์น, 2535.
บุญเสริม พูลสงวน. การจัดสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงเรียนและชุมชน. กรุงเทพมหานคร :
น่ำกังการพิมพ์, 2530.
เบญจา แสงมะลิ. สื่อเพื่อจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย. เอกสารการสอนวิชาสื่อการสอน
ระดับปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัดยูไนเต็ดโปรดักชั่น. 2527.
ประดินันท์ อุปรมัย และ อรสา กุมารีปุกหุต. พฤติกรรมการสอนปฐมวัยศึกษา. ในเอกสาร
การสอนชุดวิชาคุณลักษณะและพฤติกรรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย
สาขาศึกษาศาสตร์ หน่วยที่ 8. น. 158. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2524 .
ปราณี ศรีใส. ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนสายสามัญศึกษา
กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ค.ม. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2524.
ปรียาพร วงศ์อนุตโรจน์. การบริหารวิชาการ. กรุงเทพมหานคร : สหมิตรออฟเซท, 2535.
พรรณี ชูทัยเจนจิต. จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์การพิมพ์, 2529.
พะยอม อิงคตานุวัฒน์. จิตวิทยาเด็ก. กรุงเทพมหานคร : โครงการตำราศิริราช. 2521.
พัชรี สวนแก้ว. การแนะแนวผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์
ดวงกมลจำกัด. 2536.
พัฒนา ชัยพงษ์. “การอนุบาลศึกษา สอนอะไร สอนอย่างไร”, รักลูก 5 (กรกฎาคม 2532) :
112 – 114 .
ไพศาล วรรณะ. ความพึงพอใจของบุคลากรในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา
ต่อสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดหนองคาย. วิทยานิพนธ์ ค.ม. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,
2540.
มาลี บะวงษ์. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานของอาจารย์โรงเรียนสาธิต สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย.
วิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2534.
เยาวพา เดชะคุปต์. การจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : บริษัท สำนักพิมพ์
แม็ค จำกัด, 2528.
วรสิทธิ สฤษดิ์อภิรักษ์. ความคิดเห็นของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาระดับอนุบาลของ
โรงเรียนเอกชนในเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
กรุงเทพมหนคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2542 .
78
ราศี ทองสวัสดิ์. การจัดตารางกิจกรรมประจำวัน, เข้าใจเด็กก่อนวัยเรียน. กรุงเทพมหานคร :
ชมรมไทย – อิสราเอล. 2523.
วาม ดุลยากร. ความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเอกชนระดับอนุบาลต่อการ
จัดการเรียนการสอนที่พึงประสงค์ : กรณีศึกษาโรงเรียนบรรจงรัตน์ จังหวัดลพบุรี.
กรงุ เทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ปริญญาโทมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. 2540.
วศิน ปาลเดชพงศ์. การศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อโรงเรียนอนุบาลเอกชน :
กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลก้องหล้า กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2539.
วิชชุดา งามปลอด. ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชน
จังหวัดสุราษฎร์ธาน.ี กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์ปริญญมหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2540.
ศุภร วัฒนพฤษา. ความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนวัฒนพฤกษา แผนกอนุบาล
ต่อการจดั การเรยี นการสอนทพี่ งึ ประสงค. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2538.
สมพงษ์ เกษมสิน. หลักการบริหาร. กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, 2521.
สุดารัตน์ แซ่ซี. ความคาดหวังของผู้ปกครองเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาล
เอกชนในเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2542
สายชน หมวกเหล็ก. ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียน
ในโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดสระบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2542.
สุมาลี มีพงษ์. ความคิดเห็นของผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่มี
ชั้นประถมศึกษา เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2538.
สุรางค์ โค้วตระกูล.จิตวิทยาการศึกษา.กรุงเทพมหานคร : สำนักงานพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
2533. .
79
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. การจัดตั้งงบประมาณตามเกณฑ์มาตรฐาน
โรงเรียนประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2538. ก.
_______. การจัดตั้งงบประมาณตามเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์คุรุสภา, 2538. ก.
_______. คู่มือการใช้เกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา,
2538. ข.
_______. แผนพัฒนาการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา : ทศวรรษที่ 2 ของอนุบาลชนบท
(พ.ศ. 2539 – 2548). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, 2538. ค.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน. สถิติการศึกษาเอกชน ปีการศึกษา 2543 .
โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว . กรุงเทพมหานคร : 2544.
_______. พัฒนาการของเด็กระดับก่อนประถมศึกษา . น. 4 – 16, 19 – 25. ชุดอบรม
บุคลากรระดับก่อนประถมศึกษา หน่วยที่ 1. กรุงเทพมหานคร : บริษัทรุ่งศิลป์การพิมพ์.
2531 ก .
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. ผลงานการวิจัยการจัดศูนย์เด็ก่อนวัยเรียน
ในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เจริญผล. 2522 .
_______. แบบประเมินมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเอกชน ชั้นอนุบาล. เอกสารชุดการรับรอง
คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา เล่มที่ 2. โครงการรับรอง
คุณภาพการศึกษาเอกชน โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กรุงเทพมหานคร : 2536.
โสภิตอนงค์ บุญช่วย. สภาพการจัดการเรียนการสอนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเอกชน
กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร: วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต,
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2530.
อารมณ์ สุวรรณปาล. การบริหารงานบริการในสถานศึกษาปฐมวัย. ในแนวการศึกษาชุดวิชาการ
บริหารสถานศึกษาปฐมวัย หน่วยที่ 9 – 15 . น.211 – 262.นนทบุรี : โรงพิมพ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2537.
Berton, Perrin Minnie, Kindergarten : Your Child ’s Bigstep. New York : E.P. Dutton, 1959.
Garcia, C.R. Theoretical Background to Curriculum Design for Parlo Richn Kindergarten
Students . Dissertation Abstracts International. 24 (June 1986) :3593 – A. 1986.
Good, C.V. Dictionary of Education. New York : McGraw-Hill Book Company, 1973.
80
Hammond, Sarah Lou., et al , Good School For Young Children. New York :
Macmillan, 1963.
Harrison, F.E. The Managerial Decision-making Process. (4d ed.). Boston : Houghton
Mifflin Company. 1981.
Hoy and Miskel. Hoy, W.K. and C.C. Miskel. Educational Administration : Theory, Research
and Practice, 2nd ed. New york : Radom House, 1997.
Katz, L.G. What is Basic for Young Children Curriculum Planning : A New Approach.
New York : Allyn and Bacon, Inc. 1987.
Krejcie, Rober V. and Daryle W. Morgan. Determining Sample Size for Research Activities.
Journal Education and Psychology Measurement. 1970.
Petronio, Maureen Allenberg. Kindergarten Shopping : Parents’ Response to a Controlled
School Choice Plan (School Choice), Dissertation Abstracts International.
56 (6) : 2107 ; December, 1995. (DAO CD-ROM. AAC 9534623)
Shull, F.A.; Delberg, A.L. and L.L. Cumming. 1970. Organizational Decision Making .
New York : McGraw-Hill.
Simon, H.A. The New Science of Management Decision. New Jersey : Prentic Hall. 1977.
Stoner, J.A.F. Management. New Jersey : Prentic Hall. 1987.
Whitaker, Barbara Ingram. Citizen Participation in Educational Decision Making in an
Urban School District as perceived by Parents and Administrators , Dissertation
Abstracts International. 38(6) : 5-A ; May, 1978.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
แบบสอบถามเพื่อการวิจัย
แบบสอบถาม
เรื่อง
ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษา
โรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
------------------------
คำชี้แจง : แบบสอบถามฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อสอบถามความต้องการของผู้ปกครองนักเรียน
ที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชน แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ตอน
ดังนี้
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ปกครอง
ตอนที่ 2 เป็นการสอบถามความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษา
ของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
ขอความกรุณาท่านผู้ปกครองนักเรียนตอบแบบสอบถามตามความเป็นจริงมากที่สุด
ข้อมูลทุกอย่าง จะนำมาใช้ประโยชน์เพื่องานวิจัยเพื่อพัฒนาโรงเรียนตามความต้องการของ
ผู้ปกครองเท่านั้น เมื่อตอบแบบสอบถามแล้วกรุณาส่งคืนครูประจำชั้น
ขอขอบพระคุณอย่างสูงที่ให้ความร่วมมือ
นางสาวอิสรานุช กิจสมใจ
ครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลวรรณบูรณ์ศึกษา
ผู้วิจัย
84
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ปกครอง
คำชี้แจง
โปรดทำเครื่องหมาย ใน ( ) หน้าข้อความเกี่ยวกับตัวท่านตามความจริง
1. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง
2. อายุ ( ) ต่ำกว่า 20 ปี ( ) 21 - 30 ปี
( ) 31 - 40 ปี ( ) 40 ปีขึ้นไป
3. การศึกษาชั้นสูงสุด
( ) ต่ำกว่าปริญญาตร ี
( ) ปริญญาตรีขึ้นไป
4. อาชีพ
( ) รับจ้าง ( ) กิจการส่วนตัว
( ) รับราชการ ( ) พนักงานรัฐวิสาหกิจ
5. รายได้รวมของครอบครัวต่อเดือนโดยประมาณ
( ) ไม่เกิน 20,000 บาท
( ) มากกว่า 20,000 บาท
85
ตอนที่ 2 ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาโรงเรียนอนุบาลเอกชน
ในเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
คำชี้แจง
โปรดอ่านข้อความอย่างละเอียดแล้วพิจารณาว่า ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัด
การศึกษาอยู่ในระดับใด แล้วทำเครื่องหมาย ลงใน (……) ให้ตรงกับคำตอบที่ต้องการที่ให้
เกณฑ์การพิจารณาดังนี้
1 หมายถึง ระดับความต้องการของผู้ปกครองอยู่ในระดับน้อยที่สุด
2 หมายถึง ระดับความต้องการของผู้ปกครองอยู่ในระดับน้อย
3 หมายถึง ระดับความต้องการของผู้ปกครองอยู่ในระดับปานกลาง
4 หมายถึง ระดับความต้องการของผู้ปกครองอยู่ในระดับมาก
5 หมายถึง ระดับความต้องการของผู้ปกครองอยู่ในระดับมากที่สุด
ตัวอย่างการตอบแบบสอบถาม
ระดับความต้องการ
ขอ้ ที่ การดาํ เนนิ งาน ของผปู้ กครอง
5 4 3 2 1
1.
ด้านบุคลากร
ครูต้องเป็นผู้มีกิริยามารยาทเรียบร้อย
ด้านการจัดประสบการณ์
1. จัดกิจกรรมมุ่งเน้นให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้
86
ข้อคำถามความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนอนุบาลเอกชน
ในเขตธนบุรี
ระดับความต้องการ
ขอ้ ที่ การดาํ เนนิ งาน ของผปู้ กครอง
5 4 3 2 1
1.
1. ด้านบุคลากร
ครูรักและเอาใจใส่นักเรียนทั้งในและนอกเวลา
2. จำนวนครูเหมาะสมกับจำนวนนักเรียนแต่ละห้อง
3. ครูมีวุฒิและประสบการณ์ในการสอนนักเรียนอนุบาล
โดยตรง
4. ครูมีความสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่น่าสนใจ
เหมาะสมกับวัยของนักเรียน
5. ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของนักเรียน
แต่ละวัย
6. ครูและพี่เลี้ยงเด็กที่มีความสุภาพ อ่อนโยน และมี
บุคลิกเหมาะกับการสอนนักเรียนอนุบาล
7. ครูมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน
8. ครูใฝ่ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และมีความคิดก้าวหน้าทันสมัย
9. ครูให้ความเสมอภาคกับนักเรียนทุกคน
10. ครูมีบุคลิกภาพที่ดีเป็นแบบอย่างของนักเรียน
1.
2. ด้านสภาพแวดล้อมและสื่อการเรียนการสอน
บรรยากาศสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเหมาะสมกับนักเรียน
2. ห้องเรียนมีการระบายอากาศและแสงสว่างเพียงพอ
3. มีสนามให้นักเรียนเล่นออกกำลังกายกลางแจ้ง
4. ห้องน้ำ สุขภัณฑ์ เหมาะสมกับนักเรียน
5. โต๊ะ เก้าอี้ เหมาะสมกับนักเรียนและมีความปลอดภัย
87
ระดับความต้องการ
ขอ้ ที่ การดาํ เนนิ งาน ของผปู้ กครอง
5 4 3 2 1
6. สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก
7. สื่อที่ใช้ส่งเสริมกระบวนกาคิดและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
8. ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักบำรุงรักษาสื่อการเรียนการสอน
9 สื่อเป็นของจริงที่สามารถสัมผัสได้มากที่สุด
10 สื่อมีความปลอดภัยและทันสมัย
1.
3. ด้านการจัดประสบการณ์
มุ่งพัฒนาเด็กให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น การแต่งกาย
การรับประทานอาหาร การเข้าห้องน้ำ
2. จัดประสบการณ์ให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนต่อ
ชั้นประถมศึกษา
3. ฝึกให้เด็กสามารถเล่นกับเพื่อนได้และได้ช่วยเหลือเพื่อน ๆ
4. จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรักและสนใจหนังสือ
5. จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมศิลปะ เช่น การวาดภาพ
6. จัดกิจกรรมส่งเสริม กีฬา ดนตรี นาฎศิลป์และการแสดง
7. จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการพูด
8. การแข่งขันทักษะด้านต่าง ๆ
9. จัดกิจกรรมที่เน้นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็ก
10. จัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้
1.
4. ด้านการจัดบริการ
จัดบริการรถรับส่งนักเรียนซึ่งมีสภาพปลอดภัยและมีอุปกรณ์
ประจำรถครบครัน
2. จัดให้มีการประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กทุกคน เพื่อความ
ปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน
3. บริการรับฝากเลี้ยงนักเรียนหลังเลิกเรียนและระหว่าง
ปิดภาคเรียน
88
ระดับความต้องการ
ขอ้ ที่ การดาํ เนนิ งาน ของผปู้ กครอง
5 4 3 2 1
4. มีการฝึกสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร เช่น ล้างมือ
ก่อนรับประทานอาหาร เป็นต้น
5. จัดบริการอาหารเสริม และอาหารกลางวันที่สะอาดตามหลัก
โภชนาการและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของ
นักเรียน
6. จัดน้ำดื่มและภาชนะรองรับที่สะอาดและมีปริมาณเพียงพอ
7. จัดห้องพยาบาลและมีครูพยาบาลที่ดีสำหรับบริการนักเรียน
8. จัดให้มีบริการสุขภาพ เช่น บริการตรวจสุขภาพ การบันทึก
สุขภาพ ยาประจำบ้าน เป็นต้น
9. จัดครูเวรดูแลความปลอดภัยนักเรียนในโรงเรียนอย่างทั่วถึง
10. อาคารเรียนและอาคารต่าง ๆ แข็งแรง มั่นคงปลอดภัยมีการ
ปรับปรุง ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ
1.
5. ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง
มีคณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู
2. ปฐมนิเทศผู้ปกครองนักเรียนเข้าใหม่
3. ประชุมผู้ปกครองเพื่อรายงานการดำเนินงานของโรงเรียน
4. ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของโรงเรียนให้ผู้ปกครอง
และชุมชนทราบ
5. ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน
6. จัดกิจกรรมเผยแพร่ผลงานความสามารถของนักเรียน
ให้ผู้ปกครองและชุมชนได้รับทราบอยู่เสมอ
7. ดำเนินโครงการเพื่อนบ้านนักเรียนทุกคน
8. เข้าร่วมกิจกรรมและให้บริการต่าง ๆ แก่ชุมชน
9. ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมรับรู้และแก้ปัญหาของนักเรียน
10. ประชุมเครือข่ายผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาการจัด
การเรียนการสอน
89
ระดับความต้องการ
ขอ้ ที่ การดาํ เนนิ งาน ของผปู้ กครอง
5 4 3 2 1
1.
6. การพัฒนาการของเด็ก
ฝึกให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
2. ฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง
3. ฝึกรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
4. ปลูกฝังนิสัยในการรักการอ่าน
5. ฝึกให้เด็กสามารถใช้อวัยวะ เช่น แขน ขา ได้คล่องแคล่ว
ว่องไว
6. ฝึกให้เด็กสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย
7. ฝึกให้เด็กมีสามารถมีระเบียบวินัยในตนเอง และมีความ
รับผิดชอบ
8. ฝึกให้เด็กสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
9. ฝึกให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี
10. ฝึกให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี
********************
ภาคผนวก ข
รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ
รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ
1. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.รัตนา ศิริพานิช
คณะครุศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขวัญฟ้า รังสิยานนท์
คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต
3. นายอารย์ ปาลเดชพงษ์
ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า
4. นางวีณา สุนทรรัตน์
ผู้อำนวยการโรงเรียนราชบพิธ เขตพระนคร
5. นางจิดาภา เหมะธุลิน
อาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดขุนจันทร์ เขตธนบุรี
ภาคผนวก ง
ประวัติผู้วิจัย
ประวัติผู้วิจัย
ชื่อ-สกุล : นางสาวอิสรานุช กิจสมใจ
วันเดือนปีเกิด : 14 พฤษภาคม 2514
สถานที่เกิด : โรงพยาบาล ศิริราช กรุงเทพมหานคร
ประวัติการศึกษา : พ.ศ. 2528 จบมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนราชินี
พ.ศ. 2531 จบมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนศึกษานารี
พ.ศ. 2535 จบครุศาสตรบัณฑิต (คบ.) สถาบันราชภัฏสวนดุสิต
ปัจจุบัน : ครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลวรรณบูรณ์ศึกษา เขตธนบุรี
กรุงเทพมหานคร

ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน (ตอนที่ 1)
ความต้องการของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน (ตอนที่ 2)