วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

การพัฒนาสารบนเว็บหน่วยงานราชการ



บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ในปัจจุบันสภาพสังคมเมืองมีความสลับซับซ้อน และความหนาแน่นของประชากร และ
ชุมชนเมืองมากยิ่งขึ้น ทำให้การบริการของรัฐไม่ทั่วถึง ประชาชนไม่มีความรู้ในเรื่องการให้บริการ
ของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ การประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานนั้นๆ ไม่ทั่วถึง บุคคลทั่วไป
ไม่ทราบว่าจะหาข้อมูลได้จากที่ใด และหน่วยงานนั้นให้บริการอะไรบ้าง การจะติดต่อกับหน่วยงาน
ของรัฐเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และต้องใช้เวลาในการทำงาน จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในการที่จะ
ต้องไปติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ ถ้าสามารถทราบล่วงหน้าว่า จะต้องไปติดต่อกับหน่วยงานใด
ต้องเตรียมตัวอย่างไร เอกสารใดควรนำไป และสามารถติดต่อได้ในวันเวลาใด จะทำให้สามารถ
ประหยัดทั้งเวลา และสามารถเตรียมพร้อมได้อย่างถูกต้อง
ในปัจจุบันได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
ในรูปแบบของการจัดทำเว็บไซต์ (Website) เพื่อให้บริการประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
ใช้ในการประชาสัมพันธ์ และให้ข้อมูลข่าวสารกับบุคคลทั่วไป แต่ยังมีความยุ่งยากในการเข้าใช้
บริการผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet) เช่น กรณีของชื่อเว็บไซต์ ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ อาจจะ ไม่
เป็นที่รู้จักของผู้ใช้บริการ ทำให้เสียเวลาในการค้นหานาน จึงทำให้เกิดความคิดในการนำ
เทคโนโลยีของอินเตอร์เน็ตเข้ามาใช้งานให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยการรวบรวมข้อมูลส่วนใหญ่
ที่ประชาชนต้องการทราบจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้แก่ การประปานครหลวง การไฟฟ้านคร
หลวง และ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในเขตกรุงเทพมหานครไว้ด้วยกัน เพื่อ
ความสะดวกของผู้ใช้งาน ในการได้รับทราบข่าวประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของรัฐ และ
สามารถสืบค้นข้อมูลที่ต้องการทราบได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหาข้อมูล
หลายแหล่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อม และทำความเข้าใจก่อนการไปใช้บริการกับ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อเป็นข้อมูลให้กับระชาชนในเบื้องต้น สำหรับการติดต่อกับ
หน่วยงานของรัฐ
1.2 วัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการ
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในการจัดทำโครงงานการพัฒนาระบบเว็บไซต์ ได้จัดทำขึ้นมาโดยอาศัยทฤษฎีเกี่ยวกับ
ระบบฐานข้อมูลและการเขียนโปรแกรมควบคุมการใช้งานฐานข้อมูล โดยมีรายละเอียดของทฤษฎี
ที่เกี่ยวข้องโดยแบ่งออกเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้
1.1 ระบบสืบค้นข้อมูล (Search Engine)
1.2 การออกแบบเว็บ (Web Design)
1.3 ระบบฐานข้อมูลและการออกแบบ
1.4 ภาษา ASP
1.5 สถิติที่เกี่ยวข้อง
1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1 ระบบสืบค้นข้อมูล (Search Engine)
ระบบสืบค้นข้อมูล (Search Engine) หมายถึง ระบบซอฟต์แวร์ที่ให้บริการค้นหาเอกสาร
ที่มีระบบการทำงานโดยใช้โปรแกรมที่เรียกว่า Spider หรือ Robot ท่องไปในเว็บเพจ (Webpage)
เพื่ออ่านข้อมูลและจัดเก็บเว็บเพจ ที่พบเข้าสู่ฐานข้อมูล สามารถแบ่งเครื่องมือช่วยค้นหา
แบ่งออกเป็น 3 ประเภท (Sullivan, 1996) ดังนี้
2.1.1 เสิร์จเอ็นจิน (Search Engine) เป็นระบบซอฟต์แวร์ที่มีโปรแกรมโรบอต (Robot)
ซึ่งบางครั้งเรียกว่า สไปเดอร์ (Spider) หรือ ครอว์เลอร์ (Crawler) ทำหน้าที่เดินทางไปยัง
เว็บไซต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต และอ่านเว็บเพจจากไซต์เหล่านั้น เพื่อนำมาสร้างดัชนีรายการ
ของเว็บเพจโดยอัตโนมัติ การทำดัชนีรายการเว็บเพจด้วยเสิร์จเอ็นจิน จะสามารถสร้างดัชนีของ
เว็บเพจได้เป็นจำนวนที่มากและรวดเร็ว ถ้าหากเว็บเพจที่ถูกทำดัชนีแล้วเกิดมีการเปลี่ยนแปลง
เสิร์จเอ็นจินจะนำเว็บเพจที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น มาสร้างดัชนีใหม่ซึ่งการสร้างดัชนีใหม่นี้
อาจส่งผลต่อการจัดลำดับของเว็บเพจนั้น ตัวอย่างเสิร์จเอ็นจินที่มีอยู่ในปัจจุบันเช่น Hotbot,
AltaVista เป็นต้น เสิร์จเอ็นจินสามารถแบ่งองค์ประกอบต่างๆ (Sanguanpong, 1998) ตามหน้า
ที่การทำงานได้ 3 ส่วน ดังต่อไปนี้
2.1.1.1 โรบอต หรือ สไปเดอร์ หรือ ครอว์เลอร์ ทำหน้าที่เดินทางไปยัง
เว็บไซต์ต่างๆ เพื่อสะสมไฟล์เอชทีเอ็มแอล (HTML) ของเว็บเพจ แล้วติดตามลิงค์จากเว็บเพจนั้น
ไปยังเว็บเพจอื่นๆ ภายหลังจากที่โรบอตได้อ่านเว็บเพจใดๆ แล้ว โรบอตจะกลับไปยังเว็บไซต์
ที่เคยสำรวจแล้ว เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงตามเวลาที่กำหนด
บทที่ 3
ขั้นตอนและวิธีดำเนินงาน
วิธีการดำเนินงานของการพัฒนาโครงงาน ได้ดำเนินการตามขั้นตอน 6 ขั้นตอน คือ
1.1 การวิเคราะห์ และออกแบบระบบ
1.2 การพัฒนาระบบ
1.3 การทดสอบระบบ
1.4 การประเมินผลระบบ
1.5 สถิติที่ใช้ในการวิจัย
1.6 การทดสอบสมมติฐาน
3.1 การวิเคราะห์ และออกแบบระบบ
หลักการทำงานของระบบจะใช้งานผ่านเทคโนโลยี Web Based Application เพราะเป็นเทคโนโลยีที่
สามารถใช้งานได้ไม่จำกัดสถานที่ (World Wide) โดยผู้ใช้งานจะเชื่อมต่อเข้ามาสู่ระบบได้ โดยผ่านทาง
HTTP Protocol เข้ามาสู่ Webserver ได้เลย สำหรับผู้ดูแลระบบ ก็สามารถบริหารจัดการระบบผ่าน
เทคโนโลยี Web Based Application เช่นกัน ดังภาพที่ 3-1
ภาพที่ 3-1 รูปแบบของระบบที่นำมาใช้งาน
บทที่ 4
ผลการดำเนินงาน
จากการดำเนินงานการพัฒนาระบบ ผลการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
4.1 ผลที่ได้จากการพัฒนาระบบ
ระบบที่พัฒนาขึ้นมาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนหลัก คือ
4.1.1 ส่วนของผู้ใช้งานระบบ
4.1.1.1 ระบบสามารถแสดงข้อมูลของระบบทั้งหมด ออกมาในหน้าจอเดียว
โดยมีการแบ่งหมวดหมู่ที่ชัดเจน ดังภาพที่ 4-1
ภาพที่ 4-1 หน้าจอแรกของผู้ใช้งาน
บทที่ 5
สรุปผลของโครงงานและข้อเสนอแนะ
การพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการ เป็นระบบสำหรับการรวบรวมเอาเว็บไซต์และ
ข่าวสารต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาไว้ในหน้าจอเดียว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยอำนวย
ความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ ให้สามารถทราบข้อมูลข่าวสารต่างๆ
ก่อนที่จะไปติดต่อกับหน่วยงานราชการ อีกทั้งยังสามารถค้นหาข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวก
และรวดเร็วยิ่งขึ้น
ดังนั้นการพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการ จึงได้นำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้
ในการจัดทำฐานข้อมูลสำหรับการจัดเก็บข้อมูล ข่าวสารของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการ มีความสามารถดังต่อไปนี้
1. สามารถเพิ่ม แก้ไข และลบ ข้อมูลเว็บของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
2. สามารถเพิ่ม แก้ไข และลบ ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
3. สามารถเพิ่ม แก้ไข และลบ ข้อมูลกระดานข่าวได้
4. สามารถค้นหาข้อมูลเว็บ และข่าวสารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
5.1 อภิปรายผล
จากผลการทดสอบการพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการ โดยกลุ่มผู้ใช้งานและ
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนทั้งสิ้น 19 คน สรุปได้ว่าการพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการ มีประสิทธิ
ภาพอยู่ในระดับดี สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่าย
สามารถตอบสนองต่อการนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นระบบการพัฒนาเว็บ
หน่วยงานราชการ จึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสารนิพนธ์ฉบับนี้
5.2 ปัญหาและแนวทางการแก้ไข
เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนของข้อมูลที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เมื่อมีจำนวนของข้อมูลมากขึ้น ควรใช้ภาษา
ASP ร่วมกับคำสั่ง SQL ในการตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เกิด ความซ้ำซ้อนกันของข้อมูลที่จะ
เกิดขึ้น
2
1.3 ขอบเขตของการวิจัย
รวบรวมข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ ในการให้บริการประชาชนของหน่วยงาน ดังนี้
1.3.1 การประปาภายในเขตกรุงเทพมหานคร ข่าวประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน และ
การให้บริการต่างๆ
1.3.2 การไฟฟ้าภายในเขตกรุงเทพมหานคร ข่าวประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน และ
การให้บริการต่างๆ
1.3.3 บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ภายในเขตกรุงเทพมหานคร
ข่าวประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน และการให้บริการต่างๆ
1.4 เครื่องมือที่ใช้พัฒนา
1.4.1 ด้านฮาร์ดแวร์
1.4.1.1 เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ Pentium IV 2.4 GHz พร้อมอุปกรณ์ครบชุด
1.4.2 ด้านซอฟต์แวร์
1.4.2.1 ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 2000 หรือสูงกว่า
1.4.2.2 ระบบจัดการฐานข้อมูล MS Access 2000 หรือสูงกว่า
1.4.2.3 โปรแกรมพัฒนาโปรแกรมภาษา ASP
1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.5.1 ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
1.5.2 ผู้ใช้งานสามารถรับข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ในหน้าจอเดียว
1.5.3 ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการค้นหาข้อมูล
1.5.4 ผู้ใช้งานสามารถสืบค้นข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
4
2.1.1.2 อินเด็กเซอร์ (Indexer, Catalog) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่สร้างดัชนีค้นหาจาก
ไฟล์เอชทีเอ็มแอลที่โรบอตหามา เว็บเพจใดๆ จะสามารถสืบค้นได้จากเสิร์จเอ็นจินก็ต่อเมื่อเว็บ
เพจนั้นผ่านการทำดัชนีมาแล้วเท่านั้น ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงกับเว็บเพจจะต้องแก้ไขข้อมูล
ดัชนีใหม่
2.1.1.3 โปรแกรมค้นหา (เสิร์จเอ็นจินซอฟต์แวร์) เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่
รับคำศัพท์ที่ต้องการค้าหาผ่านทางซีจีไอ (CGI ; Common Gateway Interface) เพื่อหาเว็บเพจ
ที่ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหาในฐานข้อมูล เสิร์จเอ็นจินแต่ละตัวจะมีวิธีจัดเรียงลำดับผลลัพธ์
แตกต่างกันออกไป
2.1.2 ไดเรกทอรี (Directory) แตกต่างจากเสิร์จเอ็นจินตรงที่ไดเรกทอรีถูกจัดการโดย
บุคคล เว็บไซต์ใดที่ต้องการมีรายชื่อในไดเรกทอรีต้องติดต่อผู้ดูแลไดเรกทอรี เพื่อให้ผู้ดูแลได
เรกทอรีจำแนกประเภทของเว็บเพจนั้นๆ ให้อยู่ในประเภทที่เหมาะสม เนื่องจากไดเรกทอรีถูก
จัดเป็นหมวดหมู่ การค้นหาเว็บเพจด้วยไดเรกทอรี จึงให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการมาก
กว่า เสิร์จเอ็นจิน แต่ปริมาณเอกสารของไดเรกทอรีส่วนใหญ่จะมีปริมาณน้อยกว่าของเสิร์จ
เอ็นจิน ทั้งนี้เพราะดัชนีของไดเรกทอรีถูกจัดการโดยบุคคล ทำให้การปรับปรุงข้อมูลช้ากว่า
การใช้ระบบอัตโนมัติ หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเว็บเพจที่ได้รับการจัดลำดับแล้ว การ
เปลี่ยนแปลงนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อลำดับเดิมที่ได้รับการจัดไว้ ตัวอย่างไดเรกทอรีที่มีอยู่ใน
ปัจจุบัน เช่น Yahoo
2.1.3 ไฮบริดเสิร์จเอ็นจิน (Hybrid Search Engine) เป็นเสิร์จเอ็นจินที่มีการผสมผสาน
การทำงานของเสิร์จเอ็นจินและไดเรกทอรีเข้าด้วยกัน มีข้อดีของทั้งเสิร์จเอ็นจินและไดเรกทอรี
รวมอยู่ด้วยกัน
2.2 การออกแบบเว็บ (Web Design)
2.2.1 หลักการออกแบบเว็บ
2.2.1.1 กำหนดกลุ่มเป้าหมาย หมายถึงการออกแบบเว็บเพจ (Web Page)
ควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามายังเว็บ (Web) เพื่อสามารถ
ออกแบบได้อย่างเหมาะสม สำหรับกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนาโปรแกรมคลังข้อสอบ
กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูและนักเรียน ซึ่งต้องการความถูกต้องและรวดเร็วในการใช้งาน ดังนั้น
การออกแบบเว็บเพจจึงเน้นที่ความถูกต้องแม่นยำ ความสะดวกสบาย และความรวดเร็ว
ในการโหลด (Load) มายังหน้าเว็บเพจ
2.2.1.2 ความเร็วในการโหลดเว็บ ผู้เข้าชมไม่ควรใช้เวลานานเกินสมควรในการรอ
ให้โหลดเว็บเพจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าแรกของการโหลด ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเร็ว
ได้แก่ ขนาดของรูป จำนวนรูปภาพที่ใช้ และปริมาณของตัวอักษร โดยขนาดของรูปที่ควรใช้
ควรจะมีขนาดไม่เกิน 20-30 กิโลไบต์ต่อรูป ประเภทของรูปควรเป็น .gif หรือ .jpg หากขนาด
5
ของภาพใหญ่เกินไปควรแบ่งให้เล็กลง ดังนั้นเพื่อความเร็วในการโหลดเว็บเพจผู้พัฒนาจึงใช้รูป
และกราฟิกจำนวนน้อยและมีขนาดไฟล์ที่เล็ก ซึ่งใช้เฉพาะที่เมนูและส่วนหัวของโปแกรมเท่านั้น
2.2.1.3 ความง่ายในการค้นหาข้อมูล ควรที่จะง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยปัจจัยหลักนั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเว็บเพจ ตั้งแต่ขั้นตอนที่มีการจัดโครงสร้างและ
จัดกลุ่มข้อมูลผู้พัฒนาได้นำเฟรม (Frame) เข้ามาใช้ในส่วนของการสร้างเว็บเพจ โดยแบ่งเป็น
ส่วนของเมนูและส่วนเนื้อหา เพื่อให้ง่ายต่อผู้ใช้ในการเข้าถึงข้อมูล
2.2.1.4 ตัวอักษร ฉากหลัง และสี ถ้าต้องการกำหนดประเภทตัวอักษรควรใช้
ที่เป็นสากลนิยม เช่น ภาษาอังกฤษควรใช้ฟอนต์ (Font) เอเรียล (Arial) ภาษาไทยควรใช้
เอ็มเอสซานเซรีฟ (MS Sans Serif) หรือตัวอักษรยูพีซี (UPC) อื่นๆ สำหรับฉากหลังไม่ควรใช้
ฉากหลักที่เด่นเกินตัวอักษร เพราะจะทำให้อ่านยากและทำให้เนื้อหาไม่น่าสนใจ ผู้พัฒนา
เลือกใช้ตัวอักษรที่กำหนดไว้แล้ว และกำหนดขนาดตัวอักษรและสีในทุกๆ หน้าเว็บเพจเหมือนกัน
2.2.1.5 ใช้งานได้ไม่จำกัด การทำเว็บควรทำให้สามารถใช้ได้ทุกเวอร์ชัน (Version)
ของซอฟต์แวร์ (Software) สำหรับระบบเว็บท่านั้นสามารถใช้งานได้ใน Internet Explorer และ
Netscape Communicator
2.2.1.6 ออกแบบเว็บให้เป็นมิตรกับผู้ใช้ โดยแสดงข้อความแนะนำการใช้
ในทุกเว็บเพจเพื่อความใช้ง่าย
2.2.1.7 ในหนึ่งหน้าเว็บเพจไม่ควรมีข้อมูลยาวเกิน 30 หน้าจอ เพื่อประโยชน์
ในการโหลดข้อมูลได้เร็ว ผู้พัฒนาจึงแบ่งการแสดงข้อมูลเว็บเพจออกเป็นหน้า โดยจะแสดง
หน้าละ 20 รายการ
2.2.1.8 การจัดข้อมูลเท็กซ์ควรจะจัดเป็นคอลัมน์ไม่เกิน 500 พิกเซล (Pixel)
ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน และไม่ทำให้เกิดความน่าเบื่อ
2.2.1.9 ไม่ควรใช้วิธีทำลิงค์ (Link) ข้อมูลเป็นแบบช่วงๆ ในหน้าเดียวเพราะจะทำ
ให้เสียเวลาในการโหลดข้อมูล
2.2.1.10 ควรออกแบบเว็บเพจให้ง่ายต่อการบำรุงรักษา และควรจะดูแลแก้ไขข้อมูล
อยู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมประจำ
2.2.1.11 สร้างความเป็นมาตรฐานเดียวกันตลอดทั้งเว็บไซต์ โดยได้นำองค์ประกอบ
ที่ได้สร้างไว้ไปใช้กับทุกๆ หน้า ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันตลอดทั้งเว็บไซต์ เพื่อเป็นเอกลักษณ์
ให้ผู้ใช้สามารถจำได้และทำให้ผู้ใช้รู้สึกคุ้นเคย
2.2.1.12 การสร้างเนวิเกชันบาร์โดยใช้ระบบเฟรม เป็นอีกวิธีที่ทำให้ผู้ใช้เข้าถึง
เนวิเกชันบาร์ได้ง่าย และสม่ำเสมอ คุณสมบัติของเฟรมจะทำให้สามารถแสดงเว็บหลายๆ หน้า
ไว้ในหน้าต่างบราวเซอร์เดียวกันโดยที่แต่ละหน้ายังเป็นอิสระต่อกัน การลิงค์จากเฟรมที่เป็น
เนวิเกชันบาร์จะปรากฏคงที่เสมอ ในขณะที่ผู้ใช้เลื่อนดูข้อมูลใดๆ ก็ตามในอีกเฟรมหนึ่ง
6
ดังนั้นผู้พัฒนาจึงได้ใช้เฟรม เพื่อจะทำให้ผู้ใช้เข้าถึงระบบเนวิเกชันได้ตลอดเวลา และยังคง
ความสม่ำเสมอทั่วทั้งเว็บไซต์
2.2.1.13 ควรจัดแต่งหน้าเว็บให้เป็นระเบียบเรียบง่าย เนื้อหาในหน้าเว็บจำเป็น
ต้องอยู่ในรูปแบบที่ดูง่าย แยกเป็นสัดส่วน และดูไม่แน่นจนเกินไป ทำให้ภาพรวมไม่แน่น
จนเกินไป และจัดวางหัวข้อและเนื้อเรื่องอย่างเป็นระบบและชัดเจน
2.2.1.14 สร้างส่วนท้ายของหน้า เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาและเว็บไซต์
และวิธีติดต่อกับผู้ดูแลเว็บไซต์
2.2.1.15 ใช้ตารางสำหรับจัดหน้า ทั้งนี้เพื่อให้การจัดตำแหน่งต่างๆ เช่น รูป ตัว
อักษร หรือกราฟิกของหน้าเว็บง่าย สะดวก และเป็นระเบียบ
2.2.1.16 ใช้กราฟิกเข้ามาช่วยตกแต่งหน้าเว็บให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยผู้พัฒนา
ได้ใช้ Photoshop เข้ามาช่วยในการตกแต่งภาพในส่วนหัวของเว็บ
2.2.2 การวางโครงสร้างเว็บเพจ
2.2.2.1 จัดวางโครงสร้างเว็บไซต์ให้ชัดเจน หมายถึง จัดโครงสร้างเว็บเพจ
โดยแยกไฟล์ไว้เป็นกลุ่มหรือไดเร็กทอรีอย่างเป็นหมวดหมู่ ซึ่งจะสะดวกในการแก้ไขเว็บเพจ
2.2.2.2 การจัดวางรูปควรใช้ตารางหรือคำสั่งตารางเป็นตัวเลือก เพื่อความสะดวก
ในการปรับแก้ข้อมูลและรูปภาพที่มีขนาด หรือความยาวไม่เท่ากัน
2.2.2.3 รูปภาพควรแยกไดเร็กทอรีต่างหาก และตั้งชื่อไฟล์ให้ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร
ที่เป็นหมวดหมู่เดียวกัน ซึ่งทำให้การเรียงและค้นหาได้อย่างรวดเร็ว
2.2.2.4 หากมีการปรับเปลี่ยนไดเร็กทอรีบ่อยครั้ง หรือมีโครงสร้างที่ไม่แน่นอน
ให้ทำการเรียกเชื่อมไฟล์ต่างๆ แบบ URL หรือ http:// เพื่อตัดปัญหาการแก้ไขที่ระบบต่อเนื่องกัน
ใช้การวางโครงสร้างแบบเป็นเฟรมแยกส่วนของข้อมูล และเมนูออกจากกันทำให้แก้ไขง่าย
ในไฟล์เดียว
2.2.2.5 พยายามใช้แบ็คกราวด์พื้นสีเดียวหรือขาวอย่างเดียว เพราะทำให้ง่าย
ต่อการกำหนดฟอนต์และสีพื้นของรูปภาพ
2.2.2.6 การปรับสีฟอนต์พยายามให้ใช้คำสั่งกำหนดเป็น
เพื่อกำหนดชนิดของฟอนต์
2.2.2.7 ใช้คำสั่งในระบบของ Style Sheet ที่กำหนดรูปแบบได้จากจุดต้นไฟล์
ของ HTML และใช้ร่วมกันได้
2.2.2.8 ใช้ระบบ Web Database ช่วยซี่งสามารถสร้างไฟล์ HTML ได้หลาย
รูปแบบด้วย ASP/CGI โดยอัปเดตบนฐานข้อมูล หรือแก้ไขโครงสร้างบน ASP/CGI เพียงแห่ง
เดียวเท่านั้น
7
2.3 ระบบฐานข้อมูลและการออกแบบ
ระบบฐานข้อมูล (Database System) หมายถึง โครงสร้างสารสนเทศที่ประกอบไปด้วย
รายละเอียดของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันที่จะนำมาใช้ในระบบต่างๆ ร่วมกัน
ระบบฐานข้อมูลจึงนับว่าเป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้ใช้สามารถจัดการกับ
ข้อมูลในลักษณะต่างๆ ทั้งการเพิ่ม การแก้ไข การลบ ตลอดจนการเรียกดูข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่
จะเป็นการประยุกต์นำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการจัดการฐานข้อมูล (ธาริน, 2543 :
24)
2.3.1 นิยามและคำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล
บิต (Bit) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด
ไบต์ (Byte) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำบิตมารวมกันเป็นตัวอักขระ
(Character)
เขตข้อมูล (Field) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัว
ขึ้นไปมารวมกันแล้วได้ความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ชื่อ ที่อยู่ เป็นต้น
ระเบียน (Record) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการเอาเขตข้อมูลหลายๆ เขตข้อมูล
มารวมกัน เพื่อเกิดเป็นข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ข้อมูลของนักศึกษา 1 ระเบียน (1 คน)
จะประกอบด้วย รหัสประจำตัวนักศึกษา 1 เขตข้อมูล ที่อยู่ 1 เขตข้อมูล
แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลหลายๆ ระเบียน
ที่เป็นเรื่องเดียวกันมารวมกัน เช่น แฟ้มข้อมูลนักศึกษา แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลพนักงาน
2.3.2 ความสัมพันธ์ (Relationship)
ฐานข้อมูลจะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลหลายๆ แฟ้มข้อมูล ซึ่งมีการเก็บข้อมูลที่ต่างกัน
จึงต้องมีการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่างๆ
2.3.2.1 ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-One Relationship) เป็น
ความสัมพันธ์ที่มีระเบียนเพียง 1 ระเบียน ในเอนทิตี้ (Entity) A และ B ที่มีความสัมพันธ์
1 ระเบียน
ภาพที่ 2-1 ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
A1
A2
A3
B1
B2
B3
B4
1 : 1
8
2.3.2.2 ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-Many Relationship)
เป็นความสัมพันธ์ที่มีระเบียนหนึ่งระเบียนในเอนทิตี้ A ที่มีความสัมพันธ์หลายระเบียนในเอนทิตี้ B
1 : N
ภาพที่ 2-2 ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม
2.3.2.3 ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-Many Relationship)
เป็นความสัมพันธ์ที่มีระเบียนในเอนทิตี้ A และ B ที่มีความสัมพันธ์หลายระเบียน
N : M
ภาพที่ 2-3 ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม
2.3.2.4 ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อหนึ่ง (Many-to-One
Relationship) เป็นความสัมพันธ์ที่มีระเบียนหนึ่งระเบียนในเอนทิตี้ B ที่มีความสัมพันธ์หลาย
ระเบียนในเอนทิตี้ A
A1
A2
A3
B1
B2
B3
B4
A1
A2
A3
B1
B2
B3
B4
9
N : 1
ภาพที่ 2-4 ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อหนึ่ง
2.3.3 ความสำคัญของการประมวลผลแบบระบบฐานข้อมูล
2.3.3.1 สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้ การเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้
หลายๆ ที่ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน (Redundancy) ดังนั้นการนำข้อมูลมารวมเก็บไว้ในฐานข้อมูล
จะช่วยลดปัญหาการเกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้ โดยระบบจัดการฐานข้อมูล (Database
Management System : DBMS) จะช่วยลดความซ้ำซ้อนได้ เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูล
จะทราบได้ตลอดเวลาว่ามีข้อมูลซ้ำซ้อนกันอยู่ที่ใดบ้าง
2.3.3.2 หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้ หากมีการเก็บข้อมูลชนิดเดียวกันไว้
หลายๆ ที่ และมีการปรับปรุงข้อมูลเดียวกันนี้ แต่ปรับปรุงไม่ครบทุกที่ที่มีข้อมูลเก็บอยู่ก็จะทำให้
เกิดปัญหาข้อมูลชนิดเดียวกัน อาจมีค่าไม่เหมือนกันในแต่ละที่ที่เก็บข้อมูลอยู่ จึงก่อให้เกิดความ
ขัดแย้งของข้อมูลขึ้น (Inconsistency)
2.3.3.3 สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน
ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลที่มาจากแฟ้มข้อมูลต่างๆ ก็จะทำได้โดยง่าย
2.3.3.4 สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล บางครั้งพบว่าการจัดเก็บ
ข้อมูลในฐานข้อมูลอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีมีผู้ใช้หลายคนต้องใช้ข้อมูลจาก
ฐานข้อมูลร่วมกัน หากผู้ใช้คนใดคนหนึ่งแก้ไขข้อมูลผิดพลาดก็ทำให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบ
ตามไปด้วย ในระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) จะสามารถใส่กฎเกณฑ์เพื่อควบคุม
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
2.3.3.5 สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้ การเก็บข้อมูล
ร่วมกันไว้ในฐานข้อมูล จะทำให้สามารถกำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้รวมทั้งมาตรฐานต่างๆ
ในการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันได้ ทั้งนี้จะมีผู้ที่คอยบริหารฐานข้อมูลที่เรียกว่า
ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) เป็นผู้กำหนดมาตรฐานต่างๆ
2.3.3.6 สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้ ระบบความปลอดภัย
ในที่นี้เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้มีสิทธิมาใช้ หรือมาเห็นข้อมูลบางอย่างในระบบ ผู้บริหาร
ฐานข้อมูลจะสามารถกำหนดระดับการเรียกใช้ข้อมูล ของผู้ใช้แต่ละคนได้ตามความเหมาะสม
A1
A2
A3
B1
B2
B3
B4
10
2.3.3.7 เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล ในระบบฐานข้อมูลจะมีตัวจัดการฐานข้อมูล
ที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล โปรแกรมต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างข้อมูล
ทุกครั้ง ดังนั้นการแก้ไขข้อมูลในบางครั้ง จึงทำเฉพาะกับโปรแกรมที่เรียกใช้กับข้อมูล
ที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น ส่วนโปรแกรมที่ไม่ได้เรียกใช้ข้อมูลดังกล่าว ก็จะเป็นอิสระจาก
การเปลี่ยนแปลง
2.3.4 ประเภทของฐานข้อมูล
ฐานข้อมูลแบบ Relation Data Model
2.3.4.1 โครงสร้างข้อมูล (Data Structure) โครงสร้างของฐานข้อมูลแบบสัมพันธ์
เป็นการนำเสนอข้อมูลและความสัมพันธ์ ระหว่างข้อมูลในรูปรีเลชัน (Relation) จะถูกเรียก
อีกอย่างหนึ่งว่าตาราง (Table) โครงสร้างของ Relation ประกอบด้วย
ก) แถว (Row) ของข้อมูล (Body) แถวข้อมูล 1 แถว (Body) หมายถึง
ข้อมูล 1 รายการ ซึ่งแต่ละแถวของรีเลชันเรียกว่า “ทัพเพิล (Tupple)” คือ แถวข้อมูลในตาราง
โดยแต่ละแถวของข้อมูลจะประกอบไปด้วยหลายแอตตริบิว (Attribute) หรือคอลัมน์ (Column)
ของข้อมูล จำนวนแถวข้อมูลในตารางเรียกว่า คาร์ดินัลลิตี (Cardinality) และจำนวนแอตตริบิว
ทั้งหมดในตารางเรียกว่า ดีกรี (Degree)
ข) สดมภ์ (Column) แต่ละสดมภ์ของรีเลชัน ได้แก่ คุณลักษณะของ
ข้อมูลในแต่ละแถวซึ่งเรียกว่า แอตตริบิว (Attribute) เช่น ตัวอย่าง รีเลชัน S สำหรับเก็บ
รายละเอียดของซัพพลายเออร์ (Suppliers) ประกอบด้วย รหัส ชื่อ สถานะ และเมือง ซึ่งรีเลชัน
ดังกล่าวจะประกอบไปด้วย 5 ทัพเพิล โดยแต่ละทัพเพิล ประกอบไปด้วย 4 แอตตริบิว
โดยภายในคอลัมน์จะประกอบด้วยโดเมน (Domain) เป็นการกำหนดขอบเขตค่าข้อมูล และ
ชนิดข้อมูลของแต่ละแอตริบิวที่เป็นไปได้ทั้งหมด เช่น จากโดเมนของ #S คือกลุ่มของรหัส
ซัพลายเออร์ทั้งหมด ได้แก่ S1, S2, S3, S4 และ S5 และกำหนดว่าสเตตัส (Status) ของตาราง
S จะต้องมีค่าเป็น 10, 20 และ 30 เท่านั้น หรือ #S จะต้องมีค่าเป็น S1, S2, S3, S4 และ S5
เท่านั้น และซิตี้ (CITY) ของซัพพลายเออร์ทั้งหมดจะต้องเป็น ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ
เป็นต้น
2.3.4.2 การควบคุมความถูกต้องให้กับข้อมูล (Data Integrity)
ก) ทัพเพิลมีข้อมูลไม่ซ้ำกัน เนื่องจากรีเลชันในโครงสร้างข้อมูล
แบบสัมพันธ์อยู่ในรูปแบบของเซตทางคณิตศาสตร์ โดยภายในเซตจะต้องประกอบไปด้วย
สมาชิกที่ไม่ซ้ำกัน ดังนั้น รีเลชัน R ใดๆ ต้องมีแอตตริบิวใดแอตตริบิวหนึ่งที่ทำให้แต่ละทัพเพิล
ในรีเลชันมีข้อมูลไม่ซ้ำกัน เช่น รีเลชันคัสโตเมอร์ (Customer) เป็นรีเลชันที่เก็บประวัติของ
ลูกค้า บัญชีเงินกู้ของธนาคาร และประกอบไปด้วย เลขที่บัตรประชาชน ชื่อ นามสกุล และที่อยู่
ของลูกค้า ซึ่งอาจปรากฎว่ามีข้อมูลลูกค้าที่มีชื่อและนามสกุลซ้ำกัน แต่มีแอตตริบิวเลขที่
บัตรประชาชนไม่ซ้ำกันจึงเป็นสิ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่าลูกค้าทั้งสองคนเป็นคนละคนกัน
11
ข) ทัพเพิลไม่มีลำดับจากบนลงล่าง เนื่องจากรีเลชันในโครงสร้างข้อมูล
แบบสัมพันธ์อยู่ในรูปแบบของเซตทางคณิตศาสตร์ โดยภายในเซตจะต้องประกอบไปด้วย
สมาชิกที่ไม่มีลำดับ
ค) แอตตริบิวไม่มีลำดับจากซ้ายไปขวา เนื่องจากเฮดดิง (Heading)
ของรีเลชันในโครงสร้างข้อมูลแบบสัมพันธ์ อยู่ในรูปแบบของเซต (Set) ทางคณิตศาสตร์
โดยภายในเซตจะต้องประกอบไปด้วยสมาชิกที่ไม่มีลำดับ
ง) ค่าของแอตตริบิวทุกค่าจะต้องเป็นออโตมิคซิตี้ (Automicity) เนื่องจาก
โดเมนมีเฉพาะค่าที่เป็นออโตมิค (Automic) เท่านั้น ดังนั้นทุกแอตตริบิวในแต่ละตำแหน่งของ
ทัพเพิลในรีเลชัน จะมีค่าเพียงค่าเดียวจะไม่มีรายการของข้อมูลในรีเลชัน นั่นคือรีเลชันต้องผ่าน
ขั้นตอนการเพิ่มประสิทธิภาพของข้อมูล (Normalization) ตัวอย่างเช่น รีเลชันต้องผ่านขั้นตอน
การเพิ่มประสิทธิภาพของข้อมูล ค่าของข้อมูลในแต่ละทัพเพิลจะมีลักษณะของรายการข้อมูล
(Repeating Group) หลังจากทำการเพิ่มประสิทธิภาพของข้อมูลในตารางแล้ว ค่าข้อมูลในแต่ละ
ทัพเพิลไม่มีรายการข้อมูลอีก
จ) กำหนดโดเมนให้กับข้อมูล จะมีข้อกำหนดว่าค่าที่กำหนดให้กับข้อมูล
จะต้องเป็นค่าสกาลาร์ (Scalar) นั่นคือจะต้องเป็นค่าข้อมูลที่มีความหมาย และเป็นหน่วย
เล็กที่สุดไม่สามารถแบ่งแยกออกไปได้อีก เช่น เลขที่เงินกู้ 014100001 สามารถแบ่งออกเป็น
รหัสสาขา รหัสปียื่นกู้ และลำดับบัญชีเงินกู้ เป็นต้น หรือที่อยู่ สามารถแบ่งย่อยออกไปเป็น
เลขที่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ฯลฯ ดังนั้น เลขที่เงินกู้ และที่อยู่ ไม่มีค่าเป็นสกาลาร์
เพราะสามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก แต่รหัสซัพพลายเออร์ (S#) มีค่าเป็น S1 ซึ่งแบ่งย่อยอีกไม่ได้
เพราะฉะนั้น S1 มีค่าเป็นสกาลาร์ ค่าข้อมูลที่เก็บในฐานข้อมูลที่มีค่าเป็นสกาลาร์นี้ จะเรียกว่า
มีคุณลักษณะของออโตมิคซิตี้ ข้อมูลที่สามารถนำมากำหนดโดเมนได้ จะต้องเป็นข้อมูลที่อิสระ
จากข้อมูลอื่น
ฉ) ข้อมูลจะต้องเป็นข้อมูลชนิดเดียวกัน เช่น ถ้าข้อมูลของคัลเลอร์
(Color) ในรีเลชัน P มีค่าที่เป็นไปได้คือ “สีฟ้าน้ำทะเล” “สีฟ้าอ่อน” หรือ “สีน้ำตาล” แต่ถ้า
กำหนดค่าของคัลเลอร์ สามารถเป็น 1 สำหรับสีฟ้าน้ำทะเล หรือ 2 สำหรับสีฟ้าอ่อน และ 3
สำหรับสีน้ำตาล โดยค่าข้อมูลของแอตตริบิวคัลเลอร์ สามารถบันทึกค่าข้อมูลได้ทั้งสองแบบแล้ว
ไม่สามารถกำหนดโดเมนได้ เพราะค่าข้อมูลมีชนิดเป็นได้ทั้งสตริง (String) และเลขจำนวนเต็ม
ในเวลา เดียวกันไม่ได้
2.3.4.3 การจัดการข้อมูล
ภาษาฐานข้อมูล (Structured Query Language, SQL) เป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
มีลักษณะคล้ายกับภาษาอังกฤษใช้ในการปฏิบัติงานและควบคุมฐานข้อมูล ในภาษาฐานข้อมูล
จะมีคำสั่งดังนี้ การสร้างตารางสามารถทำด้วยคำสั่งครีเอทเทเบิล (Create Table) คำสั่ง
สอบถามข้อมูลพื้นฐานเป็นการสอบถามข้อมูลหรือคิวรี (Query) คำสั่งการป้อนข้อมูลเพิ่มลงสู่
12
ตารางสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อมูลที่มีอยู่แล้วในตารางได้ด้วยคำสั่งอัพเดท
(Update) นอกจากการแก้ไขข้อมูลด้วยคำสั่งดีลิท (Delete) สามารถสอบถามข้อมูลครั้งหนึ่งจาก
ตารางได้มากกว่าหนึ่งตาราง โดยใช้โครงสร้างของเอสคิวแอล (SQL) ที่เรียกว่าจอยนิ่ง
(Joining) คำสั่งในแอสคิวแอลสามารถกำหนดความปลอดภัยในการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล
ในฐานข้อมูลได้ โดยคำสั่งแกรนท์ (Grant) เป็นการกำหนดสิทธิมอบอำนาจให้สามารถเข้าถึง ข้อ
มูล และสามารถรีโวค (Revoke) เป็นการเรียกสิทธิอำนาจคืนจากการกำหนดสิทธิด้วยคำสั่งแก
รนท์ได้เช่นกัน
ฐานข้อมูลแบบความสัมพันธ์นี้เป็นรูปแบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาภายหลัง และเป็นที่นิยมใช้กัน
สำหรับการออกแบบฐานข้อมูลในปัจจุบัน โปรแกรมสำเร็จทางด้านฐานข้อมูลก็ใช้รูปแบบนี้เช่นกัน
2.3.4.4 ลักษณะเด่นและข้อจำกัดของการจัดการฐานข้อมูลแบบสัมพันธ์
ก) ลักษณะเด่น
1. เหมาะกับงานที่เลือกดูข้อมูลแบบมีเงื่อนไขหลายคีย์ฟิลด์
2. ป้องกันข้อมูลถูกทำลายหรือแก้ไขได้ดี เนื่องจากโครงสร้างแบบสัมพันธ์นี้ผู้ใช้จะไม่
ทราบว่าการเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอย่างแท้จริงเป็นอย่างไร จึงสามารถป้องกันข้อมูลถูกทำลาย
หรือถูกแก้ไขได้ดี
3. การเลือกดูข้อมูลทำได้ง่าย มีความซับซ้อนของข้อมูลระหว่างแฟ้มต่างๆ น้อยมาก
อาจมีการฝึกฝนเพียงเล็กน้อยก็สามารถใช้งานได้
ข) ข้อจำกัด
1. มีการแก้ไขปรับปรุงแฟ้มข้อมูลได้ยาก เพราะผู้ใช้จะไม่ทราบการเก็บข้อมูลในฐานข้อ
มูลอย่างแท้จริงเป็นอย่างไร
2. มีค่าใช้จ่ายของระบบสูงมาก เพราะเมื่อมีการประมวลผล คือ การอ่าน เพิ่มเติม
ปรับปรุง หรือยกเลิกระบบจะต้องทำการสร้างตารางขึ้นมาใหม่ ทั้งที่ในแฟ้มข้อมูลที่แท้จริง
อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ต้องมาปรับแต่งตารางใหม่ให้ผู้ใช้แฟ้มข้อมูลนั้น
ถูกใช้ในรูปของตารางที่ดูง่ายสำหรับผู้ใช้
2.3.5 โปรแกรม Microsoft Access
เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างและออกแบบฐานข้อมูล ในรูปแบบต่างๆ เช่น Table From
Query และอื่นๆ ซึ่งในแต่ละรูปแบบก็ใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกันไป ในที่นี้จะกล่าวถึง
รูปแบบของ Table ซึ่งมีรายละเอียดดังแสดงในหัวข้อต่อไปนี้
2.3.5.1 การจัดเก็บข้อมูลด้วยตารางข้อมูล (Table) เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลแต่ละกลุ่ม
ไว้ในตารางข้อมูลได้มากกว่า 1 ตาราง โดยในระบบฐานข้อมูลอาจมีหลายตาราง ซึ่งตารางข้อมูลจะมีความ
สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบฐานข้อมูลในแต่ละตารางข้อมูลประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
ก) โครงสร้าง เป็นส่วนของโครงสร้างข้อมูลที่จัดเก็บ เช่น มีฟิลด์อะไรบ้าง แต่ละ
ฟิลด์เก็บข้อมูลอะไร เป็นต้น
13
ข) ข้อมูล เป็นส่วนของข้อมูล แสดงอยู่ในรูปของตาราง โดยแต่ละแถวเป็นข้อมูล
1 ชุด แต่ละคอลัมน์เป็นข้อมูลแต่ละส่วน (ซึ่งจะแสดงในตารางต่างๆ ในบทที่ 3)
2.3.5.2 การสร้างตาราง (Table) ในการสร้างตารางจะต้องสร้างไฟล์ฐานข้อมูลขึ้นมา แล้วทำ
การสร้างตารางจากมุมมองการสร้าง (Table Design) ซึ่งจะมีเครื่องมือที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างต่างๆ ของ
ตาราง เช่น การกำหนดคุณสมบัติของฟิลด์ในตาราง กำหนดคีย์หลัก โดยมีลำดับการสร้างดังนี้ เลือกแผ่น
ป้าย Tables เลือกปุ่ม New เลือกปุ่ม New Table เพื่อสร้างตารางข้อมูล (Design New) กำหนดชื่อฟิลด์ใน
ส่วนของ Field Name ยาวไม่เกิน 64 ตัวอักษร เลือกชนิดของข้อมูล ในส่วนของ Data Type กำหนดคีย์หลัก
(Primary Key) ของตาราง สำหรับตารางแต่ละตาราง จะมีข้อกำหนดในการสร้างดังต่อไปนี้
ก) กำหนดเอนทิตี้ทุกตัวในระบบฐานข้อมูล
ข) กำหนดคีย์หลักและแอททริบิวต์ต่างๆ ของเอนทิตี้ ในการออกแบบระบบจริงจำ
เป็นต้องสอบถามเรื่องนี้ให้ละเอียดว่าแอททริบิวต์ใด สามารถเป็นคีย์หลักได้
ค) กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ต่างๆ โดยมีการเรียกข้อมูล ภายในโดย
อาศัยคีย์หลักในแต่ละเอนทิตี้ ซึ่งมีโปรแกรมเป็นตัวตรวจสอบการทำงานในการ เรียกใช้งานข้อมูลภายในเอน
ทิตี้ต่างๆ
ง) ทำการเปลี่ยนเอนทิตี้ที่ใช้ ให้อยู่ในรูปแบบการจัดเก็บแบบตาราง
2.4 ภาษา Active Server Pages (ASP)
แอพพลิเคชัน ASP คือ เท็กซ์ไฟล์ที่บรรจุเอาคำสั่งสคริปต์ต่างๆ ผสมรวมกับเอกสาร HTML ถูกเก็บไว้
ที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ เมื่อมีบราวเซอร์เรียกใช้งาน โปรแกรมจะถูกแปลโดย ASP Interpreter และเอ็กซ์คิวต์ที่เว็บ
เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการเอ็กซ์คิวต์แอพพลิเคชัน ASP จะถูกเก็บให้อยู่ในรูปแบบเอกสาร HTML
หลังจากนั้นจึงจะถูกส่งกลับให้บราวเซอร์ที่เรียกใช้งานแอพพลิเคชัน ASP นั้นๆ (กิตติภูมิ, 2542 : 36) ดังราย
ละเอียดต่อไปนี้
Active Server Pages
Client-side Scripting
เช่น VBScript, JScript
HTML ประกอบด้วย
เท็กซ์ไฟล์
ActiveX Control
Server Side Scripting
เช่น VBScript, Perl, CGI
Server Side Object
Built-in Object ASP
Server Side Component
Com-base Objec ต่างๆ
ภาพที่ 2-5 องค์ประกอบของเทคโนโลยี Active Server Pages
14
2.4.1 การเขียนสคริปต์ในรูปแบบของ Active Server Pages สามารถใช้ได้ทั้ง NotePad เวิร์ด
โพรเซสเซอร์ หรือเครื่องมือพัฒนาแอพพลิเคชันสำหรับอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะ เช่น Visual Interdev
สำหรับสคริปต์ที่ใช้เขียน ASP ได้นั้น ขณะนี้สามารถใช้ได้ 2 ภาษา ได้แก่ VBScript และ JAVAScript
หลักการเขียนสคริปต์สำหรับแอพพลิเคชัน ASP นั้น เป็นเท็กซ์ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .ASP ประกอบไปด้วย
ข้อความ Tag ของ HTML และคำสั่งสคริปต์ การแทรกคำสั่งสคริปต์เข้าไปในแอพพลิเคชัน ASP ต้องใส่ไว้ใน
เครื่องหมาย <% กับ %> ปิดหัวท้ายด้วยสคริปต์ของ ASP ช่วยให้ ASP Interpreter รู้ว่าเป็นสคริปต์ของ
ASP แต่ถ้าต้องการให้ผลลัพธ์ของ การประมวลผลสคริปต์ที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ไปแสดงผลที่บราวเซอร์ของผู้
ใช้ จะต้องปิดหัวท้ายของสคริปต์นั้นด้วย <%= กับ %>แอพพลิเคชัน ASP บางตัวมักเริ่มด้วยการปิดหัวท้าย
สคริปต์ด้วย <%@ กับ %> ซึ่งเรียกว่า Directive เป็นการบอกให้เว็บเซิร์ฟเวอร์ทราบว่าเป็นแอพพลิเคชัน
ASP ออบเจ็กต์ของ Active Server Pages
2.4.2 สร้างแอพพลิเคชัน ASP ด้วยออบเจ็กต์ ข้อเสียของโพรโตคอล HTTP ในการจัดการเอกสารที่
ส่งไปมาระหว่างบราวเซอร์กับเว็บเซิร์ฟเวอร์ การทำงานของ HTTP ทำหน้าที่ติดต่อ และตัดการติดต่อเป็น
ระยะๆ
2.4.3 สร้างและจัดการแอพพลิเคชัน ASP ด้วยออบเจ็กต์ภายใน ASP ออบเจ็กต์ภายใน Active
Server Pages ถูกนำมาใช้ในการสร้าง และจัดการแอพพลิเคชันมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่
2.4.3.1 Application Object เป็นออบเจ็กต์เดี่ยวๆ ที่ทำหน้าที่จัดการ แอพพลิเคชัน ASP แอพ
พลิเคชัน ASP ถูกเรียกใช้โดยการเรียกไฟล์ .ASP มาใช้งาน และอาจเรียกใช้งาน ActiveX Object อื่นๆ ที่เว็บ
เซิร์ฟเวอร์มาช่วยทำงาน Application Object ยังทำหน้าที่ เสมือนกับการแชร์ข้อมูลระหว่างส่วนต่างๆ ของ
แอพพลิเคชัน ASP โดยข้อมูลที่นำมาแชร์ มักเก็บอยู่ใน ตัวแปรที่กำหนดขึ้น พรอพเพอร์ตี้และคอลเล็กชัน
ของ Application Object
การใช้ตัวแปรและอาร์เรย์ใน Application Object สามารถกำหนดตัวแปรให้ใช้งาน Application Object
ด้วยรูปแบบต่อไปนี้
<% Application (ชื่อตัวแปร) %>
จากนั้นกำหนดค่าให้กับตัวแปรโดยไม่ใช้ Dim หรือ ReDim ในการประกาศค่าตัวแปรที่ กำหนดค่า
หน้านั้นอยู่ในระดับ Application
<% Application (“NumberOfUeser”) = 1 Application (“MaximumUser”) = 99 %>
นอกเหนือจากตัวแปร ยังสามารถกำหนดอาร์เรย์เพื่อเก็บค่าตัวแปรเป็นชุดได้ (Array)
<% Dim arCompany (3) ArCompany(1) = “Microsoft”\ ArCompany(2) = “Netscape” ArCompany(3) = “Oracle” 15 Index Index Application(“arTop3”) = arCompany %>
ก) อีเวนต์ของ Application Object ได้แก่
1. OnStart เป็นอีเวนต์ที่เกิดขึ้นเมื่อแอพพลิเคชัน ASP เริ่มต้นใช้งานในเว็บเซิร์ฟเวอร์ ใช้อีเวนต์ใน
การกำหนดค่าเริ่มต้นของตัวแปร พรอพเพอร์ตี้ และคอลเล็กชันของ Application Object
2. OnEnd เป็นอีเวนต์ที่เกิดขึ้นเมื่อแอพพลิเคชัน ASP จบการทำงาน (Shut Down เซิร์ฟเวอร์) หรือ
มีการ Re-Compile ไฟล์ GLOBAL.ASA ใหม่จึงใช้อีเวนต์นี้ในการจัดการ ความเรียบร้อยก่อนปิดใช้งานแอพ
พลิเคชัน เช่น จัดการ Log File เป็นต้น
ข) เมธอดของ Application Object ได้แก่
1. Lock เป็นเมธอดที่ใช้ป้องกัน ไม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนค่าพรอพเพอร์ตี้ของ Application Object ในเวลา
เดียวกัน เช่น อาจใช้ในการล็อกพรอพเพอร์ตี้นั้นไว้ ค่อยทำการเปลี่ยนแปลงค่าโดยผู้บริหารระบบ
2. UnLock เป็นเมธอดที่ทำให้พรอพเพอร์ตี้ของ Application Object กลับสู่สภาพ ที่พร้อมถูก
เปลี่ยนแปลง
<% Application.lock Application(“NumberOfUser”)=1 Application.unlock %>
ค) การใช้งาน Collection ของ Application Object คอลเล็กชัน คือ ออบเจ็กต์
พิเศษที่เก็บค่าข้อมูลชนิดเดียวกันหลายๆ ค่า ซึ่งมองได้ว่ามีความคล้ายคลึงกับอาร์เรย์ ปกติอาร์เรย์มักใช้อิน
เด็กซ์เป็นตัวชี้บ่งถึงข้อมูลแต่ละตัวแต่คอลเล็กชันมักใช้ Key เป็นสิ่งที่แทนอินเด็กซ์ของอาร์เรย์พิเศษนั้น
อาร์เรย์ myArray คอลเล็กชัน myCollection
1 90.2 Fname “หนึ่ง”
2 95.5 LastName “ประสิทธิ์”
3 97.2 NickNam
e
“บอล”
4 98.5 Age “24”
5 99.8 Sex “ชาย”
ภาพที่ 2-6 ความแตกต่างระหว่างคอลเล็กชันกับอาร์เรย์
ใน Application Object มีคอลเล็กชันไว้ใช้งานได้แก่
ค่าของข้อมูลใน Array ค่าของข้อมูลใน Array
16
1. Contents เป็นคอลเล็กชันที่เก็บข้อมูลของตัวแปรที่กำหนดขึ้นภายใน Application
Object ถูกประกาศภายนอก Tag 2. Static Object เป็นคอลเล็กชันที่คล้ายกับ Contents ตัวแปรที่ถูกกำหนดขึ้นต้องถูก ประกาศใน Tag 2.4.3.2 Session Object เข้ามาช่วยลบจุดด้อยของการทำงานแบบ Stateless ของโพรโตคอล HTTP Session Object ช่วยเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับผู้ใช้งาน โดยกำหนด เลขที่ให้กับผู้ใช้งานแต่ละราย และใช้เลขที่ในการติดตามการใช้งานของผู้ใช้รายนั้นๆ การติดตามการใช้งานแอพพลิเคชันของผู้ใช้ Session Object โดยใช้ Cookie ในการ ติดตามการใช้งานของผู้ใช้งานแต่ละราย โดยส่งตัวเลขที่ หรือ ID ที่กำหนดเฉพาะให้กับผู้ใช้งาน แต่ละรายส่งไปกลับระหว่างบราวเซอร์ และเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อคอยติดตามการใช้งานแอพพลิเคชัน ASP นั้น Session Object จะตรวจสอบ HTTP Header ว่าผู้ที่เรียกใช้นั้นมี SessionID หรือ ไม่หาก SessionID ที่มีนั้น ไม่ปรากฏมาก่อนจะกำหนด SessionID ให้ใหม่ ก) พรอพเพอร์ตี้ของ Session Object ได้แก่ 1. SessionID แสดง ID เฉพาะที่ถูกกำหนดให้ผู้ใช้งานแต่ละราย 2. TimeOut เป็นเวลาที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ตัดการติดต่อกับผู้ใช้งาน หากไม่สามารถติดต่อกับ SessionID ที่สร้างขึ้นมาได้ 3. CodePage เป็นการกำหนดแอททริบิวต์ให้กับภาษาที่แสดงผลในแต่ละท้องถิ่น 4. LCID Local Identifier ใช้กำหนดรูปแบบการแสดงผลวันที่ เวลา และหน่วยเงินตรา ในแต่ละท้องถิ่น <%Response.Write (Session(“UserName”)) & “ ” Response.Write (Session.SessionID) & “ ” Response.Write (Session.SessionTimeout) & “ ” Session (“UserName”) = “Ball” SessionTimeOut = 99 SessionLCID = 1036 %> ข) อีเวนต์ของ Session Object ได้แก่ 1. Session_OnStart จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้รายใหม่ทำการเรียกใช้งานแอพพลิเคชัน ASP 2. Session_OnEnd เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้จบการใช้งานแอพพลิเคชัน ASP ค) การใช้ตัวแปรและอาร์เรย์ใน Session Object ในการทำงานกับ Session Object สามารถกำหนดตัวแปรขึ้นมาได้ด้วยรูปแบบ ดังนี้ 17 <% Session (ชื่อตัวแปร) %> ตัวแปรที่สร้างขึ้นมีขอบเขตเฉพาะผู้ใช้แต่ละรายไม่เกี่ยวข้องกัน (อยู่ในระดับ Session) สามารถกำหนดตัวแปรเดียว แต่อาจมีค่าแตกต่างกันในผู้ใช้แต่ละคน ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็น ตัวแปรระดับ Session ว่าเป็นอย่างไร <% Session(“UserName”) = “Ball” Session(“Age”) = 24 Session(“UserName”) = “Bird” Session(“Age”) = 25 %> ส่วนใหญ่ใช้ตัวแปรระดับ Session ในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลดังนี้ Sub Session_OnStart Session(“ConnSrting”) = “DSN” = dcomdb Session(“ConnTimeOut”) = 15 Session(“CommandTimeout”) = 25 Session(“Run-TimeUsrName”) = “ ” Session(“Run-TimeUsrPassWord”) = “ ” End Sub ง) เมธอดของ Session Object ใช้เมธอด Abandon เมื่อต้องการจบ การทำงานร่วมกับ Session ที่ใช้งาน เพราะฉะนั้นคำสั่งใดที่ตามหลังการใช้เมธอด Abandon ไม่ ถูกเอ็กซ์คิวต์ จ) การใช้งาน Collection ใน Session Object มีคอลเล็กชันไว้ใช้งาน ดังนี้ 1. Contents เป็นคอลเล็กชันที่เก็บข้อมูลของตัวแปรที่ถูกกำหนดขึ้นภายใน Session Object ถูกประกาศภายนอก Tag 2. Static Object เป็นคอลเล็กชันที่คล้ายกับ Contents แต่ตัวแปรที่ถูกกำหนดขึ้นต้องถูก ประกาศใน Tag 18 2.4.3.3 Server Object ทำให้การควบคุมและบริหารเว็บเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งทำด้วย การเขียนสคริปต์ในแอพพลิเคชัน ASP ก) เมธอดของ Server Object 1. Create Object เป็นการเรียกใช้ ActiveX Object ขึ้นมาใช้งานโดยอาศัยแนวความคิด ของ COM (Component Object Model) 2. MapPath เป็นการกำหนด Virtual Path เข้ากับพาธที่มีจริง (Physical Path) ในเว็บเซิร์ฟเวอร์ 3. HTMLEncode เป็นการเข้ารหัสของเอกสาร HTML ที่ส่งไปยังบราวเซอร์ เพื่อให้ แสดงตัวอักษรที่เป็นตัวสงวนได้ 4. URLEncode เป็นเทคนิคการเข้ารหัส URL เพื่อสามารถรับส่งข้อมูลระหว่าง เว็บเซิร์ฟเวอร์กับบราวเซอร์ด้วยการต่อท้าย URL ด้วยข้อมูลที่ส่งไปมา ข) พรอพเพอร์ตี้ของ Server Object สำหรับพรอพเพอร์ตี้ของ Server Object มีเพียง ScriptTimeout มักใช้กำหนดเวลา ว่าเซิร์ฟเวอร์ควรต้องประมวลผลนานที่สุด เท่าใด ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการประมวลผลโดยไม่มีที่สิ้นสุด ดังตัวอย่าง <% Server.ScriptTimeout = 45 Dim Cnt Cnt =1 Do While Cnt > 2 Cnt = Cnt + 1 Loop %> 2.4.3.4 Response Object ควบคุมและจัดการการส่งข้อมูลออกไปยังบราวเซอร์ ไม่ว่าเป็นเอกสาร HTML แบบข้อความธรรมดา หรือข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อความ (ภาพ เสียง ฯลฯ) HTML Header และ Cookie ก) Cookie Collection Cookie เป็นข้อมูลที่ช่วยติดตามการใช้งานของ ผู้ใช้แต่ละรายถูกจัดการผ่านคอลเล็กชัน Cookie สำหรับข้อมูลที่เก็บอยู่ใน Cookie สามารถ เก็บได้มากกว่า 1 ค่า และมีแอททริบิวต์สำหรับการจัดการ Cookie อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ Response.cookies (ชื่อ Cookie)[(Key)|. Attribute] = Value เมื่อ Key คือ คีย์ข้อมูลทำให้เก็บค่าไว้ใน Cookie ได้หลายค่า 19 ส่วน Attribute คือ ข้อมูลที่แสดงลักษณะเฉพาะของ Cookie แต่ละตัวใช้ควบคุมการ ทำงานของ Cookie ข) แอททริบิวต์ของ Cookie Collection Cookie แต่ละตัวมีข้อมูลเฉพาะ ที่เรียกว่า Attriubute ถูกนำมาใช้ควบคุมการทำงาน ได้แก่ 1. Expires เป็นการกำหนดวันที่ Cookie นั้นหมดอายุ 2. Domain เป็นการจำกัดว่า Cookie นั้นมาจากโดเมนอะไร 3. Path เป็นพาธที่อยู่ในโดเมน ซึ่ง Cookie นั้นถูกส่งออกไป 4. Secure เป็นการเลือกว่า Cookie ที่ส่งไปยังบราวเซอร์ทำการส่งใน Channel ที่ปลอดภัยหรือไม่ 5. HasKeys เป็นข้อมูลที่บอกว่า Cookie นั้นมีการใช้ Key เพื่อเพิ่มจำนวนค่าที่เก็บใน Cookie หรือไม่ <% Response.Cookie (“myCompany”).Expires = “January 17, 1999” Response.Cookie (“myCompany”).Domain = ced.kmitnb.ac.th If Response.cookies (“myCompany”).Haskeys Then For Each key in Response.Cookies (myCompany) Response.Write(key & “=”) Response.Write(Response.Cookies(“myCompany”)(key))& “ ” Next Else Response.Write (“ไม่มีคีย์สำหรับ Cookie myCompany”) End If %> ค) พรอพเพอร์ตี้ของ Response Object มักใช้พรอพเพอร์ตี้ที่มีในการ กำหนดลักษณะของข้อมูลที่ส่งไปให้บราวเซอร์ ดังนี้ 1. Buffer เป็นการเลือกว่า ต้องการเก็บข้อมูลไว้ก่อนส่งให้กับบราวเซอร์ โดยทำการส่ง ข้อมูลที่สมบูรณ์ไปให้ทีเดียวหรือไม่ (True, False) 2. CacheControl เป็นการกำหนดว่ายอมให้ Proxy Server ว่ามี Cache Output หรือไม่ 3. CharSet เป็นการกำหนดรูปแบบการแสดงผลประเภทข้อความ ที่ต้องการแสดง ที่บราวเซอร์ 4. Expires เป็นการกำหนดเวลา (หน่วยเป็นนาที) ที่เว็บเพจใกล้หมดอายุจาก Cache ของบราวเซอร์ 20 5. Expires Absolute เป็นการระบุวันและเวลาที่ชัดเจนที่เว็บเพจใกล้หมดอายุใน Cache ของบราวเซอร์ 6. IsClientConnected เป็นการเพิ่มความสามารถของ Session Object โดยถามว่า บราวเซอร์ยังเชื่อมต่ออยู่กับเว็บเซิร์ฟเวอร์อยู่หรือไม่ 7. Status เป็นการแสดงสถานะที่เป็นผลลัพธ์ ของการตอบสนองของเว็บเซิร์ฟเวอร์ ต่อการร้องขอข้อมูลจากบราวเซอร์ ถูกนำไปใช้บ่อยๆ ในการบังคับให้ผู้ใช้งานป้อนรหัสผ่าน ก่อนเข้าใช้เว็บเพจ <% Response.Buffer = True Response.CacheControl = False Response.ExpiresAbsolute = #Jan 21, 1999 at 09:45:49# %> ง) เมธอดของ Response Object ใช้ในการส่งข้อมูลต่างๆ จาก เว็บเซิร์ฟเวอร์ไปยังบราวเซอร์ได้แก่ 1. Write เป็นการเขียนสตริงไปยัง HTTP Output โดยไม่ต้องมีการแปลงชนิดของ ตัวอักษร 2. Clear เป็นการลบเอกสาร HTML ที่อยู่ใน Buffer ของเว็บเซิร์ฟเวอร์ 3. End เป็นการนำข้อมูลที่อยู่ใน Buffer ของเว็บเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดส่งให้บราวเซอร์ 4. Flush เป็นการนำข้อมูลใน Buffer ที่มีอยู่ ณ ขณะนั้นของเว็บเซิร์ฟเวอร์ส่งให้ บราวเซอร์ 5. Redirect เป็นเมธอดที่ย้ายบราวเซอร์ไปอ่านข้อมูลยังเว็บเพจอื่น โดยต้องเรียก เมธอดนี้ทำก่อนการส่งข้อมูลใดๆ ไปยังบราวเซอร์ 6. AddHeader เป็นเมธอดที่เขียนสตริงไปยัง HTTP Heade 7. AppendToLog เป็นเมธอดที่เขียนข้อมูลลงที่ Log ของเว็บเซิร์ฟเวอร์ 2.4.3.5 Request Object ทำหน้าที่รับข้อมูล ที่ส่งมาจากบราวเซอร์ มีคอลเลคชัน พรอพเพอร์ตี้ และเมธอด ที่ช่วยจัดการข้อมูลที่ส่งมาจากบราวเซอร์ในรูปต่างๆ ได้ ก) Collection ของ Request Object สำหรับคอลเล็กชันที่มีการใช้งาน ใน Request Object แบ่งตามรูปแบบข้อมูลที่ Request Object ได้รับมา ได้แก่ 1. ClientCertificate เป็นคอลเล็กชันที่ใช้รับข้อมูล เกี่ยวกับสิทธิ์ในการเรียกใช้ แอพพลิเคชัน ASP อย่างถูกต้อง โดยเว็บเซิร์ฟเวอร์ขอข้อมูลจาก Certificate Field จาก บราวเซอร์ ถ้าบราวเซอร์สามารถส่ง Certificate Field ไปให้ได้ แสดงว่ามีสิทธิโดยชอบธรรม ที่ต้องรับ-ส่งข้อมูล ช่วยให้ข้อมูลที่ส่งกลับมายังผู้ใช้มีความปลอดภัยมากขึ้น นอกเหนือจาก การใช้การเข้ารหัสด้วยข้อกำหนด SSL 21 2. Cookie เป็นคอลเล็กชันที่รับ Cookie จากบราวเซอร์ 3. Form เป็นคอลเล็กชันที่รับข้อมูลจาก From ของเอกสาร HTML 4. QueryString เป็นคอลเล็กชันที่แยกส่วนที่เป็น QueryString จาก HTTP Header ออกมาไว้ โดยมักนำข้อมูลจากคอลเล็กชันนี้ไปสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล 5. ServerVariables เป็นคอลเล็กชันที่ใช้ในการเก็บค่าตัวแปรของเว็บเซิร์ฟเวอร์ ตัวแปร ดังกล่าวเก็บสภาวะของเว็บเซิร์ฟเวอร์เอาไว้ ข) พรอพเพอร์ตี้ และเมธอดของ Request Object 1. พรอพเพอร์ตี้ TotalBytes เป็นพรอพเพอร์ตี้ที่ใช้ในการเก็บจำนวนข้อมูลที่บราวเซอร์ ส่งมาให้ว่ามีขนาดเท่าใด (หน่วยเป็นไบต์) 2. เมธอด BinaryRead เป็นเมธอดที่ใช้ในการอ่านข้อมูลไบนารีและมีการรีเทิร์นค่า ออกมาเป็นไบต์ เมื่อรับข้อมูลเสร็จ <% NumByte = Request.TotalBytes Dim binRead binRead = Request.BinaryRead (Request.TotalBytes) %> 2.5 สถิติที่เกี่ยวข้อง 2.5.1 ค่าตัวกลางเลขคณิต (Arithmetic Mean) หรือค่าเฉลี่ย (Mean) (ชูศรี, 2541 : 45) N X X Σ = (2-1) เมื่อ X = ค่าเฉลี่ยรวมของหัวข้อที่ประเมินประสิทธิภาพของระบบ Σ X = ผลรวมของหัวข้อที่ประเมินที่ได้จากผู้ใช้งานแต่ละคน N = จำนวนของผู้ใช้งานที่ประเมินระบบ 2.5.2 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 1 ( )2 − − = Σ N X X SD i (2-2) เมื่อ SD = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน N = จำนวนข้อมูล 22 i X = ข้อมูลแต่ละจำนวน X = คะแนนเฉลี่ย 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยทางด้านการสืบค้นข้อมูล (สิทธิพล, 2545) ในปี ค.ศ. 1998 ได้มีงานวิจัย ที่เสนอ วิธีการจัดเรียงลำดับผลลัพธ์โดยอาศัยลิงก์ งานวิจัยนี้ได้พยายามชี้ให้เห็นปัญหาของการจัดเรียง ผลลัพธ์ของการใช้จำนวนลิงค์ชี้เข้าเพียงอย่างเดียว และได้เสนอแนวทางแก้ไขโดยได้เสนอ วิธีการคำนวณหาค่า Hub และ Authority ค่าทั้งสองค่านี้สามารถคำนวณได้จากสมมติฐาน ที่ว่าเว็บเพจที่มีเนื้อหาที่ตรงกับเรื่องที่ค้นหา ควรที่จะถูกชี้โดยเว็บเพจที่เป็นแหล่งรวมของเรื่อง ที่ค้นหาหลายๆ เว็บเพจ และในทางกลับกัน เว็บเพจที่เป็นแหล่งรวมของเรื่องที่ค้นหาควร จะชี้ไปยังเว็บเพจที่มีเนื้อหาตรงกับเรื่องที่ค้นหาหลายๆ เว็บเพจ จากสมมติฐานดังกล่าวจะ สามารถคำนวณหา Hub และ Authority ได้ ซึ่งค่าที่ได้จะสามารถบอกได้ว่าเว็บเพจได้ตรงกับ เรื่อง ที่ค้นหามากน้อยเพียงใด ในปีเดียวกัน ได้มีงานวิจัย ที่เสนอแนวทางในการจัดลำดับผลลัพธ์ของการค้นหาโดย อาศัยค่า Page Rank ซึ่งค่า Page Rank สามารถคำนวณได้จากการนำเอาความสัมพันธ์ของ ลิงค์ ซึ่งคล้ายกับการนับจำนวนลิงค์ชี้เข้า แต่จะดักว่าตรงที่ค่า Page Rank ของเว็บใดๆ นั้น ขึ้นอยู่กับค่า Page Rank ของเว็บเพจที่ชี้มาหามัน ซึ่งหากเว็บเพจที่ชี้มาหามันมีค่า Page Rank มากก็จะทำให้มันมีค่า Page Rank มาก แต่หากเว็บเพจที่ชี้มาหามันมีค่า Page Rank น้อย ก็จะทำให้มันมีค่า Page Rank น้อย ซึ่งวิธีนี้ดีกว่าการนับจำนวนลิงค์ชี้เข้าธรรมดา วิธีการคำนวณ Page Rank นี้เอง ได้ถูกนำมาใช้ในเสิร์จเอ็นจินที่มีชื่อว่า Google แม้ว่าเสิร์จเอ็นจินในปัจจุบันจะมีอยู่หลายแห่งก็ตาม แต่เสิร์จเอ็นจินที่มีขนาดใหญ่และ เป็นที่รู้จักนั้นมีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีขนาด วิธีการจัดเรียงผลลัพธ์และคุณสมบัติ ด้านต่างๆ แตกต่างกันไป ตารางที่ 2-1 เปรียบเทียบขนาดและคุณสมบัติของเสิร์จเอ็นจินที่เป็นที่นิยม เสิร์จเอ็นจิน ขนาด (ล้าน URLs) การค้นหาแบบบูลีน เคสเซ็น สิทีฟ ค้นหา แบบวลี ค้นหาแบบไม่ เฉพาะเจาะจง Google 1,300 and(default),or,not ไม่ได้ ได้ ไม่ได้ AllTheWeb 575 and(default),or,not ไม่ได้ ได้ ไม่ได้ Altavista 550 and,or(default),not ได้ ได้ ได้(ใช้เครื่องหมาย *) NorthenLight 310 and(default),or,not ไม่ได้ ได้ ได้(ใช้เครื่องหมาย%) Hotbot 500 and(default),or,not ได้ ได้ ได้(ใช้เครื่องหมาย *) Excite 250 and,or(default),not ไม่ได้ ได้ ไม่ได้ 23 ในปัจจุบันชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในเมือง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ การใช้ อินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องธรรมดา และการค้นหาข้อมูลโดนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องที่กระทำได้ง่าย และรวดเร็ว จึงเป็นผลให้เว็บไซต์ที่เป็นเสิร์จเอ็นจินเป็นที่นิยม มีการใช้งานเป็นจำนวนมากและ สามารถให้ผลที่น่าพอใจ 25 การออกแบบการพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการ เป็นการรวบรวมข้อมูลของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาไว้ด้วยกันเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการใช้งาน เนื่องจากระบบของ เว็บไซต์เป็นระบบที่ให้ความรู้กับผู้ใช้งานโดยทั่วไป ดังนั้นจึงไม่มีการเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานไว้ ผู้ใช้งานจึงสามารถเข้ามาใช้งานได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น โดยผู้ใช้ งานสามารถเข้ามาดูข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลเว็บ และค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ ส่วนของผู้ดูแลระบบ ก็สามารถจัดการข้อมูลในส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ได้ 3.1.1 ผัง Data Flow Diagram – DFD การออกแบบสามารถอธิบายรายละเอียดขั้นตอน การทำงานของระบบทั้งหมดได้ ดังภาพที่ 3-2 ภาพที่ 3-2 แผนภาพกระแสข้อมูลระดับสูงสุด (Context Diagram) ของระบบ การพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการแบ่งการทำงานเป็น 4 ระบบงานย่อย ประกอบด้วย ข้อมูลเว็บของหน่วยงาน ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ การค้นหาข้อมูล และข้อมูลกระดานข่าว โดยมีส่วนของการเก็บข้อมูลคือ ข้อมูลเว็บ ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ และข้อมูลกระดานข่าว ข้อมูลข่าวสาร 0 การพัฒนาสารบบเว็บ หน่วยงานราชการ ผู้ใช้งาน ผู้ดูแลระบบ ข้อมูลเว็บ ข้อมูลกระดานข่าว ค้นหาข้อมูล ข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลกระดานข่าว ข้อมูลเว็บ 26 ภาพที่ 3-3 Dataflow Diagram Level 1 ของระบบ ผู้ใช้งาน ผู้ดูแลระบบ การพัฒนาสารบบ เว็บหน่วยงาน ราชการ 1.0 ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แฟ้มข้อมูล Link แฟ้มข้อมูลข่าวสาร แฟ้มกระดานข่าว ข้อมูลเว็บ จัดการข้อมูลเว็บ ข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลการดานข่าว 27 ภาพที่ 3-4 Dataflow Diagram Level 2 (ผู้ดูแลระบบ) ภาพที่ 3-5 Dataflow Diagram Level 2 (ผู้ใช้งาน) ผู้ดูแลระบบ 1.1 การจัดการข้อมูลเว็บ ข้อมูลข่าวสาร และ กระดานข่าว แฟ้มข้อมูล Link แฟ้มข้อมูลข่าวสาร แฟ้มกระดานข่าว ผู้ใช้งาน 1.2 การเสนอข้อมูลเว็บ ข้อ มูลข่าวสาร และ กระดานข่าว แฟ้มข้อมูล Link แฟ้มข้อมูลข่าวสาร แฟ้มกระดานข่าว ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต 28 3.1.2 ผัง ER-Diagram การออกแบบความสัมพันธ์ของตารางที่ใช้ในระบบ สามารถแสดงได้ ดังต่อไปนี้ News PK News_title Short_news News_item News_Date Comments Link PK Lnumber Ltopic Llink Lgroup Ldate Webboard _Questions PK QNumber QTopic QNAME QNote QDate QPicture NAnswer Webboard _Answer PK AID QNumber AName ADate ANote APicture Administrator PK Username PK password Information Web information New information Forum information 1 M 1 M 1 M 1 M M M ภาพที่ 3-6 ผัง ER-Diagram แสดงความสัมพันธ์ของระบบ 29 หลังจากที่ได้ทำการวิเคราะห์ระบบแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นตอนการออกแบบโครงสร้าง ของฐานข้อมูล ผังโครงสร้างการทำงาน และหน้าจอของระบบ 3.1.3 โครงสร้างของฐานข้อมูลของระบบประกอบด้วยตารางต่างๆ ดังนี้ ตารางข้อมูลข่าวสาร เป็นการเก็บข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่างๆ ดังตารางที่ 3-1 ตารางที่ 3-1 ข้อมูลข่าวสาร (News) NO FIELD NAME TYPE WIDTH DESCRIPTION 1 News_title TEXT 80 หัวข้อข่าว 2 Short_news MEMO - เนื้อหาสั้น 3 News_item MEMO - รายละเอียดของข่าว 4 News_Date DATE/TIME - วัน/เวลา 5 Comments YES/NO - แสดงความคิดเห็น ตารางข้อมูล Link ของหน่วยงานเป็นการเก็บ URL ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังตารางที่ 3-2 ตารางที่ 3-2 ข้อมูล Link ของหน่วยงาน (Link) NO FIELD NAME TYPE WIDTH DESCRIPTION 1 Lnumber AUTONUMBER LONG ลำดับ 2 Ltopic TEXT 50 หัวข้อเนื้อหา 3 Llink TEXT 50 URL 4 Lgroup TEXT 50 ชื่อหน่วยงาน 5 Ldate DATE/TIME - วัน/เวลา ตารางข้อมูลกระดานข่าว เป็นการเก็บข้อมูลความคิดเห็นของผู้ที่เข้ามาใช้งาน เพื่อแสดง ความคิดเห็นต่างๆ ดังตารางที่ 3-3 และ 3-4 30 ตารางที่ 3-3 ข้อมูลกระดานข่าว (Webboard_Questions) NO FIELD NAME TYPE WIDTH DESCRIPTION 1 QNumber NUMBER LONG หมายเลขคำถาม 2 QTopic TEXT 250 หัวข้อเรื่อง 3 QNAME TEXT 250 ชื่อ 4 QNote MEMO - เนื้อหา 5 QDate DATE/TIME - วัน/เวลา 6 QPicture TEXT 250 รูปภาพ 7 NAnswer NUMBER LONG จำนวนคำตอบ ตารางที่ 3-4 ข้อมูลกระดานข่าว (Webboard_Answer) NO FIELD NAME TYPE WIDTH DESCRIPTION 1 AID AUTONUMBER LONG จำนวนคำตอบ 2 QNumber NUMBER LONG หมายเลขคำถาม 3 AName TEXT 250 ชื่อ 4 ADate DATE/TIME - วัน/เวลา 5 ANote MEMO - หัวข้อเรื่อง 6 APicture TEXT 250 รูปภาพ 3.1.4 ผังโครงสร้างการทำงานของระบบ (Structure Chart) จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน คือ 3.1.4.1 ส่วนของผู้ดูแลระบบ เป็นส่วนหน้าที่ของผู้ดูแลระบบที่ทำหน้าที่จัดการ ข้อมูล เว็บ ข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลกระดานข่าว และจัดเก็บข้อมูลลงในระบบ 3.1.4.2 ส่วนของผู้ใช้งานระบบ เป็นผู้ที่เข้ามาใช้งานเว็บ ติดตามข่าวสาร และ แลกเปลี่ยนความรู้ 31 ภาพที่ 3-7 การทำงานเมนูผู้ใช้งานระบบ เริ่มต้น จบการทำงาน ข้อมูล กระดาน ข่าว ค้นหา ข้อมูล ข้อมูล เว็บ ข้อมูล ข่าวสาร 32 ตรวจสอบ รหัสผ่าน รหัสผ่านถูก เริ่มต้น จบการทำงาน ออกจากระบบ เพิ่มข้อมูล แก้ไข ข้อมูล ลบข้อมูล Yes No Yes No ภาพที่ 3-8 การทำงานเมนูผู้ดูแลระบบ 33 เปิดหน้าจอ การเพิ่ม ข้อมูลถูกต้อง เริ่มต้น จบการทำงาน Yes กรอกข้อมูล และตรวจสอบ บันทึกข้อมูล ลงตาราง No ภาพที่ 3-9 การเพิ่มข้อมูล 34 เปิดหน้าจอ การแก้ไข ข้อมูลถูกต้อง เริ่มต้น จบการทำงาน Yes แก้ไขข้อมูล และตรวจสอบ บันทึกข้อมูล ลงตาราง No ภาพที่ 3-10 การแก้ไขข้อมูล 35 หน้าจอข้อมูล ที่ต้องการลบ กดปุ่มลบ เริ่มต้น จบการทำงาน Yes ตรวจสอบข้อมูล ที่ต้องการลบ บันทึกข้อมูล ลงตาราง No ภาพที่ 3-11 การลบข้อมูล 36 3.1.5 การออกแบบหน้าจอของระบบ จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน คือ 3.1.5.1 ส่วนของผู้ดูแลระบบ สัญลักษณ์ของเว็บไซต์ ส่วนเมนู ภาพที่ 3-12 ออกแบบหน้าจอผู้ดูแลระบบ 3.1.5.2 ส่วนของผู้ใช้งานระบบ สัญลักษณ์ของเว็บไซต์ ส่วนค้นหาข้อมูล ส่วนข้อมูลประชาสัมพันธ์ ส่วนข้อมูลข่าวสาร ส่วนข้อมูลของการประปา ส่วนข้อมูลของการไฟฟ้า ส่วนข้อมูลของบมจ.ทศท.คอร์ปอเรชั่น ส่วนปฏิทิน ภาพที่ 3-13 ออกแบบหน้าจอผู้ใช้งานระบบ 37 3.2 การพัฒนาระบบ จากขั้นตอนการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ทำให้ทราบถึงกระบวนการทำงานของ โปรแกรมมากยิ่งขึ้น สำหรับขั้นตอนการพัฒนาระบบนี้เป็นขั้นตอนการเขียนโปรแกรม ซึ่งระบบ ที่พัฒนาขึ้นนี้จะเขียนด้วยภาษา ASP ซึ่งจะต้องเขียนโปรแกรมให้สามารถทำงานได้ตามที่ได้ ออกแบบไว้ ดังตัวอย่างการเขียนโปรแกรมดังนี้ 3.2.1 การเชื่อมต่อฐานข้อมูล <% Dim ConnectString, conn ConnectString = "Provider=Microsoft.Jet.OLEDB.4.0;Data Source=" & Server.MapPath(“../../members.mdb”) Set conn = Server.CreateObject(“ADODB.Connection”) conn.open ConnectString %> 3.2.2 การเพิ่มข้อมูลลงฐานข้อมูล Set rsAddNewsItem = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") If strMode = "edit" Then strSQL = "SELECT tblNews.* FROM tblNews WHERE tblNews.News_ID = " & lngNewsID & ";" Else strSQL = "SELECT tblNews.* FROM tblNews;" End If rsAddNewsItem.CursorType = 2 rsAddNewsItem.LockType = 3 rsAddNewsItem.Open strSQL, strCon 38 3.2.3 การลบข้อมูลในฐานข้อมูล Set rsDeleteNewsItem = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") strSQL="SELECT tblNews.*FROM tblNews WHERE tblNews.News_ID=" & lngNewsID & ";" rsDeleteNewsItem.LockType = 3 rsDeleteNewsItem.Open strSQL, strCon If NOT rsDeleteNewsItem.EOF Then rsDeleteNewsItem.Delete rsDeleteNewsItem.Requery rsDeleteComments.Close Set rsDeleteComments = Nothing rsDeleteNewsItem.Close Set rsDeleteNewsItem = Nothing Set adoCon = Nothing Set strCon = Nothing 3.3 การทดสอบระบบ หลังจากได้ทำการพัฒนาระบบเว็บไซต์เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เพื่อทำการทดสอบ การใช้งานระบบ จึงได้นำระบบไปทดลองใช้งานกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะประกอบไปด้วย กลุ่มพนักงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การประปา และบริษัท ทศท.คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้ใช้งานทั่วไปเป็นจำนวน 19 ท่าน เพื่อเก็บข้อมูล นำไปใช้ในการประเมินคุณภาพการทำงานของระบบ 3.4 การประเมินระบบ หลังจากได้นำระบบไปทดลองใช้กับกลุ่มผู้ใช้งานในระดับต่างๆ แล้ว เพื่อหาประสิทธิภาพ ของระบบว่าสามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ จึงได้จัดทำแบบประเมินหาประสิทธิภาพของ ระบบ โดยแบ่งการทดสอบการหาประสิทธิภาพของระบบออกเป็น 4 ด้าน คือ 3.4.1 ความสามารถในการทำงานได้ตรงตามหน้าที่ 3.4.2 ความตรงต่อความต้องการของผู้ใช้ 3.4.3 ความง่ายต่อการใช้งาน 3.4.4 ความปลอดภัยของข้อมูล 39 การประเมินผลทำโดยกลุ่มผู้ใช้งาน และกลุ่มเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทดลอง ใช้งานระบบ ทำแบบประเมินที่ประกอบไปด้วยคำถามในด้านต่างๆ นำเอาคำตอบที่ได้มาลง คะแนน ซึ่งผลที่ได้จากการทำประเมิน จะใช้หลักการทางสถิติเข้ามาช่วยในการสรุปผลการ ทดสอบ ประสิทธิภาพของระบบที่พัฒนาขึ้น โดยคำนวณหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตร ฐานของ การทดสอบในแต่ละด้าน เพื่อสรุปผลการประเมินว่าระบบที่ได้พัฒนามานี้มีประสิทธิ ภาพ ในด้านต่างๆ อยู่ในระดับใด 3.5 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ในการประเมินหาประสิทธิภาพของระบบที่ได้พัฒนาขึ้นมา ได้นำสถิติเข้ามาช่วยในการ ประเมินหาประสิทธิภาพในด้านต่างๆ โดยประกอบไปด้วยการหาค่าตัวกลางเลขคณิต (Arithmetic Mean) หรือค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพื่อ ให้การประเมินผลเป็นไปตามหลักการ ดังแสดงในสมการที่ (2-1) และ สมการที่ (2-2) 3.6 การทดสอบสมมติฐาน สมมติฐานที่ตั้งไว้คือ คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับดีขึ้นไปจึงจะยอมรับว่าระบบมีประสิทธิภาพ ในการใช้งานได้ เกณฑ์การยอมรับประสิทธิภาพของระบบ พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของ กลุ่มทดลอง โดยนำมาผ่านการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับค่าเฉลี่ยสำหรับเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสิน ตามเกณฑ์ โดยมีขั้นตอนในการทดสอบสมมติฐาน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ตั้งสมมติฐานหลัก ( ) 0 Η และสมมติฐานรอง ( ) a Η Η0 : คะแนนเฉลี่ยจากการประเมินอยู่ในระดับดี (μ ≥ 3.51) a Η : คะแนนเฉลี่ยจากการประเมินอยู่ในระดับปานกลาง (μ < 3.51) ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ (Specified the leveled of significance) สำหรับ การประเมินระบบงานนี้กำหนด α ไว้ที่ 0.05 ขั้นที่ 3 เลือกสถิติเพื่อทดสอบ เนื่องจากในการเก็บผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและ ผู้ใช้งานทั่วไปของระบบ เลือกใช้สถิติ t ในการคำนวณ ดังนี้ สูตร S D n t x . ./ − μ = (3-1) โดย t คือ สถิติการทดสอบ t μ คือ ค่าพารามิเตอร์ที่นำมาใช้ในการทดสอบ ขั้นที่ 4 ทดลองและคำนวณค่าตัวสถิติ (Experiment & Computational Statistics) ขั้นที่ 5 สรุปผลหรือตัดสินใจว่าปฏิเสธหรือยอมรับ 0 Η 40 ถ้า , −1 < c n t tα จะปฏิเสธ 0 Η ถ้า , −1 ≥ c n t tα จะยอมรับ 0 Η ทั้งนี้ ,n−1 tα ได้มาจากการเปิดตารางค่า t แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าที่ได้จากการ คำนวณ 42 4.1.1.2 ระบบสามารถแสดงรายละเอียดข้อมูลข่าวสาร ของหน่วยงานแต่ละ หน่วยงานได้เป็นส่วนๆ ดังภาพที่ 4-2 ภาพที่ 4-2 หน้าจอของแต่ละหน่วยงาน 4.1.1.3 ระบบสามารถให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความรู้ และน่าสนใจเกี่ยวกับ หน่วยงานได้โดยการ Link ไปที่เว็บไซต์ของหน่วยงานนั้นๆ ดังภาพ 4-3 ภาพที่ 4-3 หน้าจอข้อมูล Link ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 43 4.1.1.4 ระบบสามารถบันทึก และแสดงรายละเอียดข้อมูลกระดานข่าวได้ ดังภาพที่ 4-4 ภาพที่ 4-4 หน้าจอข้อมูลกระดานข่าว 4.1.1.5 ระบบสามารถค้นหาข้อมูลของหน่วยงานที่ต้องการได้ ดังภาพที่ 4-5 ภาพที่ 4-5 หน้าจอการค้นหาข้อมูล 44 ภาพที่ 4-6 ผลที่ได้จากการค้นหาข้อมูล 4.1.1.6 ระบบสามารถดูข่าวสารประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ได้ ดังภาพที่ 4-6 ภาพที่ 4-7 หน้าจอข่าวประชาสัมพันธ์ 45 4.1.2 ส่วนของผู้ดูแลระบบ 4.2.1.1 ระบบสามารถควบคุมการเข้าถึงด้วยหน้า Login ดังภาพที่ 4-7 ภาพที่ 4-8 หน้าจอ Login เข้าสู่ระบบ 4.2.1.2 ระบบสามารถดูแลการเพิ่ม แก้ไข ลบ ของข่าวสาร เว็บไซต์ และ กระดานข่าวได้ ดังภาพที่ 4-8 ภาพที่ 4-9 หน้าจอของผู้ดูแลระบบ 46 4.2 ผลการทดสอบระบบ จากการนำระบบการพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการไปทดสอบ โดยกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินหาประสิทธิภาพของระบบที่ได้พัฒนาขึ้น โดยแบ่งระดับ ในเชิงคุณภาพได้ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 ระบบที่พัฒนาขึ้นไม่มีประสิทธิภาพ คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 ระบบที่พัฒนาขึ้นมีประมิทธิภาพน้อย คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 ระบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 ระบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพดี คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 ระบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพดีมาก โดยได้ทำการแบ่งผู้ประเมินระบบการพัฒนาสารบบเว็บหน่วยงานราชการออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 4.2.1 กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป ประกอบไปด้วยบุคคลทั่วไปที่ไปใช้บริการของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง บริษัท ทศท.คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวนทั้งสิ้น 10 ท่าน ผลของการประเมินประสิทธิภาพของระบบ ดังแสดงใน ตารางดังต่อไปนี้ ตารางที่ 4-1 ด้านตอบสนองตามความต้องการของผู้ใช้งาน ประสิทธิภาพ เชิงปริมาณ ด้านที่ประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่า t-test เชิง คุณภาพ 1. ระบบสามารถรวบรวมข้อมูล และข่าวสารผ่านเว็บ ในหน้าจอเดียว 4.30 0.48 5.17 ดี 2. ระบบสามารถช่วยในการค้นหาข้อมูลเว็บและข่าวสาร ได้รวดเร็ว 4.00 0.47 3.28 ดี 3. ระบบสามารถแสดงรายละเอียดในข้อมูลต่างๆ ได้ 3.90 0.56 2.17 ดี 4. ระบบสามารถให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง 4.20 0.42 5.17 ดี รวม 4.05 0.46 3.71 ดี การทดสอบสมมุติฐานของการประเมินด้านตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน ค่าความเชื่อมั่น 95% (นัยสำคัญ = 0.05) ∝= 0.05, df = n −1 = 10 −1 = 9,t = 1.833 เปรียบเทียบ t ที่คำนวณ กับ ตาราง t ผลที่ได้คือ 47 ยอมรับสมมติฐาน 0 H แสดงว่าการประเมินอยู่ในระดับดี ตารางที่ 4-2 ด้านความสามารถในการทำงาน ประสิทธิภาพ เชิงปริมาณ ด้านที่ประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่า t-test เชิง คุณภาพ 1. ความถูกต้องในการให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ 4.10 0.56 3.28 ดี 2. ความถูกต้องในการค้นหาข้อมูล 4.30 0.48 5.17 ดี รวม 4.20 0.52 4.19 ดี การทดสอบสมมุติฐานของการประเมินด้านความสามารถในการทำงาน ค่าความเชื่อมั่น 95% (นัยสำคัญ = 0.05) ∝= 0.05, df = n −1 = 10 −1 = 9,t = 1.833 เปรียบเทียบ t ที่คำนวณ กับ ตาราง t ผลที่ได้คือ ยอมรับสมมติฐาน 0 H แสดงว่าการประเมินอยู่ในระดับดี ตารางที่ 4-3 ด้านความง่ายในการใช้งาน ประสิทธิภาพ เชิงปริมาณ ด้านที่ประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่า t-test เชิง คุณภาพ 1. ความชัดเจนของข้อความที่แสดงบนจอ 4.10 0.56 3.28 ดี 2. ระบบงานที่พัฒนาง่ายต่อการใช้งาน 4.00 0.47 3.28 ดี 3. ความเร็วในการประมวลผลของระบบ 4.00 0.66 2.32 ดี 4. การใช้สีของตัวอักษรและรูปภาพที่เหมาะสม 3.80 0.42 2.17 ดี 5. การใช้ถ้อยคำบนจอสามารถสื่อความหมาย ให้เข้าใจได้ง่าย 3.80 0.42 2.17 ดี รวม 3.88 0.52 2.25 ดี 48 การทดสอบสมมุติฐานของการประเมินด้านความง่ายในการใช้งาน ค่าความเชื่อมั่น 95% (นัยสำคัญ = 0.05) ∝= 0.05, df = n −1 = 10 −1 = 9,t = 1.833 เปรียบเทียบ t ที่คำนวณ กับ ตาราง t ผลที่ได้คือ ยอมรับสมมติฐาน 0 H แสดงว่าการประเมินอยู่ในระดับดี 4.2.2 กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่ง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง บริษัท ทศท.คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวนทั้งสิ้น 9 ท่าน ผลของการประเมินประสิทธิภาพของระบบ ดังแสดงในตารางดังต่อไปนี้ ตารางที่ 4-4 ด้านตอบสนองตามความต้องการของผู้ใช้งาน ประสิทธิภาพ เชิงปริมาณ ด้านที่ประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่า t-test เชิง คุณภาพ 1. ระบบสามารถรวบรวมข้อมูล และข่าวสาร ผ่านเว็บในหน้าจอเดียว 4.22 0.44 4.84 ดีมาก 2. ระบบสามารถช่วยจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็ว 4.11 0.60 3.00 ดี 3. ระบบสามารถช่วยในการค้นหาข้อมูลเว็บ และข่าวสารได้รวดเร็ว 4.44 0.52 5.31 ดี 4. ระบบสามารถแสดงรายละเอียดในข้อมูล ต่างๆ ได้ 4.22 0.44 4.84 ดี 5. ระบบสามารถให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง 4.11 0.33 5.41 ดี รวม 4.22 0.47 4.53 ดี การทดสอบสมมุติฐานของการประเมินด้านตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน ค่าความเชื่อมั่น 95% (นัยสำคัญ = 0.05) α=0.05, df = n-1 = 9-1 = 8, t = 1.866 เปรียบเทียบ t ที่คำนวณ กับ ตาราง t ผลที่ได้คือ ยอมรับสมมติฐาน 0 H แสดงว่าการประเมินอยู่ในระดับดี ตารางที่ 4-5 ด้านความสามารถในการทำงาน 49 ประสิทธิภาพ เชิงปริมาณ ด้านที่ประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่า t-test เชิง คุณภาพ 1. ความถูกต้องในการจัดเก็บข้อมูล 4.33 0.50 4.94 ดี 2. ความถูกต้องของการค้นหาข้อมูล 4.44 0.52 5.31 ดี 3. ความถูกต้องของการปรับปรุงแก้ไขข้อมูล 4.00 0.50 2.94 ดี 4. ความถูกต้องของการลบข้อมูล 4.33 0.50 4.94 ดี รวม 4.28 0.51 4.52 ดี การทดสอบสมมุติฐานของการประเมินด้านความสามารถในการทำงาน ค่าความเชื่อมั่น 95% (นัยสำคัญ = 0.05) α=0.05, df = n-1 = 9-1 = 8, t = 1.866 เปรียบเทียบ t ที่คำนวณ กับ ตาราง t ผลที่ได้คือ ยอมรับ 0 H แสดงว่าการประเมินอยู่ในระดับดี ตารางที่ 4-6 ด้านความง่ายในการใช้งาน ประสิทธิภาพ เชิงปริมาณ ด้านที่ประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่า t-test เชิง คุณภาพ 1. ความชัดเจนของข้อความที่แสดงบนจอ 4.44 0.52 5.31 ดี 2. ระบบงานที่พัฒนาง่ายต่อการใช้งาน 4.33 0.50 4.94 ดี 3. ความเร็วในการประมวลผลของระบบ 4.22 0.44 4.84 ดี 4. การใช้สีของตัวอักษรและรูปภาพที่เหมาะสม 4.44 0.52 5.31 ดี 5. การใช้ถ้อยคำบนจอสามารถสื่อ ความหมาย ให้เข้าใจได้ง่าย 4.44 0.52 5.31 ดี รวม 4.37 0.50 5.16 ดี การทดสอบสมมุติฐานของการประเมินด้านความง่ายในการใช้งาน 50 ค่าความเชื่อมั่น 95% (นัยสำคัญ = 0.05) α=0.05, df = n-1 = 9-1 = 8, t = 1.866 เปรียบเทียบ t ที่คำนวณ กับ ตาราง t ผลที่ได้คือ ยอมรับสมมติฐาน 0 H แสดงว่าการประเมินอยู่ในระดับดี ตารางที่ 4-7 ด้านการรักษาความปลอดภัย ประสิทธิภาพ เชิงปริมาณ ด้านที่ประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่า t-tset เชิง คุณภาพ 1. การกำหนดรหัสผ่านผู้ใช้งานในการตรวจสอบ การใช้งาน 4.44 0.52 5.31 ดี 2. การตรวจสอบสิทธิการใช้งานของผู้ใช้งาน ในระดับต่างๆ 3.88 0.33 3.41 ดี รวม 4.16 0.43 4.53 ดี การทดสอบสมมุติฐานของการประเมินด้านการรักษาความปลอดภัย ค่าความเชื่อมั่น 95% (นัยสำคัญ = 0.05) α=0.05, df = n-1 = 9-1 = 8, t = 1.866 เปรียบเทียบ t ที่คำนวณ กับ ตาราง t ผลที่ได้คือ ยอมรับสมมติฐาน 0 H แสดงว่าการประเมินอยู่ในระดับดี 52 5.3 ข้อเสนอแนะในการพัฒนาต่อไป เนื่องจากหน่วยงานของรัฐ มีจำนวนของเอกสารที่ใช้กระดาษเป็นส่วนใหญ่ การ ใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อลดจำนวนการใช้เอกสารของหน่วยงาน จึง เป็นเรื่องที่ควรกระทำในโอกาสต่อไป และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบมากขึ้น ใน อนาคตควรนำเทคโนโลยีที่เป็น Agent Base เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบต่อไป เนื่องจาก ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ยังเป็นแบบ manual อยู่มากคือ ใช้บุคคลในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ การจะปรับปรุง แก้ไข หรือนำข้อมูลใหม่ๆ มาเก็บไว้ในระบบจึงใช้เวลานาน และต้องทำ ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ได้ใหม่อยู่เสมอ บรรณานุกรม ภาษาไทย กิตติ ภักดีวัฒนะกุล. ASP ฉบับฐานข้อมูล. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เคทีพี คอมพ์ แอนด์ คอนซัลท์ จำกัด, 2543. กิตติภูมิ วรฉัตร. เพิ่มพลังอินเตอร์แอคทีฟให้เว็บเพจด้วย ASP. กรุงเทพมหานคร : บริษัท วิตตี้ กรุ๊ป จำกัด, 2542. จิตเกษม พัฒนาศิริ. เริ่มสร้างโฮมเพจด้วย HTML. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด , 2542. ชูเกียรติ นาคพิทักษ์กุล. เสริมแต่งโฮมเพจให้มีชีวิตชีวาด้วย JavaScript. กรุงเทพมหานคร : บริษัท วิตตี้ กรุ๊ป จำกัด, 2541. ทวีชัย หงษ์สุมาลย์ และ สงวนชัย สุวรรณชีวะศิริ. อินไซท์ ASP และ ASP.NET ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพมหานคร : บริษัท โปรวิชั่น จำกัด, 2545. วาสนา สุขกระสานติ. โลกคอมพิวเตอร์ สารสนเทศ และอินเตอร์เน็ต. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545. สัจจะ จรัสรุ่งรวีวร. Asp และแอพพลิเคชันฐานข้อมูลสำหรับอินเตอร์เน็ต. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ดวงกมลสมัย จำกัด, 2521. สันติ ศรีลาศักดิ์. เปิดประตูสู่โลกของ Search Engine. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), 2545. สุทธิพล วรางฤทธิ์. “การออกแบบและพัฒนาระบบเสิร์จเอ็นจินแบบกระจาย.” วิทยานิพนธ์ ปริญญาวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2545. สุรัตน์ บัณฑิตลักษณะ. เพิ่มพลังอินเตอร์แอคทีฟคูณสองให้เว็บเพจด้วย ASP. กรุงเทพมหานคร : บริษัท วิตตี้ กรุ๊ป จำกัด, 2543. อุมาวดี สิงหศิวานนท์. รวมสุดยอด Search Engine. กรุงเทพมหานคร : บริษัท โปรวิชั่น จำกัด, 2545. ภาษาอังกฤษ Sanguanpong, A Search Engine for Campus Network. Proceeding of 2000 National Computer Science and Engineering Conference 5. 1998. Sullivan, D. 2000. How dose Search Engine Work. Available online at http://www.searchenginewatch.com.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น